ไม่มีหมวดหมู่

[รีวิวอนิเมะ] No Game No Life สองพี่น้องสุดเซียน มาเกรียนเกมถึงต่างโลก

ngnl

ชิโระและโซระ สองพี่น้องที่เป็นทั้ง NEET และ ฮิคิโคโมริ แต่มีความสามารถด้านเกม เป็นที่รู้จักในนาม คูฮาคุ เป็นทั้งเกมเมอร์ออนไลน์ไร้พ่ายโค่นผู้เล่นกว่า 1,200 คนแล้วยังขึ้นอันดับ Top ของเกมกว่า 280 เกม จึงเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่ว ทั้งสองมองว่าโลกแห่งความเป็นจริงนั้นไร้ค่า จนกระทั่งวันหนึ่ง มีเด็กที่เรียกตัวเองว่า ‘พระเจ้า’ พาทั้งสองไปในโลกแฟนตาซี ที่ปราศจากความรุนแรงและสงคราม แต่ทุกสิ่งต้องตัดสินกันด้วย ‘เกม’ และเรื่องราวต่างๆ ก็ได้เริ่มขึ้น

No Game No Life พาเราเข้าสู่โลกแห่งเกมได้อย่างน่าติดตาม ตื่นเต้น และลุ้นไปกับเกมแปลกๆ ใหม่ๆ อยู่เสมอ แต่ละตอนค่อยๆ ถักทอเรื่องราวและปมปริศนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งตัวเรื่องราวที่สามารถต่อยอดออกไปได้เยอะ (มีหลายเผ่าพันธุ์ หลายความสามารถ รวมไปถึงเกมที่จะใช้ตัดสินกัน)

แม้จะไม่มีฉากแอคชั่นที่ยิ่งใหญ่ ทรงพลัง เหมือนอย่างเรื่องอื่นๆ แต่ก็มีการต่อสู้ทางสติปัญญา เทคนิค ไหวพริบปฏิภาณที่น่าสนใจ และทำให้เรื่องโดดเด่นขึ้นมาได้มากทีเดียว แต่ละเกมที่ใช้แข่งขันในเกมนั้น ออกแบบมาได้อย่างยอดเยี่ยม ดูไปก็อึ้งไป ว่าคิดได้อย่างไร มันเป็นการต่อสู้ทางสติปัญญาที่สนุกมากที่สุดเรื่องหนึ่งที่ผมเคยดูมา เพราะงัดเอากลยุทธ์ เทคนิค จิตวิตยา การล่อหลอก มาสู้กัน และทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะ เพราะการเดิมพันแต่ครั้งนั้นยิ่งใหญ่เหลือเกิน บ้างก็เอาตัวตนของตัวเองมาเดิมพัน หรือหนักเข้าถึงกับเอาเผ่าพันธุ์มาเดิมพันกันเลยทีเดียว (ส่วนตัวผมมองว่าการอธิบายกลยุทธ์ หรือวิธีที่จะใช้เอาชนะของตัวละครในอนิเมะนั้นรวบรัดเกินไปหน่อย ถ้าหากไปอ่านในฉบับนิยายอาจจะเข้าใจและสนุกกับทริคของตัวละครมากขึ้นก็ได้)

แม้จะพอรู้อยู่แล้วว่าตัวเอกของเรื่องจะต้องเทพมากๆ แต่ความเทพของชิโระกับโซระนั้นไม่ได้ดูเว่อร์จนเกินจริงเลย เพราะสิ่งเหล่านั้นล้วนมาจากความคิด วิเคราะห์ วางแผน อย่างชาญฉลาดและละเอียดถี่ถ้วนมาอย่างดี จึงไม่รู้สึกขัดแย้งกับความเก่งและชัยชนะที่พวกตัวเอกได้รับมาเท่าไหร่ และที่สำคัญ ชัยชนะที่ได้มาจากเกม ไม่ใช่เพราะฟลุคหรือดวง มันมาจากฝีมือล้วนๆ

