บันทึก

ติดค่ายและกระจอก

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นเมื่อเห็นโพสต์ในเฟซบุ๊กของเพื่อนคนหนึ่ง ที่แท็กมาแสดงความยินดี ที่ผมได้รับคัดเลือกให้เข้าค่ายวรรณกรรมค่ายหนึ่ง ซึ่งได้ยินกิตติศัพท์ความยากและเข้มข้นมาจากเพื่อนๆ พี่ๆ มาบ้าง และไม่คิดว่าจะมีชื่อตัวเองอยู่ในนั้นเหมือนกัน

ปีก่อน ผมหมายมั่นปั้นมือว่าจะเข้าค่ายนี้ แต่ก็พ่ายแพ้ความต่อเดดไลน์ ความรับผิดชอบ และข้ออ้างที่บอกว่า “ไม่มีเวลา” “ทำไม่ทัน” ทำให้พลาดโอกาสที่จะลุ้นเข้าค่ายนี้ในปีที่แล้ว เมื่อปีนี้เปิดอีกครั้ง ยังไงผมก็ต้องสมัครให้ได้ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็ตาม

กติกาของการเข้าค่ายมีอยู่ว่า ต้องเขียนเรื่องสั้นความยาวไม่เกิน 3 หน้ากระดาษมา 1 เรื่อง และส่งโครงเรื่องที่จะเขียนในโจทย์ที่กำหนดมาอีก 1 เรื่อง ยอมรับว่าโจทย์นั้นผมไม่ถนัด และไม่มีความรู้สักเท่าไหร่ ต้องใช้เวลาอยู่พอสมควรเหมือนกันกว่าจะทำมันออกมาให้เป็นรูปเป็นร่าง กับตัวเรื่องสั้นเอง นี่เป็นงานเขียนวรรณกรรมชิ้นแรกของผมหลังจากเรียนจบก็ว่าได้ เพราะที่ผ่านมาผมเขียนแต่บทสัมภาษณ์ สารคดี บล็อก เป็นหลัก

ต้องใช้ความพยายามและพลังใจอย่างมาก กว่าจะผลิตเรื่องสั้นเรื่องนี้ออกมาได้ทันเวลา ทั้งๆ ที่เรื่องอยู่ในหัวแล้ว การจะเขียนออกมาให้เป็นเรื่องในระยะเวลาอันสั้นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย แต่สุดท้ายผมก็เขียนเสร็จ ทั้งเรื่องสั้นและโครงเรื่อง บอกตัวเอง: เอาวะ อย่างน้อยปีนี้เราก็ได้ทำแล้ว เรื่องสั้นที่เขียนส่งไปก็สุดฝีมือตอนนั้นแล้วเหมือนกัน ถึงไม่ติด ค่อยไปว่ากันอีกที

ก่อนวันประกาศผล ผมลองส่งเรื่องสั้นที่เขียนกับโครงเรื่องให้รุ่นพี่คนหนึ่ง ที่เคยเข้าค่ายนี้เมื่อปีที่แล้วอ่านดู แล้วขอความเห็นตรงๆ ว่าด้วยงานทั้งชิ้นนี้ ผมจะมีโอกาสติดค่ายนี้หรือเปล่า

ไม่รอดหรอก — เขาพูดอย่างนั้น ผมไม่ได้เถียง และไม่มีอะไรจะเถียง เมื่อย้อนกลับมาอ่านอีกครั้งก็พบเห็นจุดอ่อนและบาดแผลมากมายของงานเขียนทั้งสองชิ้น

แต่เมื่อผลที่ออกมา ผมคือหนึ่งในนั้น และต้องเข้าค่ายร่วมกับคนเก่งๆ ทางด้านวรรณกรรมอีก 14 คน และวิทยากรซึ่งเป็นนักเขียน นักวิจารณ์วรรณกรรม และผู้มากประสบการณ์ในวงการที่หาตัวจับยาก ยอมรับว่าหวั่นใจเกือบๆ ไม่มั่นใจเลยทีเดียว วินาทีแรกที่รู้ว่าติดค่ายก็คือความดีใจ และคิดว่าตัวเองนั้นก็คงพอมีฝีมือ หรือเขาคงเห็นอะไรสักอย่างที่มันคงสามารถพัฒนาต่อไปได้บ้างล่ะน่า

