ไม่มีหมวดหมู่

บทกวีที่ถวายแด่เทพเจ้าแห่งความเศร้า

ข้านั่งอยู่ในห้องมืด

ความเย็นของแอร์คอนดิชั่นชำแรกเข้ามาในร่างกาย

ข้าหนาว… หนาวเหลือเกิน

หนาว… ราวกับหัวใจที่เคยอบอุ่นได้ตายจากไปแล้วตลอดกาล

หัวใจ ที่ตายจากไปในวันที่เธอลา

หัวใจข้าจะยังเต้นอยู่ไปเพื่ออะไรเล่า หากไม่มีเธอผู้เป็นเจ้าของมัน

บอกข้าที ท่านเทพเจ้า!

เสียงเพลงกรีซซี่คาเฟ่ดังก้องอยู่ในรูหู

เนื้อเพลงค่อยๆ กรีดก้อนเนื้อข้างซ้ายของข้าจนแหว่งวิ่น

ภายในความมืด

ข้าร้องไห้เงียบงัน

คงสมใจท่าน ท่านเทพเจ้า!

ข้าจุดธูปบูชาท่านในจิตใจ

จรดปากการ้อยเรียงบทกวีแห่งความเศร้า

ข้าเกลียดความเศร้า มันทำให้ข้าต้องหลั่งน้ำตา

หลั่งน้ำตา… จนบางครั้งข้านึกว่ามันคือเลือด

ท่านคงหัวเราะ ให้กับความโง่เง่าของมนุษย์อยู่ล่ะสิ ท่านเทพเจ้า!

เอาเลยท่าน! จะสาปแช่ง จะลงโทษข้าเช่นไรก็ได้

ทำเหมือนที่ท่านทำกับมนุษย์ผู้งมงายในความรักทุกคนปะไร

ให้ข้าร้องไห้ จมมหาสมุทรแห่งน้ำตา ถูกฉลามแห่งความผูกพันขย้ำเนื้อฉีกหนังให้ตาย

ข้าขอท่านเพียงอย่างเดียว มีเพียงสิ่งเดียวที่ข้าอยากอ้อนวอน

ขอให้ข้า ย้อนเวลากลับไป… ในวันที่มีเรา

ได้หรือไม่ ท่านเทพเจ้า!

Advertisements
Standard
บันทึก

เขียนถึงเธอ… ด้วยน้ำตา

เธอจากไปแล้ว…

ไปแบบไม่มีวันกลับมา

ไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราได้รู้จักกัน ฉันคิดว่าเราคงไปด้วยกันได้ดี

เราคุยได้ทุกเรื่อง หยอกล้อกัน มีเรื่องราวดีๆ แบ่งปันกันและกันเสมอ

อาจจะไม่เข้าใจกันบ้าง ด้วยช่วงอายุ ความชอบ ความสนใจ และการใช้ชีวิต

แต่มันไม่เป็นปัญหาเลย ความสัมพันธ์ของเราสองคนพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

แม้จะไม่ได้เอ่ยคำว่า ‘รัก’ อย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้ in relationship แต่เชื่อว่าข้างใน เราต่างรู้กันดี

เรา ‘รัก’ กัน

ฉันชอบตัวเอง เวลาที่ได้คุยกับเธอ

และก็เชื่อว่า เธอคงจะชอบตัวเอง เวลาได้คุยกับฉันเหมือนกัน

ฉันเป็นคนรักอิสระ ไปไหนมาไหนเหมือนกันสายลม อยากไปไหนก็ไป อยากทำอะไรก็ทำ

จนบางครั้ง ฉันลืมไปว่าเธออยู่ข้างๆ

แม้ว่ามีของเราไม่ได้จับกัน แต่ก็สายใยบางๆ ที่ผูกกันเอาไว้

ฉันไม่รู้เลย ไม่รู้ว่าเธออดทน แต่ข่มกลั้นความเศร้าเสียใจไว้มากแค่ไหน

ฉันเพิ่งรู้ – ว่าความเป็นตัวเองของฉัน ค่อยๆ ทำลาย ค่อยๆ เลื่อยเส้นสายใยนั้นไปทุกวันๆ