ในสายตาของคนทั่วไป ชิโระและโซระก็คือ Loser ที่ไม่มีค่าอะไรในสังคมเลย วันๆ หมกตัวเล่นเกมอยู่แต่ในห้อง แต่เมื่อมาอยู่ในโลกที่ตัดสินกันด้วยเกม ความสามารถของพวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงและสั่นคลอนได้ทุกอย่าง แถมยังกล้าท้าทายแม้กระทั่งพระเจ้า

เราเป็นใคร  ชอบอะไร ทำอะไรได้ดี ก็ควรหา ‘โลก’ ที่เหมาะกับตัวเอง แม้ไม่มีพระเจ้ามาพาเราไปต่างโลกก็ไม่เป็นไร ลองสร้างโลกที่ตัวเองเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ แล้วเป็นพระเจ้าบนโลกใบนั้นดู ก็น่าจะสนุกดีเหมือนกัน   

Advertisements
Standard
ไม่มีหมวดหมู่

[รีวิวอนิเมะ] Danmachi มันผิดรึไงถ้าใจอยากจะพบรักในดันเจี้ยน

dung

มันเป็นช่วงที่ผมกำลังเบื่อๆ อยากเปลี่ยนบรรยากาศจากการอ่านหนังสือ เขียนหนังสือมาทำอย่างอื่นบ้าง แล้วก็มาลงล็อคกับการดูซีรีส์ หรือดูการ์ตูนอนิเม หลังจากที่หาข้อมูลตามเว็บต่างๆ ได้ไม่นาน ก็รู้สึกว่าเรื่องนี้น่าจะโดน บวกกับอ่านรีวิวของบรรดาเซียนการ์ตูนก็มีฟีดแบคกับเรื่องนี้ค่อนข้างดี ตอนแรกก็คิดว่าจะลองดูไปก่อนสักตอนสองตอน ที่ไหนได้ วันเดียวจัดไปห้าตอนรวดซะอย่างนั้น!

‘มันผิดรึไงถ้าใจอยากจะพบรักในดันเจี้ยน’ เป็นเรื่องราวของ เบล คราเนล นักผจญภัยที่เข้าไปต่อสู้ในดันเจี้ยน แล้วดันเจอมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่ง และถูกไอส์ ฉายาเจ้าหญิงแห่งดาบ ที่เป็นยอดฝีมือในขณะนั้นช่วยเหลือเอาไว้ นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ ทำให้เขาตกหลุมรักเธอ และตั้งใจว่าจะเป็นนักผจญภัยที่แข็งแกร่งให้ได้

การ์ตูนเรื่องนี้ใช้พล็อตเรื่องง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย ก็คือได้รับพลังจากเทพ ลงดันเจี้ยน อัปสเตตัส อัปเลเวล หาเพื่อนเข้าร่วมปาร์ตี้ พิชิตมอนสเตอร์และบอสที่อาศัยอยู่ในดันเจี้ยน แต่ไม่รู้ทำไม ผมถึงดูได้ไม่รู้เบื่อ จบตอนนี้ ก็เปิดตอนใหม่ดูต่อ ทั้งๆ ที่ไม่มีความดึงดูดของพล็อตหรือปริศนาอะไรให้ตามหามากเลยด้วยซ้ำ แต่ปัจจัยสำคัญของมันก็คือความซิมเปิ้ล แต่มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง

สูตรทั่วๆ ไปของการ์ตูนสมัยนี้คือตัวเอกจะเก่งโคตรๆ เทพสุดๆ เก่งกว่าคนอื่นในเรื่องแบบโดดไปเลย แต่ในเรื่องนี้ พระเอกจะค่อยๆ เก่ง พัฒนาฝีมือไปเรื่อยๆ  (ซึ่งจุดที่ทำให้ตัวเอกพัฒนาฝีมือได้เร็วก็คือสกิลลับ ยิ่งเขามีความรู้ดีๆ ให้กับไอส์ เจ้าหญิงแห่งดาบมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เขาพัฒนาฝีมือไปได้มากขึ้นเท่านั้น) ทำให้เราอยากเอาใจช่วย และอยากจะรู้ว่าปลายทางของเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร

