ไม่มีหมวดหมู่

[รีวิวหนัง] ปรสิต* เพื่อนรักเขมือบโลก แท้จริงแล้ว ใครกันแน่คือปรสิต

ปรสิต

*บทความนี้เป็นการรีวิวหนังทั้งสองภาครวมกัน

เริ่มต้นจากที่เผ่าพันธุ์ปรสิตแฝงตัวเข้ามาอยู่อาศัยในโลกใบนี้ โดยการยึดสมองของมนุษย์ และดำรงชีพด้วยการกินมนุษย์เป็นอาหาร อัตราการเกิดอาชญากรรมที่ไม่ทราบสาเหตุก็ค่อยๆ เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ตามลำดับ – นี่เองที่ทำให้หลายคนวิตกกังวลว่าตัวเองจะตกเป็นเหยื่อรายต่อไปหรือเปล่า

ชินอิจิ นักเรียนมัธยมปลายที่ถูกปรสิตยึดสมองแต่ไม่สำเร็จ จึงทำได้แค่ยึดมือเท่านั้น แต่นั่นเองที่ทำให้เขาแตกต่างจากปรสิตตัวอื่นๆ เพราะมือขวาของเขานั้นพูดได้ และดูเหมือนว่ามันจะฉลาดกว่าตัวเขาเองด้วยซ้ำ

ในภาคแรกเป็นการปูเรื่อง ให้เราทำความรู้จักกับตัวละคร ชินอิจิและมิกิ (ปรสิตที่อยู่ในมือขวา) และเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับปรสิต มีฉากต่อสู้ที่สนุก เร้าใจ CG เอฟเฟคต์ต่างๆ ที่ทำออกมาได้ดีมากๆ ทั้งการแปลงร่างเป็นปรสิต น่าตื่นตาตื่นใจ และฉากการกินคนที่ชวนอาเจียนจนอยากจะเบือนหน้าหนี

แต่ประเด็นที่สำคัญของเรื่องมาเน้นเอาที่ภาคสอง แม้จะไม่มีฉากต่อสู้ให้ลุ้นเหมือนภาคก่อน แต่คำถามหรือแก่นเรื่องก็ชัดเจนขึ้นมาก จนบางครั้งทำให้เราฉุกคิดและตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เนืองๆ

ทำไมมนุษย์กับปรสิตถึงอยู่ร่วมกันไม่ได้? ไม่ใช่แค่ปรสิตหรอก มนุษย์ด้วยกันเองยังอยู่ร่วมกันไม่ได้เลย ยังมีความขัดแย้ง ยังมีสงคราม ยังมีความบาดหมางให้เห็นอยู่ตลอดในหน้าประวัติศาสตร์

ไม่ผิดหรอกหากจะบอกว่าปรสิตฆ่ามนุษย์ แต่มนุษย์เองก็เข่นฆ่าปรสิตด้วยเหมือนกันไม่ใช่หรือ?

ยังมีปรสิตบางตัวที่พยายามปรับตัวให้อยู่ร่วมกับมนุษย์ กินอาหารเหมือนมนุษย์ เรียนรู้วัฒนธรรม เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด

เรามักมีคำพูดที่ใช้เรียกสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับตนเองว่า ปิศาจ เรายัดเยียดความเกลียงชัง ความแค้นให้กับคนอื่น ฆ่าโดยไม่เปิดโอกาสให้พูดหรืออุธรณ์ใดๆ – ใครกันแน่ที่เป็นปิศาจ

มนุษย์ไม่ใช่หรือที่ทำลายทุกอย่าง เพราะเราโลภมากเกินไป เสพมากเกินไป อยากมีอยากได้มากเกินไป โลกจึงเป็นเช่นทุกวันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกเลวร้ายลงไปทุกวันก็เพราะน้ำมือของมนุษย์เองนั่นแหละ ที่เราพูดกันเสมอๆ ว่าให้รักโลกนั้นแท้จริงแล้วคือเรารักตัวเองหรือเปล่า กลัวตัวเองจะไม่ได้เป็นใหญ่ มีอำนาจมากที่สุด กลัวตัวเองไม่ได้ยืนอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้หรือเปล่า?