เธอต้องรอ รอคอย ว่าฉันไปไหน ไปทำอะไร ไปกับใคร

ห่วงว่าวันนี้ฉันจะกลับบ้านตอนไหน เป็นอะไรหรือเปล่า

ในขณะที่ฉันกำลังสนุกกับหมู่เพื่อน ยอดข้าวในแก้ว หรือหนังรอบสื่อที่ได้รับเชิญ – เธอกำลังร้องไห้และรอ

“นอนก่อนเลยนะ ไม่ต้องรอ วันนี้เราไม่ว่าง”

เป็นข้อความที่เธอได้รับเสมอ ได้รับ – จนด้านชา

นานวัน – ความสัมพันธ์ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป

มันจืดชืด บทสนทนากลายเป็นแค่องค์ประกอบที่แค่คุยกันไปวันๆ

ไม่มีเพิ่ม มีแต่ลด

เธอเสียใจ ฉันเสีย

‘เรา’ เสียใจ

ไม่มีคำพูดใดที่จะเหนี่ยวรั้งในวันที่เธอไป

“ถ้าไม่พร้อมจะมีความรัก อย่าทำแบบนี้กับใครนะ”

เป็นประโยคสุดท้าย

ราวกับเป็นคำสาปแช่งให้ฉันกลายเป็นก้อนหินอยู่ในมิติกาลเวลา

ก่อนจะจากไป… อย่างไม่มีวันกลับมา

ขอโทษ

ฉันอยากย้อนเวลากลับไป

ภาวนา ขอร้อง อ้อนวอน

ขอเพียงอย่างเดียว

ให้เธอกลับมา

ได้โปรด… กลับมา

Standard
ไม่มีหมวดหมู่, diary

words & pictures

บุ๊กชอป

 

เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองชอบถ่ายรูปก็ตอนเริ่มใช้ไอโฟน (บล็อกนี้ไม่มีแอปเปิ้ลเป็นสปอนเซอร์นะครับ)

ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนไม่ชอบถ่ายเลย ไม่รู้จะถ่ายไปเพื่ออะไร

แต่ตอนนี้ ไปเจออะไรที่น่าสนใจก็ถ่าย อะไรสวยๆ ก็ถ่าย ถ่ายเก็บไว้ บันทึกความทรงเอาไว้ ว่าตอนนั้นเราคิดอะไร เราอยากถ่ายเพราะอะไร

พอหลังๆ ได้ลองเอารูปที่ถ่ายมาเปิดดู แล้วเขียนข้อความ หรือเรื่องราวสั้นๆ ลงไปในนั้น มันก็รู้สึกเพลินดีเหมือนกัน ได้เล่าเรื่องผ่านภาพถ่าย และใช้ตัวอักษรมากำกับเรื่องราว ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่เราทำอยู่บ่อยๆ

ถ่ายแล้วเขียน เขียนแล้วถ่าย สนุกและเพลินมากๆ ยิ่งมีคนมาอ่าน มาดูรูปเรา แล้วมีคำชมว่า “ถ่ายสวยนะ” “เขียนดีนะ” ยิ่งอยากจะวิ่งออกไปถ่ายแล้วกลับมาเขียนอีกเยอะๆ เลย

พอได้เข้าค่ายสารคดี ได้เรียนรู้การถ่ายภาพสารคดี ว่าช่างภาพระดับเทพนั้น เขาถ่ายกันยังไง แม้จะไม่เข้าใจมากนัก แต่ก็เอาสิ่งที่ครูภาพสอน มาปรับใช้กับงานตัวเอง

“ภาพต้องเล่าเรื่องในตัวของมันเอง” เป็นสิ่งที่ครูภาพเน้นย้ำ ภาพสวยอาจจะไม่สำคัญเลย ถ้าหากมันไม่ทำหน้าที่เล่าเรื่อง คนดูดูรูปแล้วไม่เข้าใจ หรือจับไม่ได้ว่าช่างภาพต้องการอะไร