อาจเพราะว่ามนุษย์เราก็เป็นอย่างนั้นล่ะมั้ง ไม่ได้เก่งเทพหลุดโลก ไม่ได้มีความสามารถที่ยิ่งใหญ่  แต่ถ้าหากพยายามทำในสิ่งที่เรารักอย่างมีเป้าหมาย สักวันหนึ่งก็คงส่งผลดีให้กับตัวเองอย่างแน่นอน ดูเหมือนจะเป็นประเด็นเชยๆ พล็อตเรื่องเชยๆ ที่พอจะเดาได้ตั้งแต่กลางๆ เรื่องว่าจะจบยังไง แต่ก็ยังมีเสน่ห์ให้ติดตามต่อไปเรื่อยๆ จนจบได้อยู่ดี (แต่น่าเสียดายที่จบเร็วไปนิด น่าจะมีภาค 2 หรือขยายความต่อหน่อย รู้สึกว่าเรื่องยังไปต่อได้อีกเยอะเลย)

และคงจะไม่ผิด ที่ผมจะรักอนิเมพล็อตเรื่อยเชยๆ ตัวเอกเชยๆ (แต่ฮาเร็มเยอะเหลือเกิน) แบบนี้เหมือนกัน   

Standard
ไม่มีหมวดหมู่

[รีวิวซีรีส์] Wayward Pines อย่าออกไป จากเมืองนี้

wwp1

หลังจากที่เข้าค่าย Bangkok Creative Writing ผมก็ปรับตัวเองให้อยู่ในโหมดดิสโทเปียทันที เพราะว่าต้องเขียนเรื่องสั้นแนวนี้ก่อนจบค่าย ดังนั้นเรดาห์ทุกอย่างในหัวผมก็คือการเสพสื่อทุกอย่างที่เป็นแนวนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะพูดกันตรงๆ ผมแทบไม่เดยอ่านหรือดูอะไรพวกนี้เลย จนเพื่อนในค่ายแนะนำให้ลองดูซีรีส์เรื่องนี้ ประจวบเหมาะกับเห็นว่ามีเวอร์ชั่นหนังสือ ที่แปลโดยพี่ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ บรรณาธิการนิตยสาร Bioscope ที่ผมอ่านประจำอีกด้วย ก็ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจให้อยากติดตามเพิ่มขึ้นไปอีก

เล่าย่อๆ คือตัวเอก (อีธาน เบิร์ค) เจ้าหน้าที่สืบสวนถูกส่งมาตามหาเพื่อนสายสืบที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แต่เกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง เมื่อตื่นมาอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในเมืองเวย์เวิร์ด ไพน์ รัฐไอดาโฮ ซึ่งความแปลกของเมืองนี้ก็คือ เมื่อคุณเข้ามาแล้ว อย่าหวังจะได้ออกไปสู่โลกภายนอกอีก

ซีรีส์พยายามเล่าถึงเมืองที่ถูกปกครองจากผู้มีอำนาจ (ที่ชาวเมืองไม่รู้ว่าเป็นใคร) คอยควบคุมดูแล มีกล้องวงจรปิด มีเครื่องดักฟัง มีไมโครชิปฝังอยู่ในร่างกายของทุกคน เพื่อให้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างมีความสุข นอกจากนี้ ยังมีรั้วที่กั้นด้วยกระแสไฟฟ้าดักเอาไว้ ไม่ให้หนีออกไปได้ (และเรายังไม่รู้ด้วยว่าข้างนอกรั้วนั้นมีอะไรอาศัยอยู่) ที่สำคัญ ใครที่พยายามจะหนี หรือคิดที่จะหนี ก็จะถูกจับมาเชือดคอต่อหน้าชาวเมืองทุกคนเป็นการลงโทษ แค่ฟังเท่านี้ก็สัมผัสได้ถึงความเป็นดิสโทเปียจ๋าๆ แล้ว