แต่พอได้ลองคิดทบทวนดูดีๆ แล้ว เรานั้นยังมีจุดอ่อนและยังไม่รู้อะไรอีกมาก ต้องแก้ไข ปรับปรุง พัฒนา อุดถมช่องว่างต่างๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอ่าน การเขียน ความรู้ ความคิด และทัศนคติต่างๆ ที่ต้องทำการบ้านอย่างจริงๆ จังๆ

พึงระลึกตัวเองว่ากระจอกอยู่เสมอ — มีคนบอกกับผมอย่างนั้น อย่าคิดว่าเราเก่ง (เพราะจริงๆ แล้วยังมีคนที่เก่งกว่าเราอีกเยอะ) ที่คิดแบบนั้นเพราะว่าเราจะได้พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะกับวงการวรรณกรรม ที่มีคนเก่งๆ อายุน้อยๆ ที่มีโอกาส มีความสามารถ และช่องทางต่างๆ เกิดขึ้นมาอยู่เสมอ

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ควรดูถูกตัวเองจนเกินไป ว่าเราไม่เก่ง ไม่มีความสามารถ เอาให้มันพอดีๆ ก็แล้วกัน ไม่มากไป ไม่น้อยไป

แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็มักคิดว่าตัวเองนั้นกระจอกเสมอ

กระจอก แต่พัฒนาได้.

Standard
รีวิวหนังสือ

Everyday Story มองให้ดี ทุกๆ วันก็มีความสุข

eveyday

1

คงไม่ต้องบรรยายอะไรมากมายสำหรับนักเขียนที่ผมกำลังเขียนถึงนี้ให้มากความ แค่เพียงแรงสั่นสะเทือนที่เขาก่อไว้ให้กับวงการหนังสือก็นับว่ามากมายอยู่แล้ว ยังไม่นับตัวหนังสือที่เขาเขียน เรื่องราวที่เขาพูดให้คนอื่นฟัง ที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ และพลังที่จะมีชีวิต (คงไม่เกินเลยไปหากจะใช้คำว่า ‘เปลี่ยนชีวิต’)
ผมเองก็เป็นอีกคนที่ได้รับคบเพลิงจากผู้ชายคนนี้ ตั้งแต่วันที่เดินฝ่าฝูงชนไปหยิบหนังสือของเขาในบูธ a book เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ไฟที่ได้รับมาก็ยังคงสว่างไสวอยู่ แม้บางครั้งแผ่วจนเกือบจะดับ แต่ก็ได้รับการเติมเชื้อให้กลับมาลุกโชนทุกครั้งที่ได้อ่านและฟังถ้อยคำของเขา
‘แรงบันดาลใจ’ คือสิ่งที่ผมได้รับทุกครั้งจากพี่โหน่ง โดยเฉพาะเรื่องการเป็นคนทำหนังสือ คนเขียนหนังสือ บอกเลยว่าผมได้มาเต็มๆ ผมรู้จักเขาครั้งแรกเมื่อแหวกฝูงชนเข้าไปหยิบ ‘มัชฌิมนิเทศ’ ที่บูธ a book มาอ่านตอนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยบ่อยๆ และการอ่านหนังสือเล่มนั้นในวันนั้น ก็ยิ่งทำให้ผมเข้าใจชัดเจน ว่าผมอยากจะทำหนังสือและเขียนหนังสือเหมือนกับเขา
ระยะเวลาผ่านไปหลายปี ผมก็ยังตามอ่านหนังสือของพี่โหน่งอยู่เสมอ นอกจากงานเขียน การพูดของพี่โหน่งก็เป็นอีกอย่างที่ผมชอบไปฟัง ไม่ว่าจะเป็นการบรรยายที่มหาวิทยาลัย ถ้าไม่ติดว่าไกลมาก ผมก็จะตามไปฟังเสมอๆ ยังจำครั้งแรกที่พี่โหน่งมาพูดที่มหาวิทยาลัยฟังได้อยู่เลย ตอนนั้นผมเป็นเพียงเด็กมหาลัยที่ฝันอยากจะเป็นคนทำหนังสือเหมือนอย่างเขา และการพูดในวันนั้นก็ทำให้ความฝันของผมเป็นจริง
เราพบกันอีกครั้งตอนผมเรียนจบ ที่มหาวิทยาลัย พี่โหน่งมาพูดอีกครั้ง ตอนนั้นผมเพิ่งได้งานเป็นกองบรรณาธิการที่นิตยสารฉบับหนึ่ง และเอาสมุดไปให้พี่โหน่งเซ็นเหมือนเดิม จากคนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเขาในวันนั้น ผมก็ทำความฝันก้าวแรกได้สำเร็จ
“พี่โหน่ง ผมได้เป็นคนทำหนังสือแบบพี่แล้วครับ”

