ไม่มีหมวดหมู่

เพลงที่อยากให้เธอฟังยังไม่ได้ส่ง*

*ได้แรงบันดาลใจจากชื่อหนังสือ ‘เพลงที่เธอให้แปลยังไม่เสร็จ’ ของภู่มณี ศิริพรไพบูลย์

1

ผมไม่รู้ว่าจำนวนเพลงทั้งหมดในโลกนี้มีอยู่เท่าไหร่
เป็นร้อย เป็นพัน เป็นล้าน หรือสิบๆ ล้าน
ทั้งยังไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะฟังเพลงเหล่านั้นได้หมด
(หรือทั้งชีวิตนี้อาจไม่มีทางทำได้ก็ได้)
แต่เอาเถอะ, นั่นไม่ใช่ประเด็นเท่าไหร่หรอก

2

ผมเชื่อว่าชีวิตของเราผูกพันและเชื่อมโยงกับบทเพลงมาโดยตลอด
ตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น เติบโต และแก่ชรา
รสนิยมการฟังเพลงของเราเปลี่ยนไปตามช่วงวัย
และอีกสิ่งหนึ่งที่กำหนดการฟังเพลงของเราก็คือ ความรู้สึกร่วมของเราที่มีต่อเพลงๆ นั้น
และก็ปฏิเสธอีกไม่ได้ว่า ความรู้สึกร่วมที่คนมีต่อกันมากที่สุดก็คือ
ความรัก

3

ผมไม่แปลกใจที่เห็นใครฟังเพลงแล้วร้องไห้ หรือลงไปกองกับพื้นจะเป็นจะตายอย่างกับคนบ้า
ผมไม่หัวเราะ ไม่มองว่าเขาประหลาด เพราะครั้งหนึ่ง ผมก็เคยเป็นอย่างนั้นท่ามกลางผับบาร์ที่ทุกคนเต้นกันอย่างลืมโลก
บทเพลงและความรัก (ที่ไม่สมหวัง) ทำให้เราเป็นอย่างนั้น
เสียสติ ร้องไห้ฟูมฟาย กลบตัวตนที่เคยร่าเริงให้หายไป
ทิ้งไว้แต่คราบน้ำตาและร่องรอยของความเศร้าเอาไว้

4

เรามีเฟซบุ๊กหรือโซเชียลมีเดียอื่นๆ เอาไว้แสดงความเป็นตัวตน รสนิยม หรือบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง
เพลงก็เป็นหนึ่งในการแสดงออกถึงความคิด ความรู้สึกของเราได้เช่นเดียวกัน
ถ้าหากคนเพิ่งรักกันใหม่ๆ ก็ย่อมไม่พ้นเพลงหวานๆ ทำนองว่าจะรักกันไปตลอด
คนอกหัก คงจัดเพลย์ลิสต์ช้ำในมาฟังได้ทั้งคืน กะให้ร้องไห้ตายคาเตียงไปเสียอย่างนั้น
หรือจะโพสต์เพลงอินดี้ล้ำๆ โชว์รสนิยมเท่ๆ ให้คนอื่นฟังก็ดูดีไม่น้อย
ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่เลือกจะโพสต์เพลงที่ตรงกับความรู้สึกของตัวเอง
เพลงที่แทนความหมาย แทนคำพูด แทนความรู้สึก
แต่ก็ไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว

5

นึกย้อนไปถึงเวลาที่เราแลกเพลงกันฟัง
มีเพลงใหม่ๆ มาให้กันและกันเสมอ
มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข เสียงเพลงของเราช่างไพเราะจนไม่อาจลืมเลือน
แต่น่าเสียดายที่บทเพลงเหล่านั้นต้องถูกปิดลงพร้อมๆ กับความสัมพันธ์ของเรา
มีเพลงอีกหลายเพลงที่ผมอยากให้เธอได้ฟัง แต่ก็ไม่มีสิทธิ์อีกแล้ว
แค่ก๊อปปี้ลิงก์จากยูทูบ เปิดกล่องข้อความ วาง แล้วกดส่ง
แต่ความเป็นจริงมันไม่ง่ายอย่างนั้น เพลงของผมคงไม่มีความหมายอีกแล้ว
เพราะเธอมีเพลงใหม่ที่ไพเราะและถูกใจกว่าเพลงของผมอยู่แล้ว
ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะวาดฝันหรือคาดหวังอะไรต่ออีกแล้ว
มันจบแล้ว

6

ผมรู้ว่าเธอคงไม่ได้อ่านสิ่งที่ผมเขียนหรอก
เพราะฉะนั้นถ้าจะหลอกตัวเองว่าได้ส่งเพลงให้เธอแล้วคงไม่เป็นไรหรอกนะ
ขอให้เธอโชคดี มีความสุขมากๆ
‘ลา’ ก่อนนะ