นอกจากนี้ การล้างสมอง หรือเปลี่ยนความคิด และการใช้พรอพากันด้าก็ยังเป็นส่วนสำคัญของเรื่องแนวนี้ ใน Wayward Pines ก็มีการปลูกฝังเยาวชนรุ่นใหม่ ด้วยการเปิดสถาบันสอน และค่อยๆ หลอมความคิดเด็กๆ ให้เชื่อในสิ่งที่ผู้นำอยากให้เชื่อ ให้คิดตรงข้ามกับพ่อแม่ (เพราะว่าพวกเขาเป็นคนหัวเก่า) รวมไปถึงการเน้นย้ำเสมอว่า พวกเขาคือผู้ที่จะเป็นผู้น้ำความเปลี่ยนแปลงของเวย์เวิร์ดไพน์ในอนาคต (ในหนังเรียกพวกเขาว่า First Generation) นั่นยิ่งทำให้เด็กๆ เห็นความสำคัญของเมืองนี้  และอยากเป็นส่วนหนึ่งที่จะพัฒนาอนาคตของเมืองนี้ต่อไปอีกด้วย

เป็นธรรมดาของผู้สร้างกฎกับผู้อยู่ในกฎว่าจะต้องคิดไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ผู้ถูกกด (ฎ) ขี่ก็ย่อมไม่พอใจ ในเสรีภาพของตัวเอง อยากจะออกก็ออกไปไม่ได้ คนที่สร้างกฎก็อยากจะให้ทุกคนอยู่ในความเป็นระเบียบ (แต่ก็ไม่ยอมบอกว่าออกไปแล้วจะเป็นอย่างไร – ซึ่งในที่นี้ผมขอให้ทุกคนไปดูเองแล้วกันครับ เพราะว่ามันจะมีจุดเซอร์ไพรซ์มากกว่าการเขียนถึงความเป็นดิสโทเปียอีกมากพอสมควร ไม่อยากจะสปอล์ยให้เสียอรรถรสไปมากกว่านี้ครับ :D) มันเลยมาสู่คำถามที่เราคุยกันในค่าย ว่าดิสโทเปียเนี่ย เป็นดิสโทเปียของใครกันแน่ ของผู้ถูกกดขี่ใช่ไหม แต่ในขณะเดียวกัน มันก็อาจจะเป็นยูโทเปีย (โลกในอุดมคติ) ของผู้ออกกฎก็ได้ ซึ่งการต่อสู้กันของสองแนวความคิดนี้แหละ ที่จะพาให้เรื่องสนุกและนำไปสู่ไคลแมกซ์ที่ชวนให้ลุ้นกันจนหัวใจจะวาย

แม้จะรู้อยู่แล้วว่าพล็อตของแนวดิสโทเปียจะเป็นยังไง ดำเนินยังไง จบแบบไหน แต่กับเรื่องนี้ผมก็ยังไม่สามารถเดา หรือคาดการณ์อะไรได้เลย ว่าจะออกมาเป็นยังไง เพราะหักมุมแล้วหักมุมอีก และที่ทำให้น่าสนใจไปกว่านั้น คือความบิดเบี้ยวของเมือง และความเข้มข้นซับซ้อนของเรื่องจะยิ่งทยอยเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนต้องกดดูต่อไปอย่างหยุดไม่ได้

