เก็บมาเล่า, ไม่มีหมวดหมู่

[เก็บมาเล่า] บรรยาย Time is the new money : 3 วิธีมีเวลามากกว่า 24 ชั่วโมง โดย วิสูตร แสงอรุณเลิศ

p boy

ปกติผมเองก็ได้ติดตามงานเขียน, การบรรยายของคุณบอย วิสูตร มาพอสมควร ครั้งนี้เห็นว่าเป็นสถานที่ใกล้บ้าน บวกกับหัวข้อน่าสนใจ ก็เลยชวนพ่อกับแม่ไปฟังด้วยกันซะเลย เผื่อจะได้แรงบันเดาลใจดีๆ มาเปลี่ยนแปลงตัวเองในปีใหม่นี้บ้าง

ฟังเสร็จแล้วก็ไม่อยากเก็บไว้คนเดียว เลยลองเรียบเรียงออกมา เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับหลายๆ คนครับ : )

“ไม่มีเวลา” คำพูดที่มักจะได้ยินจากหลายๆ คน เวลาถามถึงสิ่งที่เขาอยากทำ หรือมีเป้าหมายที่คิดเอาไว้ เวลาส่วนมากในชีวิตเราหายไปไหน เราใช้มันไปกับอะไร ผมคิดว่าเรารู้กันอยู่แล้ว นั่นก็คือการหมกมุ่นอยู่กับโซเชียลมีเดียนั่นแหละ (ผมไม่เถียงว่ามันดี แต่ลองวิเคราะห์ดูดีๆ ว่าในแต่ละวัน เราใช้โซเชียลมีเดียในทางที่เป็นประโยชน์กี่ %)

คุณบอยเล่าว่า เวลาเป็นทรัพยากรที่สำคัญในยุคนี้ (“เวลาคือเงินสกุลใหม่”) เพราะเราต่างต้องการเวลากันทั้งนั้น ไม่มีใครอยากทำอะไรแล้วเสียเวลา วุ่นวายกับหลายๆ ขั้นตอนที่ไม่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นมาเลย ก็เลยเชื่อมโยงไปถึงธุรกิจที่มาแรงในศตวรรษนี้ นั่นก็คือธุรกิจที่เรียกว่า Time Friendly แปลเป็นไทยก็คือ เป็นมิตรกับเวลา ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจ ฟาสต์ฟู้ด, ทางด่วน และร้านสะดวกซื้อ คีย์เวิร์ดที่เน้นคือคำสำคัญของยุคนี้ ไม่มีใครอยากเสียเวลามาก เพราะฉะนั้น ถ้าหากเราสามารถทำอะไรก็ตามที่ประหยัดเวลาให้กับลูกค้าได้ นั่นแหละคือสิ่งที่ตอบโจทย์

ในเรื่องนี้สามารถนำไปปรับใช้กับการทำงานได้เหมือนกันนะครับ ถ้าหากคุณสามารถประหยัดเวลาเจ้านาย ตอบสนองความต้องการได้อย่างรวดเร็ว สะดวก โอกาสที่จะได้รับการขึ้นเงินเดือนหรือโปรโมตก็คงมีเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ทีนี้เรามาดู 3 วิธีมีเวลามากกว่า 24 ชั่วโมง กันเลยดีกว่า

1.หาเศษเวลา หากิจกรรมมาซ้อนกัน

ขยายความก่อนนะครับ เศษเวลา คือเวลาที่เหลือจากการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตของเรา ตัวอย่างเช่น การที่เราจะหาเวลานั่งอ่านหนังสืออย่างเดียว 1 ชั่วโมงให้ได้นั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะฉะนั้นเราเลยต้องเอาเศษเวลาจากกิจกรรมต่างๆ มารวมกัน อย่างเช่น  ตอนที่เรารอต่อคิวที่ธนาคาร, ตอนเข้าห้องน้ำ และที่สำคัญที่สุด การเดินทาง (ผมเชื่อว่าคนส่วนมากหมดเวลาในแต่ละวันไปกับการเดินซะเป็นส่วนใหญ่) เราก็ใช้เวลาตรงนั้นแหละครับ มาอ่านหนังสือ, ทำงาน หรือฟังความรู้จากออดิโอบุ๊ก หรือไฟล์ที่ดาวน์โหลดเก็บไว้ เวลา 5-10 นาทีจากที่เหลือๆ พอมารวมกันแล้วมันก็เป็นเวลาที่ไม่น้อยเหมือนกันนะครับ

กิจกรรมมาทำซ้อน คือการทำกิจกรรมสองอย่างไปพร้อมๆ กัน ตัวอย่างเช่น ถ้าเราอยากออกกำลังกายให้ได้นานกว่าเดิม ก็ลองเอาซีรีส์ที่คุณติดมากๆ มาเปิดดูไปด้วย เพราะมันเป็นจิตวิทยาอย่างนึงที่พอเราดูตอนนึงจบแล้ว เราจะอยากดูต่อ แล้วเราก็จะได้ออกกำลังกายไปพร้อมๆ กันด้วย วิธีนี้ช่วยประหยัดเวลาเราได้มาก เพราะแทนที่เราจะใช้เวลาออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง ดูซีรีส์ 1 ชั่วโมง ก็เอาสองสิ่งนี้มารวมกันซะเลย มีเวลาเหลือไปทำอย่างอื่นอีกตั้ง 1 ชั่วโมง

