บันทึก

บทสนทนาระหว่างผมกับความเงียบ: ห้วงคิดในร้านกาแฟสีเขียว

green

หลังจากที่ตรากตรำทำงานมากว่า 3 วัน ก็ได้ฤกษ์ปิดจ๊อบเป็นที่เรียบร้อย เมื่อข้อความแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชี ผมจึงอยากให้รางวัลกับตัวเองเสียหน่อย เพราะจำศีล หลังขดหลังแข็ง อดหลับอดนอน อยู่กับบ้านมาหลายวันแล้ว เปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็ดีเหมือนกัน

อยากจิบเบียร์ – ความคิดนี้ผุดขึ้นในหัวทันที

แม้การเดินไปซื้อเบียร์มาจากร้านตรงหัวมุมมากินที่บ้านก็ดูจะเหงาไปหน่อย นึกขึ้นได้ว่าร้านกาแฟตรงกลางซอยที่ไปนั่งทำงานมาเมื่อคราวก่อนก็มีเบียร์ขาย ไวเท่าความคิด ผมรีบอาบน้ำแต่งตัว ควบขับจักรยานคู่ใจไปร้านที่ว่าทันที

“เบียร์ลาวหมดแล้วครับ” เจ้าของร้านคงเห็นสีหน้าผิดหวังของผมที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ (ที่ราคาถูกที่สุดในร้าน) จึงแนะนำเบียร์อีกหลายชนิดที่มีรสชาติดีให้ลอง ผมนึกขอบคุณในความหวังดีของเขา แต่ติดอยู่เพียงอย่างเดียวก็คือ เงินในกระเป๋าที่พกมาด้วยนั้นไม่มากพอที่จะตอบสนองความต้องการของเจ้าของร้าน

“งั้นขอลาเต้ปั่นก็แล้วกันครับ” ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ทำร้ายสุขภาพร่างกายตัวเองไปมากกว่านี้

ร้านกาแฟแห่งนี้เพิ่งเปิดได้ไม่นาน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมของซอยบ้านที่ดูผู้คนไม่ค่อยจะพิศมัยในการละเลียดจิบกาแฟ และใช้เวลาพักผ่อนในร้านประมาณนี้มากเท่าไหร่ แต่ผมก็คิดไปเอง เพราะร้านนี้มีลูกค้าแวะเวียนกันมาไม่ขาดสาย ทั้งดารานักร้อง และชนชั้นกลางในละแวกนี้ – ยกเว้นชนชั้นกระแดะอย่างผมไว้สักคนก็แล้วกัน

ไม่ต้องประดับตกแต่งอะไรมากมาย ด้วยความเรียบง่าย สว่างตา ก็ทำให้มีราคาในตัวของมันเองแล้ว มีมุมนิตยสาร โต๊ะ เก้าอี้ ปลั๊กไฟ(สนนราคาที่ 20 บาทเอาไว้บริการลูกค้าที่ต้องการชาร์จแบต เหมาจ่ายไปเลยทั้งวัน คุ้มดี) มองออกไปด้านนอกมีต้นไม้ แปลงผัก (เขาปลูกผักออร์แกนิกขายด้วย) ดูแล้วร่วมรื่น เหมือนสวนขนาดย่อม สมกับชื่อ green coffee จริงๆ

เงียบ ที่นี่เงียบจริงๆ ลูกค้าแต่ละคนซุกกายหลบเร้นอยู่ในโลกของตัวเอง บ้างเล่นโทรศัพท์ พูดคุย หรืออ่านหนังสือ ไม่มีใครก้าวล้ำความเป็นส่วนตัวของกันและกัน ต่างจมดิ่งเข้าไปในพื้นที่ของตัวเอง คราวก่อนผมมานั่งทำงานที่นี่ ก็ได้ความเงียบช่วยให้ผลิตงานได้ค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ คราวนี้ผมหยิบหนังสือ ‘ไม่มีโทรศัพท์และเครื่องปรับอากาศ’ ที่อ่านค้างไว้ติดมาด้วย หวังจะใช้เวลาสักชั่วโมงสองชั่วโมงละเลียดตัวอักษรและรสชาติของกาแฟไปด้วยกัน

ความจริงแล้วการออกมานั่งอ่านหนังสือหรือทำงานนอกบ้านอาจจะดูเป็นข้ออ้าง แต่ผมพิสูจน์แล้วว่าตัวเองนั้นชอบสภาวะข้างนอก และสภาพแวดล้อมที่ไม่เคยชินมากกว่า เพราะมันบังคับให้เราต้องแอคทีฟ หรือมีอะไรทำอยู่ตลอดเวลา (อย่างน้อยๆ ก็นอนหลับไปเหมือนตอนที่บ้านไม่ได้ล่ะน่า) หน้ากระดาษถูกพลิกเปิดอย่างรวดเร็วตามเข้มข้นน่าติดตามของเนื้อหา แม้จะอ่านเร็วแต่ก็พยายามเก็บใจความที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดไม่ให้ตกหล่น ประโยคไหนที่ถูกใจก็ถึงขั้นหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาจดวรรคทองในเล่มเอาไว้

ช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ผมไม่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเลย ไม่ได้เปิดไวไฟ เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต เชื่อมตัวเองเข้าโลกภายนอก ผมเลือกที่จะเชื่อมต่อเข้ากับโลกภายในตัวหนังสือของผู้เขียน ดื่มด่ำกับข้อความและเพลิดเพลินไปกับความเข้มข้นและลุ่มลึก พิจารณาคำถามที่ผู้เขียนตั้งเอาไว้ มันเป็นสภาวะที่ดีมากๆ ที่เราได้ปล่อยตัวเองให้ออกจากสิ่งรบกวน (แม้จะในระยะเวลาสั้นๆ ก็ตาม) ผมไม่สนใจอะไรเลยนอกจากตัวหนังสือบนกระดาษที่เย้ายวนให้ผมพลิกหน้าต่อไปๆ อย่างนี้เรื่อยๆ

ผมรู้สึกว่าตัวเองนิ่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เหมือนบรรยากาศและทุกๆ อย่างหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว
ตัวผม หนังสือ ผู้คนในร้าน และความเงียบ
ผมเดินไปที่แคชเชียร์ รีบปั่นจักรยานกลับบ้าน
รวบรวมห้วงความคิดและความรู้สึกในขณะนั้น เรียงร้อยถ้อยคำผ่านปากกาลงบนกระดาษ

เป็นเรื่องราวที่คุณกำลังอ่านอยู่ในตอนนี้.

Advertisements
Standard

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s