ยิ่งดู ยิ่งช็อค ยิ่งตะลึงพรึงเพริด คิดได้ยังไง ทำไมถึงได้สนุกขนาดนี้ และยิ่งได้ข่าวว่าซีรีส์เรื่องนี้ ดัดแปลงมาจากนวนิยายความยาวสามเล่ม (ซึ่งตอนนี้ในไทยแปลเล่ม 1 ออกมาแล้ว) ก็ยิ่งเคารพความสามารถในการย่อยเรื่อง และถ่ายทอดมันออกมาอย่างสนุก เข้มข้น กระชับ และน่าติดตามมากขนาดนี้ ปกติผมไม่ค่อยติดซีรีส์ แต่ก็ต้องยอมรับว่า Wayward Pines เปิดพรหมแดนความสนุกและกระหายในการหาซีรีส์ดีๆ แบบนี้มาดูต่อไปอีกหลายเรื่องเลยทีเดียว

อย่างที่ว่านั่นแหละครับ ผมคิดเสมอว่าโลกดิสโทเปียนั้นมันค่อนข้างจะอึดอัดไปหน่อย อยากพูด แต่ก็ไม่พูด อยากแสดงออก แต่ก็ถูกกดขี่เอาไว้ (ในทุกๆ รูปแบบ) มาตรฐานของคนเราไม่เหมือนกัน จะให้เป็นดั่งอุดมคติของใครคนใดคนหนึ่งคงไม่ได้ สักวันก็คงมีคนลุกขึ้นมาแสดงความไม่พอใจอย่างแน่นอน สัญลักษณ์ที่พูดกันบ่อยๆ ในเรื่องก็คือเรือโนอาห์ อาร์ค ที่เลือกสิ่งมีชีวิตขึ้นเรือมาจำนวนหนึ่งเพื่อช่วยชีวิตพวกเขา แต่ลืมถามไปหรือเปล่า

ว่าเขาอยากขึ้นเรือมากับเราไหม?

Standard
ไม่มีหมวดหมู่

Wayward Pines และความกระหายในการดูซีรีส์

ตอนนี้ผมติดซีรีส์อยู่หลายเรื่องทีเดียวครับ

ชอบเวลาที่ดูจบตอนแล้วค้าง อยากดูต่อแล้วต้องรอไปอีกสัปดาห์ รอว่าเมื่อไหร่คนแปลจะแปลเสร็จ รอว่าเมื่อไหร่จะอัปโหลดขึ้นเว็บ อยากดูจะตายอยู่แล้ว

ผมว่านี่คงเป็นเสน่ห์ของการดูซีรีส์ของหลายๆ คนแน่นอน

บางเรื่อง จบหมดแล้ว ความสนุกของมันก็คือการไล่ตามดูรวดเดียวจบ จะกี่อีพีก็ช่าง ดูมันติดๆ กันไปเลย ไม่ต้องกินไม่ต้องนอน ซึ่งช่วงเดือนที่ผ่านมาชีวิตของผมเป็นแบบนี้เสียส่วนใหญ่

ผมหลงใหลศาสตร์การเล่าเรื่องแบบซีรีส์ การยั่วให้คนดูหิวกระหาย คาดเดา ลุ้นระทึก แล้วเฉลยความจริงที่หักมุม หรือตื่นเต้นจนแทบจะหยุดหายใจ

มันเป็นการเล่าเรื่องที่มีเสน่ห์เหลือเกิน และหากเป็นไปได้ ผมเองก็อยากให้การเล่าเรื่องในงานเขียนหลายๆ ชิ้นของผมเกิดความรู้สึกหรืออารมณ์ร่วมแบบนั้นบ้าง

ผมไม่ได้รู้สึกกับซีรีส์เรื่องไหนแบบนี้มานานแล้ว อาจเพราะผมเสพสื่อแนวนี้น้อย และเมื่อได้กลับมาดูอย่างจริงจังอีกครั้งก็ยิ่งชอบเข้าไปใหญ่