ผมชอบประโยคหนึ่งที่ชินอิจิถามปรสิตว่า “คำพูดของปิศาจเชื่อถือได้หรือ” แล้วก็โดนสวนกลับมาว่า “แล้วคำพูดของมนุษย์ล่ะ เชื่อถือได้หรือ?”

ยอมรับว่าจุกและพูดอะไรไม่ออก เพราะมันจริงเหลือเกิน

นี่เป็นหนังที่ดูเผินๆ ไม่ต้องคิดอะไร ดูฉากต่อสู้ ดูความโหดเหี้ยมของการกินคน ดูความน่ารักโมเอะของนางเอก และคอยดูว่าพระเอกจะเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปรสิตเป็นฮีโร่ในตอนท้ายที่สุดได้อย่างไร

เพียงแต่เราไม่อาจมองข้ามประเด็นสำคัญๆ ที่หนังกำลังจะสื่อได้เลย ในตอนท้ายของเรื่อง ฆาตรกรโรคจิคพูดขึ้นมาว่า การที่มนุษย์ฆ่ากันเองเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเราฆ่ากันเองมานานแล้ว เพราะฉะนั้นคงไม่ผิดอะไรที่การอาชญากรรมเหล่านี้จะยังคงอยู่กับเรา นี่ก็เป็นอีกฉากนึงที่ผมสตั๊นไปมากเหมือนกัน

แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ ผมอาจจะมีใจเอนเองไปทางปรสิตมากเกินไปก็ได้ แต่เมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์ บริบทของสังคมปัจจุบันแล้วมันก็อดคิดแบบนั้นไม่ได้จริงๆ

ผมใช้เวลาอยู่นานกว่าจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้ ค่อยๆ คิดทบทวนรอให้แผลที่ถูกผู้เขียนการ์ตูน, ผู้กำกับ และหนังเรื่องนี้โบยตีตกสะเก็ดเสียก่อน แล้วค่อยเรียบเรียงมันออกมาเป็นตัวหนังสือ

ระหว่างที่เขียน ผมได้ยินประโยคหนึ่งดังก้องอยู่ในหัวว่า

“ระหว่างมนุษย์กับปรสิต ใครกันแน่ที่เป็น ปรสิต ที่แท้จริงบนโลกใบนี้?

Standard
บันทึก

ถ้าหากตอนนั้นแม่เชื่อผม…

“ใส่หมวกทำไมล่ะแม่ ปั่นไปแค่นี้เอง เกะกะเปล่าๆ”

ผมมักจะพูดอย่างนี้เสมอเวลาออกไปปั่นจักรยานนอกบ้านกับแม่ ระยะทางแค่ไม่กี่กิโลเมตรจะใส่ทำไมให้เสียเวลา ร้อนก็ร้อน ไม่เท่อีกต่างหาก แต่ด้วยความเป็นห่วงและความคะยั้นคะยอของแม่ ทำให้ผมต้องใส่หมวกกันน็อคอย่างเลี่ยงไม่ได้

ช่วงนี้แม่ซ้อมจักรยานบ่อยเป็นพิเศษ เพราะตั้งใจไปร่วมงานปั่นเพื่อพ่อ ผมก็ได้แต่ปั่นเป็นเพื่อนซ้อมใกล้ๆ บ้านให้แม่มีแรงปั่นได้ในวันจริง เราตั้งใจจะไปปั่นกันในกองบินตำรวจ เพราะภายในกองบินฯ นั้นมีพื้นที่ให้ปั่นกว้างพอสมควร บรรยากาศก็ดี มีคนมาออกกำลังกายเยอะ จะได้มีเพื่อนร่วมปั่นด้วย

จักรยานของแม่ค่อนข้างเล็ก เบา เหมาะกับผู้หญิง แต่ไม่ค่อยเหมาะกับถนนที่เราปั่นผ่านเท่าไหร่ ทางค่อนข้างขรุขระ มีหลุมบ่อเต็มไปหมด เราทำได้ดีที่สุดแค่เลี่ยงเท่านั้น ไม่สามารถหลบได้พ้นเลย เพราะว่ามันเยอะมากจริงๆ

