ไม่มีหมวดหมู่

ปิดค่ายและงานที่ยังไม่จบ

bacc camp

นับจากวันแรกที่รู้ว่าตัวเองติดค่าย Bangkok Creative Writing ครั้งที่ 4 ก็ผ่านมา 1 เดือนแล้ว

มันเป็นหนึ่งเดือนที่ค่อนข้างเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในชีวิตของผมมากพอสมควร แม้จะเคยเข้าค่ายนักเขียนมาบ้างพอสมควร แต่ดูเหมือนว่าค่ายที่ทำให้เรารู้จักตัวเอง และพัฒนาตัวเองได้ดีที่สุดก็น่าจะเป็นค่ายนี้

เรื่องสั้น เหมือนจะเขียนง่าย แต่เมื่อลองเขียนมันอย่างจริงจังแล้ว ไม่ง่ายอย่างที่เขียนเองอ่านเอง อยากเขียนอะไรก็เขียน เริ่มตั้งแต่กระบวนการคิด สร้างเรื่อง ผูกเรื่อง ดำเนินเรื่อง และการลงมือเขียน แต่ละขั้นไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ยิ่งเขียนเรื่องที่เป็นดิสโทเปีย มีกรอบจำกัดชัดเจน บวกกับระยะเวลาที่ค่อนข้างน้อย นั่นยิ่งเพิ่มความยากเข้าไปอีก

ตลอดระยะเวลาในค่าย พวกเราได้เรียนรู้ความหมายของคำว่าดิสโทเปีย การเขียนเรื่องสั้น การทำงานสร้างสรรค์ ทั้งจากนักเขียน นักวิชาการ และผู้กำกับภาพยนตร์ ซึ่งเป็นงานที่เปิดโลกทัศน์และแนวความคิดให้กับผมอย่างมาก เพราะการเรียนรู้ สอบถาม จากผู้มีประสบการณ์จริง ยิ่งทำให้เรานำมาปรับใช้กับผลงานของตัวเองได้เป็นอย่างดี (แม้จะพลาดไปสองคลาส แต่ก็รู้สึกว่าคุ้มอยู่ที่ดี)

ที่สำคัญคือการได้ฟัง ถกเถียง แลกเปลี่ยน วิจารณ์เรื่องสั้นของตัวเองและของเพื่อน เพื่อร่วมกันปรับปรุง และพัฒนางานเขียนให้ดียิ่งๆ ขึ้น ซึ่งผมคิดว่าดีมากทีเดียว เพราะปกติ เราเขียนเองคนเดียว ไม่รับรู้มุมมองของคนอ่านมากเท่าไหร่ แต่พอได้รับฟังคอมเมนต์จากเพื่อนๆ ในค่ายแล้ว ก็ได้มุมมองที่แตกต่างกันออกไป เพราะต่างคนก็มีไอเดีย มีความคิดเห็น มีประสบการณ์ที่ต่างกันออกไป ยิ่งเปิดมุมมองและวิธีคิดใหม่ๆ ได้ดีมากทีเดียว

ค่ายนี้เป็นค่ายที่ทำให้รู้ว่าตัวเองนั้นยังอ่อนด้อยเหลือเกิน ยังมีหนังสือหลายเล่มที่ควรอ่าน ควรศึกษาเพิ่มเติม หนังหลายเรื่องที่จะเปิดโลกทัศน์ เปิดมุมมอง มีเยอะไปหมด ยิ่งคุยกับเพื่อน พี่ๆ วิทยากรที่มาบรรยาย ก็ยิ่งทำให้เราต้องพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ตลอดเวลา และอย่าหยุด เพราะหยุดเมื่อไหร่ คนอื่นๆ เขาแซงเราไปแน่นอน

แม้วันนี้จะปิดค่ายแล้ว แต่เรื่องสั้นที่พวกเราทั้งสิบห้าคนนำเสนอ คิด เขียน ที่ผ่านการโดนคอมเมนต์ ทุบ ตี ปรับแก้จนได้เรื่องที่น่าพอใจ ก็กำลังเข้าสู่ช่วงแก้ไขครั้งสุดท้าย และน่าจะเป็นเรื่องสั้นที่ดีที่สุดในตอนนี้และถ่ายทอดบุคลิก ความชอบ และความสนใจของทุกคนได้ชัดเจนที่สุดแล้ว ณ ตอนนี้