Wayward Pines เป็นซีรีส์ที่ทำให้ผมหมกตัวอยู่ในห้องไม่ยอมออกไปไหน และน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเสพสื่อประเภทนี้อย่างหิวกระหายต่อไป : )

Standard
ไม่มีหมวดหมู่

กาแฟ เครื่องเสียง และความสุขที่บ้าน

coffee

ช่วงนี้ผมติดกาแฟครับ
ไม่ใช่กาแฟสด หรือกาแฟดริปอะไรอย่างที่หลายๆ คนกินกันหรอกครับ ก็แค่กาแฟสำเร็จรูปธรรมดาๆ นั่นแหละ

อาจจะเป็นเพราะว่าติดมาจากพ่อก็ได้ ที่ชอบตื่นแต่เช้า ชงกาแฟกิน แล้วหยิบหนังสือไปอ่านข้างนอกบ้าน สูดอากาศยามเช้า แล้วค่อยออกไปทำงาน

งานของผมส่วนมากทำที่บ้าน
ไม่ต้องออกไปเจอคน ไม่ต้องเจอรถติด ไม่มีเพื่อนร่วมงาน ดังนั้นการสร้างบรรยากาศในการทำงานที่บ้านจึงเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างยิ่ง
ผมลองตื่นเช้ามากินกาแฟกับพ่อ พูดคุยกันถึงเรื่องงาน ความคิด และทัศนคติต่างๆ ทั้งเรื่องบ้านเมือง เศรษฐกิจ หรือหนังสือที่เราเพิ่งอ่านจบไป (ดูเหมือนว่าผมจะมีอะไรหลายๆ อย่างที่เหมือนกับพ่อเยอะพอสมควร)

พอได้ทำนานๆ เข้าก็เริ่มชอบ
อาจจะเป็นเพราะว่าได้ตื่นเช้า (ช่วงแรกๆ ที่ทำงานไม่ประจำผมตื่นเที่ยงเป็นอย่างต่ำเลยแหละ) เลยทำให้มีเวลาอยู่กับตัวเองเยอะขึ้นด้วยล่ะมั้ง
ไม่นานมานี้ พ่อซื้อเครื่องเสียงมาให้ บอกว่าเอาไว้เปิดฟังเวลาทำงาน จะได้คิดงานออก ซึ่งพบว่ามันช่วยได้มากพอสมควรทีเดียว

กิจวัตรประจำวันของผม คือตื่นมาส่งแม่ไปทำงาน ชงกาแฟ เปิดเพลงฟัง แล้วอ่านหนังสือ
ใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ ไปกับการละเลียดกาแฟ เพลงคลาสสิค (ที่ได้ลายแทงมาจากหนังสือ ‘ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต’ ที่เปิดประสบการณ์ในการฟังเพลงของผมมากเหลือเกิน) และหนังสือดีๆ สักเล่ม
ผมพบว่ามันยอดเยี่ยมมากทีเดียว

กาแฟ เพลง หนังสือ องค์ประกอบที่ลงตัว
มันเป็นความสุขง่ายๆ ของผู้ชายอายุยี่สิบกว่าๆ ที่ทำงานไม่ประจำอยู่ที่บ้าน
มีทั้งสามอย่างนี้เป็นเพื่อนคุย ช่วยแก้เหงาได้เป็นอย่างดี

หลายคนอาจจะมองว่านี่เป็นวิถีสโลว์ไลฟ์
มันก็จริงอยู่แหละครับ แต่เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น
เพราะหลังจากสโลว์ตอนเช้าแล้ว ทั้งวันที่เหลือ
ใครจะรู้ ว่าฟรีแลนซ์อย่างพวกผมหลายคนนั่งปั่นงานหลังขดหลังแข็งส่งลูกค้าแบบฟาสต์แอนด์ฟิวเรียสอยู่ก็ได้!

