บันทึก

ติดค่ายและกระจอก

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นเมื่อเห็นโพสต์ในเฟซบุ๊กของเพื่อนคนหนึ่ง ที่แท็กมาแสดงความยินดี ที่ผมได้รับคัดเลือกให้เข้าค่ายวรรณกรรมค่ายหนึ่ง ซึ่งได้ยินกิตติศัพท์ความยากและเข้มข้นมาจากเพื่อนๆ พี่ๆ มาบ้าง และไม่คิดว่าจะมีชื่อตัวเองอยู่ในนั้นเหมือนกัน

ปีก่อน ผมหมายมั่นปั้นมือว่าจะเข้าค่ายนี้ แต่ก็พ่ายแพ้ความต่อเดดไลน์ ความรับผิดชอบ และข้ออ้างที่บอกว่า “ไม่มีเวลา” “ทำไม่ทัน” ทำให้พลาดโอกาสที่จะลุ้นเข้าค่ายนี้ในปีที่แล้ว เมื่อปีนี้เปิดอีกครั้ง ยังไงผมก็ต้องสมัครให้ได้ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็ตาม

กติกาของการเข้าค่ายมีอยู่ว่า ต้องเขียนเรื่องสั้นความยาวไม่เกิน 3 หน้ากระดาษมา 1 เรื่อง และส่งโครงเรื่องที่จะเขียนในโจทย์ที่กำหนดมาอีก 1 เรื่อง ยอมรับว่าโจทย์นั้นผมไม่ถนัด และไม่มีความรู้สักเท่าไหร่ ต้องใช้เวลาอยู่พอสมควรเหมือนกันกว่าจะทำมันออกมาให้เป็นรูปเป็นร่าง กับตัวเรื่องสั้นเอง นี่เป็นงานเขียนวรรณกรรมชิ้นแรกของผมหลังจากเรียนจบก็ว่าได้ เพราะที่ผ่านมาผมเขียนแต่บทสัมภาษณ์ สารคดี บล็อก เป็นหลัก

ต้องใช้ความพยายามและพลังใจอย่างมาก กว่าจะผลิตเรื่องสั้นเรื่องนี้ออกมาได้ทันเวลา ทั้งๆ ที่เรื่องอยู่ในหัวแล้ว การจะเขียนออกมาให้เป็นเรื่องในระยะเวลาอันสั้นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย แต่สุดท้ายผมก็เขียนเสร็จ ทั้งเรื่องสั้นและโครงเรื่อง บอกตัวเอง: เอาวะ อย่างน้อยปีนี้เราก็ได้ทำแล้ว เรื่องสั้นที่เขียนส่งไปก็สุดฝีมือตอนนั้นแล้วเหมือนกัน ถึงไม่ติด ค่อยไปว่ากันอีกที

ก่อนวันประกาศผล ผมลองส่งเรื่องสั้นที่เขียนกับโครงเรื่องให้รุ่นพี่คนหนึ่ง ที่เคยเข้าค่ายนี้เมื่อปีที่แล้วอ่านดู แล้วขอความเห็นตรงๆ ว่าด้วยงานทั้งชิ้นนี้ ผมจะมีโอกาสติดค่ายนี้หรือเปล่า

ไม่รอดหรอก — เขาพูดอย่างนั้น ผมไม่ได้เถียง และไม่มีอะไรจะเถียง เมื่อย้อนกลับมาอ่านอีกครั้งก็พบเห็นจุดอ่อนและบาดแผลมากมายของงานเขียนทั้งสองชิ้น

แต่เมื่อผลที่ออกมา ผมคือหนึ่งในนั้น และต้องเข้าค่ายร่วมกับคนเก่งๆ ทางด้านวรรณกรรมอีก 14 คน และวิทยากรซึ่งเป็นนักเขียน นักวิจารณ์วรรณกรรม และผู้มากประสบการณ์ในวงการที่หาตัวจับยาก ยอมรับว่าหวั่นใจเกือบๆ ไม่มั่นใจเลยทีเดียว วินาทีแรกที่รู้ว่าติดค่ายก็คือความดีใจ และคิดว่าตัวเองนั้นก็คงพอมีฝีมือ หรือเขาคงเห็นอะไรสักอย่างที่มันคงสามารถพัฒนาต่อไปได้บ้างล่ะน่า

แต่พอได้ลองคิดทบทวนดูดีๆ แล้ว เรานั้นยังมีจุดอ่อนและยังไม่รู้อะไรอีกมาก ต้องแก้ไข ปรับปรุง พัฒนา อุดถมช่องว่างต่างๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอ่าน การเขียน ความรู้ ความคิด และทัศนคติต่างๆ ที่ต้องทำการบ้านอย่างจริงๆ จังๆ

พึงระลึกตัวเองว่ากระจอกอยู่เสมอ — มีคนบอกกับผมอย่างนั้น อย่าคิดว่าเราเก่ง (เพราะจริงๆ แล้วยังมีคนที่เก่งกว่าเราอีกเยอะ) ที่คิดแบบนั้นเพราะว่าเราจะได้พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะกับวงการวรรณกรรม ที่มีคนเก่งๆ อายุน้อยๆ ที่มีโอกาส มีความสามารถ และช่องทางต่างๆ เกิดขึ้นมาอยู่เสมอ

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ควรดูถูกตัวเองจนเกินไป ว่าเราไม่เก่ง ไม่มีความสามารถ เอาให้มันพอดีๆ ก็แล้วกัน ไม่มากไป ไม่น้อยไป

แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็มักคิดว่าตัวเองนั้นกระจอกเสมอ

กระจอก แต่พัฒนาได้.

Advertisements
Standard

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s