2
เวลามีคนมาให้ช่วยแนะนำหนังสือให้อ่าน หรืออยากได้กำลังใจ ผมก็มักจะแนะนำหนังสือของพี่โหน่งให้อ่านเสมอ เพราะอ่านง่าย สนุก และทำให้เราฉุกคิดและทบทวนตัวเอง และเมื่ออ่านจบ ก็คงได้ไฟมาเยอะ เหมือนกับตอนที่ผมอ่านแน่ๆ ทุกวันนี้เพื่อนหลายคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ ก็กลายเป็นแฟนหนังสือของพี่โหน่งไปแล้ว บางคนกลายเป็นหนอนหนังสือ ตะลุยอ่านหนังสือ และรักการอ่านไปเลย
สำหรับคนเขียนหนังสือมือสมัครเล่นอย่างผม ที่เขียนอะไรไปเรื่อยในโลกออนไลน์ แล้วมีคนมาชมว่าสิ่งที่เราเขียนนั้นดี และมีประโยชน์ ก็ทำให้เราดีใจได้มากๆ แล้ว ถ้าเป็นนักเขียนที่ผลงานตีพิมพ์ แล้วงานของเขาก่อปฏิกิริยาทางบวกแก่คนอ่านในวงกว้างล่ะ ความรู้สึกของเขาจะเป็นยังไงกันนะ
นั่นเป็นสิ่งที่ผมอยากรู้ และผมเชื่อว่านักเขียนคนนี้คงตอบได้อย่างแน่นอน

3
Everyday Story เป็นผลงานเล่มใหม่ของเขา ที่รวบรวมมาจากคอลัมน์ในนิตยสาร a day BULLETINE LIFE บางบทบางตอนผมเคยอ่านมาบ้างในหน้านิตยสาร แต่เมื่อนำมารวบรวมเข้าเป็นเล่มเดียวกันแล้ว ถือว่าเหมาะเจาะและลงตัวอย่างมาก
เรียบเรียงลำดับเนื้อเรื่อง และสารที่จะสื่อออกมาได้สมกับเป็นพี่โหน่งนั่นแหละ
อ่านจบแล้วคุณจะมีไฟ อยากนั่งลงคุยกับตัวเอง สำรวจความคิดและชีวิตที่ผ่านมา อยากออกเดินทาง ใส่ใจความสัมพันธ์ของตัวเองกับคนรอบข้างมากขึ้น
สารที่จะเล่ายังคงเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกที่ได้รับไม่เหมือนเดิม ก่อนหน้านั้นความรู้สึกที่ได้อ่านเหมือนกับพี่สอนน้อง แนะนำน้อง บอกเล่าแนวทางที่เขาเดินผ่านมา แต่ในเล่มนี้ ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกสอน แต่เหมือนได้นั่งฟังเขาเล่า พูดคุย หรือจะเรียกว่าแชร์กันก็ได้ อ่านจบแล้วเรามีเรื่องที่อยากจะแลกเปลี่ยน มากกว่าที่จะรับฟังเพียงอย่างเดียว
สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้อ่านหนังสือของพี่โหน่งสนุกขึ้นไปอีก
ได้ลองเชื่อมโยงจากสิ่งที่อยู่ในหนังสือ เข้ากับตัวเรา ย้อนกลับไปในอดีต มองสิ่งที่กำลังทำอยู่ปัจจุบัน และครุ่นคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