และในที่สุด สิ่งที่ผมไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้นจนได้

ความที่แม่ยังปั่นไม่ค่อยคล่อง บวกกับจักรยานคันเล็ก ทำให้แม่เสียหลัก สะดุดกับหลุมข้างหน้า ผมจำภาพนั้นติดตา จักรยานคันเล็กของแม่ค่อยๆ ไหวเอน สั่นเครือ แม่พยายามควบคุม แต่ดูเหมือนจะเสียการทรงตัวไปเสียแล้ว จักรยานส่ายไปมาสักพัก ก่อนที่แม่จะล้มคว่ำหัวกระแทกลงไปบนพื้นถนน

อาการของแม่ไม่เป็นอะไรมาก แต่เวียนหัวนิดหน่อย นั่งพักสักครู่ก็ปั่นกลับบ้านได้ แต่เพื่อความชัวร์ เราตัดสินใจไปให้หมอตรวจที่โรงพยาบาล ปรากฏว่ากะโหลกไม่เป็นอะไร แต่ช้ำใน ศอกถลอก หมอลงความเห็นให้เฝ้าดูอาการที่โรงพยาบาลก่อน

มันเป็นเรื่องราวที่คาดไม่ถึง อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อจริงๆ ผมไม่ควรประมาทกับชีวิตอีกแล้ว ผมจะไม่มักง่ายกับมันอีกแล้ว เพราะประโยคที่แม่พูดกับเมื่อวาน ทำให้เอาผมขนลุก

“นี่ถ้าไม่ได้ใส่หมวก แม่คงไปแล้วล่ะ”

ผมนิ่ง พูดอะไรไม่ออก สมองและร่างกายชาไปหมด ถ้าหากตอนนั้นแม่เชื่อผม ไม่ใส่หมวกแล้วออกไปปั่นด้วยกัน

ผมก็ไม่รู้ว่าวันนี้ผมจะมีแม่ให้คอยบ่นคอยด่าอยู่อย่างนี้หรือเปล่า

Standard
ไม่มีหมวดหมู่

งานหนังสือ – ตัวชี้วัด – ความเติบโต – สิ่งที่ต้องพัฒนา

bookfair

สำหรับนักอ่านและนักเขียน นี่คือช่วงที่ทุกคนรอคอย เพราะจะได้ซื้อหนังสือที่มีให้เลือกละลานตา ได้พบปะนักเขียนที่เราชื่นชอบ และได้เจอคนที่ชอบอะไรเหมือนกัน

ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น การได้มาเดินงานหนังสือเหมือนผมได้กลับบ้าน บ้านที่เราคุ้นเคยและโหยหาที่จะเจอมาตลอด ผมจะได้กลับบ้านปีละสองครั้ง เพื่อไปรับเอาบรรยากาศและความรู้สึกดีๆ นี้มาเก็บเอาไว้ให้ชุ่มปอด แล้วก็รอคอยให้โอกาสนี้เวียนมาอีกครั้งในปีต่อไป

นอกจากนี้ งานหนังสือสำหรับผมยังมีอะไรมากกว่านั้น เพราะมันเป็นตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตการทำงานไม่ประจำของผม งานหนังสือปีครั้งที่แล้ว เป็นครั้งที่ผมลาออกจากงาน ซึ่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเอาตัวรอดได้หรือเปล่า เลยได้ตั้งเป้าหมายสั้นๆ กับตัวเองไว้ว่า อย่างน้อยๆ งานครั้งนี้ต้องได้ทำงานไม่ประจำอยู่ และต้องได้มาขายหนังสือด้วย – โชคยังเข้าข้างที่ผมไม่ผิดสัญญากับตัวเอง