เหมือนอย่างที่เนื้อเพลงในค่ายบอกไว้ว่า “เก็บภาพไว้ ด้วยเรื่องเล่าตราบเท่านาน และเก็บคำนับพัน ในภาพเดียว” ครับ ภาพสารคดีที่ดี ต้องเล่าเรื่องได้ – และผมเชื่อว่า ภาพถ่ายทุกภาพ ก็ควรทำหน้าที่ด้วยตัวของมันเอง

ตั้งแต่นั้นมา ผมไม่พยายามแสวงหาเทคนิคการถ่ายภาพที่สวยงาม หรือการใช้แอปมาแต่งรูปอีกต่อไปเลย ผมถ่ายในสิ่งที่ผมอยากถ่าย เขียนในสิ่งที่อยากจะเขียน ให้ศาสตร์ทั้งสองอย่างชักนำ ร้อยเรียงเรื่องราว จินตนาการของผมไปสู่ผู้อ่าน

แค่นี้ก็พอแล้ว

Standard
บันทึก, diary

ความเปลี่ยนแปลงในความเป็นไป

รู้สึกห่างกับการเขียนบล็อกมาก นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เปิดคอมมาแล้วนึกอยากจะเขียนอะไรก็เขียน อยากเล่าเรื่องในแบบที่เราอยากจะเล่า เป็นในสิ่งที่เราอยากจะเป็น

แม้จะไม่ได้เขียนบล็อก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเลิกเขียนหนังสือ

ทุกวันนี้ ได้ทำงานประจำเป็นกองบรรณาธิการนิตยสาร เวลาที่จะเขียนบล็อกจึงน้อยลงไป เพราะต้องเอาเวลาไปเขียนต้นฉบับ เตรียมประเด็นสัมภาษณ์ และการประชุมกองในวาระต่างๆ ซึ่งจริงๆ ก็เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้นเอง

การเขียนบล็อก ต่างกับการเขียนต้นฉบับมากๆ เพราะบล็อกสามารถใส่ความเป็นตัวเองลงไปได้อย่างไม่จำกัด แต่การเขียนต้นฉบับนิตยสารรายเดือนนั้น บางทีอาจจะมีปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่นประเด็น การใช้ภาษา คนที่เลือกสัมภาษณ์ และขีดจำกัดเรื่องเวลา แต่ทั้งสองอย่างก็เป็นสิ่งที่หนุนเนื่องซึ่งกันและกัน

วันนี้มีโอกาสได้กลับมาเขียนบล็อก ก็เลยอยากจะอัปเดตชีวิตตัวเองสักหน่อย ว่าที่ผ่านมาได้เจออะไร ผ่านอะไรมาบ้าง ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยขนาดไหน

 

งานในฝัน – คนทำหนังสือ

เป็นความฝันที่อยากจะทำให้ได้มาตั้งแต่เรียนจบแล้ว อยากจะเป็นนักเขียน ได้ออกไปสัมภาษณ์ พูดคุยกับคนอื่น แล้วกลับมาเขียน เพื่อส่งต่อเรื่องราวดีๆ ที่เราได้ฟังมาให้กับคนอื่น นอกจากนี้ยังได้ฝึกฝน เรียนรู้ทักษะการเขียน การจับประเด็นด้วยการทำงานจริง

ตำแหน่งกองบรรณาธิการนั้น เหนื่อยแสนเหนื่อย หนักแสนหนัก ไม่ค่อยมีเวลาได้พักผ่อนมากนัก ปิดต้นฉบับนี้ ต้องไปเขียนงานอื่นต่อ วนเวียนไปอยู่อย่างนี้ อยู่กับการอ่าน อยู่กับการเขียน การค้นคว้า ขบคิด นำเสนอ เผื่อผลิตต้นฉบับคุณภาพในแต่ละเดือนออกสู่สายตาของผู้อ่าน

ต่อให้เหนื่อย ให้หนัก ก็จะเดินหน้าบนเส้นทางสายนี้ต่อไป เพราะว่าเราเลือกแล้ว ว่าจะทำงานนี้ไปตลอดชีวิต

 