4
Everyday Story ทุกวันคือชีวิต ชีวิตคือทุกวัน
ทุกๆ วันของทุกๆ คนไม่เหมือนกัน
เราสามารถเลือกทำวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวานได้ และแน่นอน เราสามารถทำให้มันแย่กว่าเมื่อวานได้เหมือนกัน
ผมปิดหนังสือด้วยความรู้สึกหลายอย่าง ทบทวนชั่วโมงที่ผ่านมาของวันนี้ ว่าเราทำอะไรไปแล้วบ้าง และมีอะไรที่เรายังไม่ได้ทำอีกไหม
วันนี้เวลาผมยังเหลืออีกเยอะ คงมากพอที่จะทำอะไรได้อีกหลายๆ อย่าง และขอบคุณเวลาที่ผ่านมาของวันนี้ ที่ผมใช้ไปกับการอ่านหนังสือเล่มนี้ และเขียนบทความนี้ขึ้นมา

5
พี่โหน่งครับ
“You complete me”

Standard
บันทึก

บทสนทนาระหว่างผมกับความเงียบ: ห้วงคิดในร้านกาแฟสีเขียว

green

หลังจากที่ตรากตรำทำงานมากว่า 3 วัน ก็ได้ฤกษ์ปิดจ๊อบเป็นที่เรียบร้อย เมื่อข้อความแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชี ผมจึงอยากให้รางวัลกับตัวเองเสียหน่อย เพราะจำศีล หลังขดหลังแข็ง อดหลับอดนอน อยู่กับบ้านมาหลายวันแล้ว เปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็ดีเหมือนกัน

อยากจิบเบียร์ – ความคิดนี้ผุดขึ้นในหัวทันที

แม้การเดินไปซื้อเบียร์มาจากร้านตรงหัวมุมมากินที่บ้านก็ดูจะเหงาไปหน่อย นึกขึ้นได้ว่าร้านกาแฟตรงกลางซอยที่ไปนั่งทำงานมาเมื่อคราวก่อนก็มีเบียร์ขาย ไวเท่าความคิด ผมรีบอาบน้ำแต่งตัว ควบขับจักรยานคู่ใจไปร้านที่ว่าทันที

“เบียร์ลาวหมดแล้วครับ” เจ้าของร้านคงเห็นสีหน้าผิดหวังของผมที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ (ที่ราคาถูกที่สุดในร้าน) จึงแนะนำเบียร์อีกหลายชนิดที่มีรสชาติดีให้ลอง ผมนึกขอบคุณในความหวังดีของเขา แต่ติดอยู่เพียงอย่างเดียวก็คือ เงินในกระเป๋าที่พกมาด้วยนั้นไม่มากพอที่จะตอบสนองความต้องการของเจ้าของร้าน

“งั้นขอลาเต้ปั่นก็แล้วกันครับ” ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ทำร้ายสุขภาพร่างกายตัวเองไปมากกว่านี้

ร้านกาแฟแห่งนี้เพิ่งเปิดได้ไม่นาน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมของซอยบ้านที่ดูผู้คนไม่ค่อยจะพิศมัยในการละเลียดจิบกาแฟ และใช้เวลาพักผ่อนในร้านประมาณนี้มากเท่าไหร่ แต่ผมก็คิดไปเอง เพราะร้านนี้มีลูกค้าแวะเวียนกันมาไม่ขาดสาย ทั้งดารานักร้อง และชนชั้นกลางในละแวกนี้ – ยกเว้นชนชั้นกระแดะอย่างผมไว้สักคนก็แล้วกัน

ไม่ต้องประดับตกแต่งอะไรมากมาย ด้วยความเรียบง่าย สว่างตา ก็ทำให้มีราคาในตัวของมันเองแล้ว มีมุมนิตยสาร โต๊ะ เก้าอี้ ปลั๊กไฟ(สนนราคาที่ 20 บาทเอาไว้บริการลูกค้าที่ต้องการชาร์จแบต เหมาจ่ายไปเลยทั้งวัน คุ้มดี) มองออกไปด้านนอกมีต้นไม้ แปลงผัก (เขาปลูกผักออร์แกนิกขายด้วย) ดูแล้วร่วมรื่น เหมือนสวนขนาดย่อม สมกับชื่อ green coffee จริงๆ