ปีนี้เปลี่ยนมาขายหนังสือให้บูธต้นสังกัดที่ตีพิมพ์สกู๊ปของกลุ่มนักเขียนและช่างภาพของพวกผม คงจะเป็นการดีที่เราจะได้รู้จักนิตยสารฉบับนี้มากขึ้น และเผื่อต่อยอดถึงการร่วมงานกันในครั้งต่อๆ ไป งานก็ผ่านไปได้ด้วยดี แม้จะเหนื่อยบ้าง หนักบ้าง ไม่ค่อยได้นั่งพักเท่าไหร่ เพราะจะเน้นยืนเป็นส่วนมาก ทำให้กลับบ้านมาแล้วจะร้าวระบมจนอยากจะสลบไปให้พ้นๆ แต่ก็ทำไม่ได้ มีงานที่ต้องทำรออยู่ ในช่วงงานหนังสือผมต้องกลับมาทำงานต่อทุกวันจนดึกๆ ดื่นๆ แต่ก็สามารถผ่านมันไปได้ด้วยดี (ล่ะมั้ง) มันทำให้ผมรู้ว่า เราสามารถทำได้ ข้อจำกัดไม่มีหรอก ถ้าจะมีก็คงเป็นข้ออ้างนั่นแหละ ที่เราเอามาหลอกและบอกตัวเองว่าเราทำไม่ได้ ทำไม่ไหว

อีกอย่างคือการได้รู้จักคนมากขึ้น มีเพื่อนเพิ่มขึ้น ได้พบปะพี่ๆ นักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ ได้แลกเปลี่ยนและรับฟังความคิดเห็นของผู้ใหญ่เก่งๆ ที่เราไม่คิดว่าจะได้ปะทะกันใกล้ชิดขนาดนี้ ได้มีโอกาสทำความรู้จักและเข้ามาใกล้วงการนี้มากขึ้นเรื่อยๆ และนั่นทำให้ผมเห็นความแตกต่างของการใช้ชีวิตและประสบการณ์ การทำงาน ฝีมือ และทัศนคติ รวมไปถึงยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ผมต้องไปอ่าน ไปศึกษาอีกมากทีเดียว เพราะที่ผมมีอยู่ตอนนี้ไม่ได้เรียกว่าไม่พอ แต่มันแทบจะไม่มีเลยต่างหาก ถ้าหากอยากจะยกระดับตัวเองให้ก้าวกระโดดไปมากกว่านี้ สิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันคงไม่พอหรอก

ผมต้องทำมากกว่านี้ เรียนรู้เยอะกว่านี้ พัฒนาตัวเองให้มากกว่านี้

อีกสิ่งหนึ่งที่ประทับใจมากๆ คือตอนที่ไปขอลายเซ็นเป็นเพื่อนรุ่นพี่กับคุณลุงสุชาติ สวัสดิ์ศรี รุ่นใหญ่ในวงการ คุณลุงบอกพวกเราว่า

ถ้ายังไม่มีอะไรจะเขียน ยังไม่ต้องรีบนะคุณ ยังหนุ่มกันอยู่ ค่อยๆ ใช้ชีวิต เก็บสะสมประสบการณ์ อ่านหนังสือเยอะๆ ดูหนังเยอะๆ
มันเป็นคำพูดธรรมดาๆ ที่ใครก็พูดได้ แต่เมื่อมันออกมาจากปากสิงห์สนามหลวงคนนี้แล้ว กลับกลายเป็นบทสนทนาที่ผมจะจดจำเอาไว้ตลอดเลยทีเดียว

งานหนังสือครั้งนี้เป็นครั้งที่ผมได้อะไรมากมายเหลือเกิน เรื่องหนังสือหรือเงินค่าจ้างที่ได้มานั้นแทบไม่สำคัญอะไรเลยถ้าเทียบกับประสบการณ์เหล่านี้ เพราะผมได้ ‘อ่าน’ จากพวกเขาและพยายามซึมซับและกลั่นกรองมันออกมาเป็นงานชิ้นนี้และในบันทึกส่วนตัวของผมแล้ว

งานหนังสือครั้งหน้า ผมก็อยากสัญญากับตัวเองอีกครั้งว่ายังไงก็จะต้องไปขายหนังสือให้ได้ และยังต้องทำงานไม่ประจำต่อไป (และให้ชีวิตดีขึ้นกว่าครั้งนี้ให้ได้เหมือนกัน) มันเป็นคำสัญญาที่ผมไม่อยากจะพลาดมากที่สุด

เพราะมันสำคัญกับชีวิตและเส้นทางเดินต่อจากนี้ของผมมากเหลือเกิน

Standard