ประตูบานใหญ่ – ค่ายสารคดีครั้งที่ 10 

โชคดีมากๆ ที่ได้เข้าค่ายนี้ นิตยสาร สารคดี เป็นนิตยสารอันดับต้นๆ ของเมืองไทย โดดเด่นอยู่บนแผงหนังสือมาอย่างยาวนาน ดีใจที่ได้เป็นหนึ่งใน 50 คนที่ได้รับการคัดเลือกให้มาเรียนการเขียน และการถ่ายภาพงานในเชิงสารคดี ทำให้เราได้เรียนรู้ ฝึกฝน จากครูสารคดีอันดับต้นๆ ของประเทศ

นอกจากได้เรียนรู้ ได้โอกาสในการพัฒนาตัวเองแล้ว ยังได้เจอเพื่อนๆ ที่ชอบอะไรเหมือนกัน คุยภาษาเดียวกัน ก่อเกิดเป็นมิตรภาพที่แน่นแฟ้น ไม่รู้ว่าจะโชคดียังไงแล้ว ดีใจมากๆ ที่ได้เจอเพื่อนๆ ทุกคน ได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยน สนับสนุนกัน เป็นอีกสิ่งดีๆ ที่เข้าในชีวิตตอนนี้เลย

“อย่าขาดกันนะ”

 

สารคดี

 

เป้าหมายที่ตั้งไว้ และมิตรภาพในหมู่นักอ่าน

60 BOOK’HUNTER เป็นกลุ่มในเฟซบุ๊กที่เราเข้าร่วมตั้งแต่ต้นปี เป็นกลุ่มที่ตั้งเป้าหมายว่าจะอ่านหนังสือให้ได้ 60 เล่มในปีนี้ เมื่ออ่านจบแล้ว จะต้องเขียนรีวิวให้เพื่อนๆ ในกลุ่มได้อ่านด้วย

ตอนนี้เราอ่านและรีวิวหนังสือได้ 58 เล่มแล้ว เป้าหมาย 60 เล่มที่ตั้งไว้ยังไงก็ทำได้อย่างแน่นอน เมื่อผ่านก้าวแรกไปแล้ว ก็อยากจะท้าทายตัวเอง อ่านหนังสือให้ได้ 100 เล่ม ไม่รู้ว่าจะทำได้มากแค่ไหน แต่ก็ลองดูหน่อยแล้วกัน

ในกรุ๊ปนี้ ไม่ใช่แค่ได้อ่านหนังสือ ได้ทำให้เสร็จตามเป้าที่ตัั้งเอาไว้ แต่ทำให้เราได้เจอเพื่อนที่ชื่นชอบอะไรคล้ายๆ กัน เจอคนที่คุยกันแต่เรื่องหนังสือ ถกเถียง แลกเปลี่ยน แนะนำหนังสือดีๆ ให้แก่กัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประทับใจมากๆ สมแล้วกับคำว่า

“เราพบกันเพราะหนังสือ”

 

ชีวิตโดยรวมในปีนี้ถือว่าดีและลงตัวมากๆ เพิ่งได้อ่านสเตตัสของพี่บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ นักเขียนผลงานเบสต์เซลเลอร์ ที่บอกว่า “ควรตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าในแต่ละปี เราเก่งขึ้นกว่าปีก่อนหรือเปล่า” 

ด้วยคำถามนี้ ทำให้เราทบทวนตัวเอง เรียบเรียง และเขียนเป็นบล็อกนี้ออกมา ซึ่งไม่รู้ว่าบล็อกต่อไปจะอัปเดตตอนไหน แต่อย่างน้อย เราก็ยังดีใจที่ตัวเองอยากเขียน อยากเล่าเรื่องอยู่ แม้ว่าจะเป็นเรื่องของตัวเองก็ตาม 

ยังมีคำถามมากที่รอให้ตั้ง ยังมีคำตอบมากมายที่รอให้ตอบ ให้ค้นหา แต่สำหรับคำถามของพี่บอย เราขอส่งคำตอบด้วยบล็อกนี้ก็แล้วกัน : )

Standard