เงียบ ที่นี่เงียบจริงๆ ลูกค้าแต่ละคนซุกกายหลบเร้นอยู่ในโลกของตัวเอง บ้างเล่นโทรศัพท์ พูดคุย หรืออ่านหนังสือ ไม่มีใครก้าวล้ำความเป็นส่วนตัวของกันและกัน ต่างจมดิ่งเข้าไปในพื้นที่ของตัวเอง คราวก่อนผมมานั่งทำงานที่นี่ ก็ได้ความเงียบช่วยให้ผลิตงานได้ค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ คราวนี้ผมหยิบหนังสือ ‘ไม่มีโทรศัพท์และเครื่องปรับอากาศ’ ที่อ่านค้างไว้ติดมาด้วย หวังจะใช้เวลาสักชั่วโมงสองชั่วโมงละเลียดตัวอักษรและรสชาติของกาแฟไปด้วยกัน

ความจริงแล้วการออกมานั่งอ่านหนังสือหรือทำงานนอกบ้านอาจจะดูเป็นข้ออ้าง แต่ผมพิสูจน์แล้วว่าตัวเองนั้นชอบสภาวะข้างนอก และสภาพแวดล้อมที่ไม่เคยชินมากกว่า เพราะมันบังคับให้เราต้องแอคทีฟ หรือมีอะไรทำอยู่ตลอดเวลา (อย่างน้อยๆ ก็นอนหลับไปเหมือนตอนที่บ้านไม่ได้ล่ะน่า) หน้ากระดาษถูกพลิกเปิดอย่างรวดเร็วตามเข้มข้นน่าติดตามของเนื้อหา แม้จะอ่านเร็วแต่ก็พยายามเก็บใจความที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดไม่ให้ตกหล่น ประโยคไหนที่ถูกใจก็ถึงขั้นหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาจดวรรคทองในเล่มเอาไว้

ช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ผมไม่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเลย ไม่ได้เปิดไวไฟ เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต เชื่อมตัวเองเข้าโลกภายนอก ผมเลือกที่จะเชื่อมต่อเข้ากับโลกภายในตัวหนังสือของผู้เขียน ดื่มด่ำกับข้อความและเพลิดเพลินไปกับความเข้มข้นและลุ่มลึก พิจารณาคำถามที่ผู้เขียนตั้งเอาไว้ มันเป็นสภาวะที่ดีมากๆ ที่เราได้ปล่อยตัวเองให้ออกจากสิ่งรบกวน (แม้จะในระยะเวลาสั้นๆ ก็ตาม) ผมไม่สนใจอะไรเลยนอกจากตัวหนังสือบนกระดาษที่เย้ายวนให้ผมพลิกหน้าต่อไปๆ อย่างนี้เรื่อยๆ

ผมรู้สึกว่าตัวเองนิ่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เหมือนบรรยากาศและทุกๆ อย่างหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว
ตัวผม หนังสือ ผู้คนในร้าน และความเงียบ
ผมเดินไปที่แคชเชียร์ รีบปั่นจักรยานกลับบ้าน
รวบรวมห้วงความคิดและความรู้สึกในขณะนั้น เรียงร้อยถ้อยคำผ่านปากกาลงบนกระดาษ

เป็นเรื่องราวที่คุณกำลังอ่านอยู่ในตอนนี้.

Standard
บันทึก

ผัดกะเพรา แก้วเหล้า และบทสนทนาของเราสองพ่อลูก

285

เมื่อก่อนเราสองคนพ่อลูกไม่ค่อยได้คุยกันมากเท่าไหร่ เนื่องจากเวลาของผมกับพ่อไม่ค่อยตรงกันนัก
พ่อเป็นข้าราชการระดับสูงอยู่ต่างจังหวัด มีเวลากลับบ้านบ่อยๆ
ผมเป็นพนักงานบริษัท งานเยอะ ยุ่ง กลับบ้านมาก็นอนพักผ่อนอยู่ในห้อง