Standard
ไม่มีหมวดหมู่

เด็กดี พื้นที่ ความทรงจำ

writer dekd

ผมรู้จักเว็บเด็กดีครั้งแรกตอนอายุ 14
ได้ยินมาว่าเว็บนี้เป็นที่เขียนนิยาย มีแมวมองจากสำนักพิมพ์ต่างๆ มาหาดาวเด่นและชวนไปตีพิมพ์อยู่เรื่อยๆ
ตอนนั้นยังเขียนนิยายไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ อาศัยจากที่อ่านมา (แค่แฮรี่ พอตเตอร์ แล้วก็นิยายแฟนตาซีอีกเล่มนึง) บวกกับความอยากเขียน ก็เลยสร้างโลกในจินตนาการของตัวเองขึ้นมาซะเลย
จำได้ว่าตอนนั้นสนุกมาก เขียนใส่สมุด ไม่กล้าเอาให้ใครอ่าน เก็บไว้อ่านเอง จนนึกคึกอยากลองเขียนลงเว็บให้คนอื่นอ่านดูบ้าง และนั่นคือจุดเริ่มต้นในการเป็นนัก (อยาก) เขียน ของผม และจุดเริ่มต้นกับเว็บๆ นี้

ผมยังคงเขียนนิยายอยู่เรื่อยๆ ในเว็บนี้
เปิดเรื่องใหม่ ดองเรื่องเก่า ตอบกระทู้ในเว็บบอร์ด มีกลุ่มเพื่อนกลุ่มเล็กๆ ที่พูดคุยเรื่องนิยายและหนังสือกัน
ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขมาก อยากเขียน อยากอ่านอยู่ตลอด
ทักษะการเขียนค่อยๆ เริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ ตามประสบการณ์ ช่วงวัย หนังสือที่อ่าน งานที่เขียนช่วงหลังๆ ก็จะออกแนวเข้มข้นขึ้น หากเทียบกับเรื่องแรกที่อัปลงไปในเว็บ

เชื่อว่านักเขียนหลายๆ คนคงมีจุดเริ่มต้นจากการเขียนลงเด็กดี มีคนอ่านที่อยากติดตามเรื่องที่เราเขียน มีคอยคอมเมนต์ วาดแฟนอาร์ตให้
มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ ที่มีคนยอมรับเรา และนั่นเองที่ผมได้รับมาตลอดจากการเขียนเรื่องลงในเด็กดี แม้มันจะไม่มากเท่าของนักเขียนดังๆ เหล่านั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยหล่อหลอมความฝันของผม ให้เดินไปในเส้นทางสายนี้อย่างมั่นคง

เพราะการเขียนนิยายลงในเด็กดีด้วยล่ะมั้ง ที่เป็นจุดสำคัญในการเลือกเส้นทางชีวิต
ผมสอบเข้าโควตาพิเศษได้เพราะเขียนนิยายที่เด็กดี
ได้ใช้ความนี้เป็นใบเบิกทางสู่มหาวิทยาลัย และจุดเริ่มต้นเล็กๆ นี้เอง ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผม

เพราะได้ทำในสิ่งที่ชอบ อยู่ในสภาวะที่เอื้อต่อการพัฒนาตัวเอง
ผมเจอเพื่อนๆ ที่ชอบเขียน ชอบอ่าน และอยากจะเป็นนักเขียนเหมือนกันในมหาวิทยาลัย และได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างสนุกสนาน
ได้เข้าค่ายการเป็นนักเขียนที่ต่อยอดมาจากนิยายในเว็บ
จนสุดท้าย ผมได้เข้ามาฝึกงาน และทำงาน เป็นส่วนหนึ่งของเว็บนี้

แม้จะไม่ได้ทำงานที่นี่นานมากนัก แต่มันก็เป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขมาก
ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ มีคนสนับสนุน และให้โอกาสผมได้คิด และลงมือทำ จนสำเร็จออกมาเป็นรูปเป็นร่าง
เพราะการฝึกงานที่นี่ ทำให้ผมมีแนวคิดที่จะทำอะไรใหม่ๆ ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ และถ้ามีคนสนับสนุนหรือชอบในสิ่งที่ผมทำ ผมลุยสุดความสามารถอย่างแน่นอน