เรื่องสั้นทั้ง 15 เรื่อง และบทบรรยายของวิทยากรจะถูกรวมกันไว้ในหนังสือ สะกด 4 เพื่อพิมพ์เผยแพร่และวางจำหน่าย คงเป็นอีกความทรงจำดีๆ ที่บันทึกเอาไว้ แต่เท่าที่ได้คุยกับเพื่อนหลายคนในค่ายแล้ว ผลงานของพวกเรา น่าจะไม่หยุดอยู่แค่หนังสือสะกดเล่มเดียวแน่นอน

น่าจะมีอะไรสนุกๆ ให้ต่อยอดกันไปอีกเยอะ คิดถูกจริงๆ ที่ได้เข้าร่วมค่ายนี้ Bangkok Creative Writing 4

Advertisements
Standard
ไม่มีหมวดหมู่

โปสการ์ดและคำขอบคุณ

ยังจำความรู้สึกแรกที่ได้รับโปสการ์ดจากเพื่อนได้มั้ยครับ ตอนที่ได้รับมา มองดูรูปภาพและพลิกอ่านข้อความที่เขียนด้วยลายมือของผู้ส่งอย่างตั้งอกตั้งใจ (แม้ว่าจะอ่านไม่ค่อยออกบ้างก็ตาม) ก็ยังรู้สึกดีที่ได้รับโปสการ์ดอยู่ดี

ผมก็ไม่ค่อยจะได้รับโปสการ์ดมากเท่าไหร่หรอกครับ เพิ่งจะได้ช่วงหลังๆ นี้เอง

ค้นพบว่าเพื่อนที่รู้จักหลายคนเป็นนักเขียนโปสการ์ดตัวยง ไปไหนก็เขียนกลับมา (บ้างเขียนให้ตัวเอง บ้างเขียนให้คนอื่นก็มี) หรือพีคๆ ก็เขียนจดหมายให้ไปเลย — ผมว่าตรงนี้มันน่ารักและอยากเอาไปใช้บ้าง

ไปเชียงใหม่ครั้งนี้ผมเลยตั้งใจว่าจะเขียนโปสการ์ดไปให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ อย่างน้อยสามคน และเขียนให้ตัวเองอีกใบหนึ่งเพื่อเป็นที่ระลึกว่าเราได้ไปที่นั่นมาแล้ว

แต่ละคนที่รู้จักย่อมมีข้อความและความรู้สึกที่อยากจะเขียนถึงไม่เหมือนกัน เขียนให้เพื่อนก็แบบหนึ่ง เขียนให้รุ่นพี่ก็แบบหนึ่ง เขียนให้คนที่ (แอบ) ชอบก็แบบหนึ่ง

ผมสนุกกับการเลือกลายโปสการ์ดและการเขียนมากพอสมควร ว่าลายไหนจะเหมาะหรือไม่เหมาะกับใคร จะเขียนข้อความแบบไหนลงไปดี

แน่นอน ทุกคนที่เขียน ผมเขียนให้ด้วยใจจริงๆ เนื้อหาที่ผมเขียนทุกอันจะต้องมีคำว่า “ขอบคุณ” อยู่เสมอ

ขอบคุณที่เราได้เจอกัน
ขอบคุณที่เราได้รู้จักกัน
ขอบคุณที่เราได้เป็นเพื่อน
ขอบคุณที่เราได้รักกัน
ขอบคุณที่ให้เราส่งโปสการ์ดไปให้

ผมชอบคำนี้ มันเหมาะกับการสื่อสารที่มีความจำกัดแบบนี้ เพราะมันไม่ได้ตีความยากและซับซ้อนมาก

ทุกครั้งที่เขียน ผมจะมีความรู้สึกทุกครั้ง และจินตนาการว่าตอนที่เขาได้รับโปสการ์ดนี้จะรู้สึกอย่างไร จะยิ้ม จะหัวเราะ จะดีใจ หรือจะแสดงออกอย่างไร

ผมอยากรู้จริงๆ

มันเป็นความสึกเล็กๆ ที่เราสร้างขึ้นด้วยเงินไม่กี่บาท แค่เลือกโปสการ์ด เขียนข้อความ ติดสแตมป์ (ต้องเลียด้วยเพื่อความจริงใจ) เราก็สามารถเขยิบความสำพันธ์และความสำคัญของพวกเขาได้มากขึ้นแล้ว

เดินทางครั้งหน้า ผมว่าคงต้องขอที่อยู่เพื่อนๆ ไว้อีกหลายคนเลยล่ะ

Standard