หลังจากที่ผมลาออกจากงานประจำ ก็มีเวลาอยู่บ้านมากขึ้น
ได้อยู่กับพ่อ คุยกับพ่อ ช่วงเวลาที่พ่อกลับมาที่บ้าน พ่อก็มักจะทำอาหารให้กินเสมอ
หากเป็นเมื่อก่อน ผมคงไม่ได้กินอาหารฝีมือพ่อเท่าไหร่ แต่เป็นตอนนี้ ผมมักไม่พลาดกับข้าวฝีมือพ่อเลยสักครั้ง

อาหารที่พ่อทำก็เป็นอาหารง่ายๆ
อย่างผัดกะเพรา ผัดผัก ต้มจืด หรือของทอดกินง่ายๆ (ส่วนมากพ่อจะทำเป็นกับแกล้มตอนกินเหล้ามากกว่า)
แต่เมนูที่พ่อทำอร่อยที่สุด (หรือจะเรียกว่าถูกปากผมที่สุด) ก็คือผัดกะเพรา ใส่วุ้นเส้น สูตรมั่วๆ ที่พ่อคิดขึ้นมาเอง
ทำมั่วๆ แต่ดันอร่อยถูกปากเหลือเกิน

วันนี้พ่อมาแปลก หยิบเหล้า blend 285 มาเทให้ผม ก่อนจะเทใส่แก้วของตัวเอง
ปกติผมไม่นิยมกินเหล้าที่บ้าน เพราะกินแล้วต้องเต้น ต้องมีที่ระบาย ซึ่งมักจะเป็นที่ถนนข้าวสารมากกว่า
แต่วันนี้พ่อเทเหล้าให้แล้ว ก็คงต้องดื่มด้วยกันหน่อย

เรื่องที่คุยกันไม่มีอะไรมาก นอกจากเรื่องชีวิตของผมนั่นเอง
“เป็นยังไงบ้าง ชีวิตที่ไม่มีงานประจำ”
“ก็โอเค พออยู่ได้ เงินเหลือน้อยลง แต่ก็ยังไม่ได้ลำบากอะไร”
ถ้าเป็นเมื่อก่อน พ่อคงบอกให้ผมสมัครสอบข้าราชการ จะได้มีความมั่นคงและสบายเหมือนพ่อ แต่ผมก็พยายามทำให้เขาเห็นว่า ผมอยากเดินบนเส้นทางนี้มากกว่า อยากอยู่ได้ด้วยการเขียนหนังสือ – อยู่ได้ด้วยสิ่งที่ผมรัก

พ่อไม่พูดอะไรต่อ จิบเหล้าไป ดูทีวีไป
ผมก็ไม่ได้พูดอะไร จิบเหล้า และตักผัดกะเพราวุ้นเส้นขึ้นมากิน
เราถูกปกคลุมด้วยความเงียบ ผัดกะเพรา แอลกอฮอล์ และความเมามาย

พ่อจะคอยสอนผมตลอดเรื่องการใช้ชีวิต ตั้งแต่เด็กจนโต ไม่เคยมีสักครั้งที่พ่อจะไม่ห่วง
เป็นยังไง สบายดีมั้ย มีกินหรือเปล่า อยากเรียนอะไร จะทำงานอะไร จะอยู่ได้มั้ย?
ผมมักจะได้ยินคำถามเหล่านี้เสมอ

โดยเฉพาะช่วงนี้ ที่ผมออกมาใช้ชีวิตอย่างอิสระของตัวเอง
ผมลำบาก – พ่อรู้
ผมไม่ค่อยมีกิน – พ่อเป็นห่วง
แต่พ่อก็เคารพในการตัดสินใจของผม ที่อยากจะกำหนดเส้นทางของตัวเอง

นึกดีใจที่พ่อยังไม่รีบไล่ผมไปทำงานประจำ
แต่ก็เชื่อว่าเขาคงคอยดูผมอยู่เหมือนกัน ว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน
ห่วง แต่ไม่พูด, คิด แต่ไม่ถาม
ปล่อยให้ลูกเติบโตในแบบของตัวเอง

ผมเมาแล้ว พ่อก็คงไม่ต่างกัน
ผัดกะเพราพร่องลงไปเยอะ แต่ความอร่อยยังไม่พร่องไปเลย
ความรักของพ่อก็เช่นกัน

Standard