แต่เพราะช่วงวัยที่มากขึ้น บวกกับรสนิยมทางการอ่านและการเขียน ทำให้ผมค่อยๆ ห่างจากนิยายในเด็กดีไปมากพอสมควร
จนได้กลับมาเจอกันอีกครั้งเพราะงานเวิร์คชอปการเขียนนิยายแฟนตาซี ที่อยู่ๆ ก็อยากลองสมัคร อยากมีส่วนร่วมในกิจกรรมครั้งนี้
ผมลองส่งผลงานนิยายแนวสัจจนิยม ซึ่งเป็นนิยายที่คนในเว็บไม่อ่าน สำนักพิมพ์ไม่ซื้อ เพื่อเข้ารับการคัดเลือก
และผมได้เข้าร่วมค่ายนี้เพราะความแปลกของงานที่ส่งไปล่ะมั้ง

ในเวิร์คชอปครั้งนี้ผมได้รื้อฟื้นความรู้สึกต่างๆ ได้เจอพี่ๆ เว็บมาสเตอร์ เพื่อนๆ ในเว็บบอร์ด และเหล่านักเขียนนิยายแฟนตาซีที่เราชอบมากๆ
เหล่านักเขียนและบรรณาธิการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้พวกเราอย่างเต็มที่ คอมเมนต์งานให้อย่างจริงใจ ชมจริง ด่าจริง เจ็บจริง แต่สิ่งที่ได้กลับไปนั้นมหาศาลอย่างมาก
ผมกลับมาถามตัวเอง… ทำไมเราถึงไม่เขียนนิยายแฟนตาซีอีกครั้งล่ะ เพราะมางานนี้นอกจากจะได้เทคนิคดีๆ แล้ว ยังได้แรงบันดาลใจ ไอเดียใหม่ๆ จากเพื่อนๆ ที่นั่งเวิร์คชอปด้วยกันอีกต่างหาก

ก่อนจบค่าย ผมได้รับรางวัลเป็นนิยายหนึ่งชุด
เป็นอีกความภูมิใจหนึ่ง ที่ยังมีคนชื่นชอบงานของเรา
เย็นวันนั้นผมรีบกลับบ้าน เข้าเด็กดี เล่นเว็บบอร์ด ตะลุยอ่านนิยายในเว็บอย่างบ้าคลั่ง
เปิดอนิเม ดูการ์ตูน ทำเหมือนกับตอนที่เริ่มเขียนนิยายแฟนตาซีใหม่ๆ
ผมชอบตัวเองที่ได้อยู่ในบรรยากาศแบบนี้ อยู่ในโลกของจินตนาการ ความฝัน เวทมนตร์ และคมดาบ

ความรู้สึกต่างๆ แล่นเข้ามาในความทรงจำ
ความอยากเขียนนิยายอย่างบ้าคลั่งเหมือนตอนเริ่มเขียนครั้งแรก
ความรู้สึกเหล่านั้น ความบ้าแบบนั้นกลับมาอีกครั้ง
มันเป็นความรู้สึกที่หายไปนานแล้ว ถ้าหากไม่ได้เข้าเวิร์คชอปในวันนั้น ผมคงไม่ได้กลับไปพูดคุยกับตัวเองในอดีตที่เคยบ้าการเขียน บ้าอ่านนิยาย อย่างนี้

ความรู้สึกเก่าๆ ย้อนกลับมา
ผมหยิบดินสอและสมุดมาปัดฝุ่น
คิดถึงโลกจินตนาการที่ห่างหายไปนาน
แล้วจรดดินสอสร้างมันขึ้นมา ด้วยความรู้สึกที่คุ้นเคย… อีกครั้ง

Standard