“ไม่ใช่ความรัก ที่ทำให้เราได้อยู่ด้วยกัน แต่เป็นแค่ฝันที่ฉันตื่นมาก็ลาจาก                                
ไม่มีเหตุผลจะฉุดรั้ง เหตุผลอะไรทั้งนั้น                                                                            
ไม่ต่างอะไร กับเรื่องใด ๆ ที่ผ่านพ้นมา แด่เป็นชะตาที่ต้องเกิดมาเพื่อลากัน                                                     
มีสิ่งที่หวังก็ต้องหยุดหวัง ฝันก็หยุดมัน เท่านั้นพอ”
(เพลง ลา / polycat)

Advertisements
Standard
ไม่มีหมวดหมู่

[รีวิวหนัง] The Martian แต่เพียงผู้เดียว บนดาวอังคาร

martian

The Martian (เดอะ มาร์เชี่ยน) บอกเล่าเรื่องราวของมาร์ค วัตนีย์ (รับบทโดย แม็ตต์ เดมอน) นักบินอวกาศที่ถูกทิ้งไว้บนดาวอังคาร ซึ่งต้องใช้ชีวิตที่นั่นตัวคนเดียวเพื่อรอให้นาซ่ามารับกลับ ในหนังชวนเราติดตามความเป็นอยู่ของมาร์ค ทั้งเรื่องการกิน นอน และการเอาตัวรอด

เราค่อยๆ ตามติดชีวิตของเขาไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เห็นวิถีชีวิตของมนุษย์ผู้อยู่อาศัยบนดาวอังคาร แต่ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดทำให้เขาต้องหาวิธีที่จะทำให้มีอาหารมากพอที่จะอยู่ได้นานกว่านี้ โชคดีอีกอย่างคือเขาเป็นนักพฤกษศาสตร์ ทำให้ชายหนุ่มนำเอาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่มี กับอุปกรณ์ที่เหลือจากตอนมาสำรวจดาวอังคารทิ้งมาประยุกต์ใช้และปลูกมันฝรั่งขึ้นมาเพื่อยังชีพ

นอกจากนั้นยังมีความพยายามอีกหลายอย่างที่เขาสร้างขึ้นมาจากความคิด ความสามารถ และความไม่ยอมแพ้ เพื่อให้ตัวเองออกไปจากที่แห่งนี้ ให้ได้กลับไปที่บ้านอีกครั้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องผ่านอุปสรรคอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความเปลี่ยวเหงา ความโดดเดี่ยว ความกดดัน และสภาพอากาศที่ไม่เข้าใครออกใคร

อีกอย่างหนึ่งที่หนังเรื่องนี้เปิดโลกให้ผมอย่างมากคือการมีอยู่ขององค์กรนาซ่า ก่อนหน้านั้นผมรู้จักนาซ่าแค่เพียงองค์กรด้านอวกาศที่ใครๆ ก็อยากทำ ซึ่งไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่หลังจากที่ได้ดู The Martian จบ ผมก็หาคำตอบให้ตัวเองได้แล้ว เราได้เห็นวิสัยทัศน์และวิธีคิด วิธีการทำงานของพวกเขามากขึ้น และแน่นอนเรื่องการเมืองภายในและภายนอก รวมไปถึงการรับมือและต่อรองอำนาจกับสื่ออีกด้วย (ซึ่งหลายๆ องค์กร หรือทุกองค์กรก็คงเป็นแบบนั้นแหละ) นั่นรวมไปถึงการมีทีมพีอาร์ที่คอยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ร่างสุนทรพจน์ที่กินใจ และเตรียมคำถามจากสื่อให้กับผู้นำองค์กร เพื่อการควบคุมและครอบครองใจของผู้ชมจากทั่วประเทศและทั่วโลก

The Martian นำเสนอให้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ (และทำให้รู้ว่าบางครั้งนักวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้เนิร์ดอย่างเดียวจนไม่รู้วิธีการเอาตัวรอด) ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์นั้นมีความสำคัญและช่วยแก้ปัญหาในชีวิตจริงได้เช่นเดียวกัน และแน่นอน วิทยาศาสตร์มีส่วนสำคัญอย่างมากในการขับเคลื่อนโลก การได้ดูหนังเรื่องนี้ทำให้ผมเปิดใจและรู้สึกค่อยๆ สนใจความรู้ชนิดนี้มากขึ้น (หลังจากบอกลาและหันหลังให้กับมันเมื่อสมัยมัธยมปลาย)

ดูจบแล้ว ผมนึกถึงคุณค่าของการชีวิตอยู่ เราจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ชีวิตของเราทุกนาทีนั้นมีค่า และควรใช้มันอย่างไม่ประมาท ชีวิตนั้นมีค่ามากกว่าที่คิด เพราะถ้าหากเราต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นเดียวกับมาร์คนั้น ย่อมแน่นอนว่าความรักตัวกลัวตาย และสำนึกในการมีชีวิตอยู่ต้องตื่นขึ้นในจิตใต้สำนึกอย่างแน่นอน

นี่เป็นหนังที่พาเราออกไปนอกโลก ตามติดหนึ่งชีวิตบนดาวอังคาร แต่พอดูจบแล้ว ผมกลับรู้สึกเหมือนได้นั่งยานอวกาศเข้าไปสำรวจดวงดาวอีกดวง ดาวที่เรียกว่าหัวใจ        

Standard