2.มีพลังทวี

คุณบอยเล่าว่า สมาการายได้ของคนทั่วไปก็คือ รายได้ = ค่าตัว X เวลา นั่นก็คือ ถ้าหากคุณอยากได้เงินเยอะ ก็ทุ่มเททำงานให้มากขึ้น (ทำโอเคที เป็นต้น) หรือทำงานให้หนักขึ้น คุณก็จะได้เงินที่เยอะขึ้น
แต่สำหรับรายได้ของเศรษฐี สมาการจะเป็นอย่างนี้ครับ
รายได้ = ค่าตัว X เวลา X จำนวนคน สิ่งที่เพิ่มเข้ามาก็คือจำนวนคนนั่นเอง เพราะเศรษฐีจะไม่ทำอะไรด้วยตัวคนเดียว เขาจะใช้เงินที่มีในการจ้างคนอื่นให้มาทำงานให้ หรือหาพาร์ทเนอร์มาทำงานร่วมกัน เพื่อที่จะได้มีคนช่วยคิด ช่วยทำ และได้เวลาที่ต้องจัดการอะไรคนเดียวกลับคืนมา (และนั่นอาจทำให้งานมีประสิทธิภาพมากกว่าการทำอะไรคนเดียวด้วย

3.มีเป้าหมาย

ดูเหมือนนี่จะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำอะไรทุกอย่าง ถ้าหากเรามีเป้าหมายที่แน่นอน ชัดเจน ก็ทำให้เรามุ่งมั่นไปในเส้นทางนั้น ไม่ออกนอกเส้นทาง ไม่ออกทะเล และที่สำคัญไม่เสียเวลา


คุณบอยยังบอกอีกว่า คำว่าไม่มีเวลาไม่มีอยู่จริง มีแค่มันสำคัญไม่มากพอ ต่างหาก ถ้าหากว่าสิ่งนั้นสำคัญและมีค่ากับเรา เวลาก็จะงอกเงยขึ้นมาเอง เราจะมีเวลาอยู่กับมันเยอะกว่าที่คิดไว้อีกมาก


ก่อนจะจบการบรรยาย คุณบอยทิ้งท้ายไว้ว่า ในแต่ละวัน ให้หาเวลาสงบเพื่อพบกับตัวเอง ถ้าหากเราได้อยู่กับตัวเองนิ่งๆ ไม่มีอะไรมารบกวน ก็เหมือนกับเวลาถูกหยุด และเราจะเก็บเกี่ยวอะไรดีๆ ได้จากช่วงเวลาเหล่านี้มาก

สุดท้ายของสุดท้าย คุณบอยบอกไว้ว่า คนที่บริหารจัดการเวลาได้ ก็คือคนที่จัดการชีวิตตัวเองได้

คุณว่าจริงไหมล่ะ?

Standard
รีวิวหนัง

Ruby Sparks – เรื่องรักดิสโทเปีย และความหน้าตัวเมียของผู้ชาย

Ruby-Sparks

 

ผมเชื่อว่าคนที่ชอบเขียนหนังสือส่วนมากมักมีตัวละครในจินตนาการ เป็นผู้หญิง / ผู้ชายในฝันที่เราอยากจะครอบครอง เป็นคนรัก มีความสัมพันธ์ (และเพศสัมพันธ์) ต่อกัน หากแต่มันเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเขามีเจ้าของแล้ว เขาไม่มีทางชอบเรา หรือถ้าให้พีคไปกว่านั้น คือเขาไม่มีตัวตนจริงๆ

เราจึงทำได้เพียงแค่เขียนเรื่องราวของเขาเอาไว้บนกระดาษ เป็นเพียงตัวละครสมมติที่ไม่มีอยู่จริง มันเป็นความเพ้อฝันที่เรารู้ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางเป็นจริง แต่เราก็ยังคงเขียนเรื่องราวของเขาเหล่านั้นลงไป – แม้ไม่อาจครอบครองด้วยเรือนกาย หากแต่บนกระดาษนั้น ขอเพียงเราได้รักกันก็ยังดี

Ruby Sparks เป็นเรื่องราวของนักเขียนหนุ่ม ที่เขียนเรื่องราวของเด็กสาวที่เขาคุยด้วยในฝันลงบนกระดาษ ยิ่งเขียน เขายิ่งเชื่อว่าเธอมีตัวตนอยู่จริง เขาและเธอรักกันบนขอบเขตของจินตนาการที่บอกเล่าออกมาเป็นตัวหนังสือ มันเป็นความสัมพันธ์ที่เขาเองก็บอกไม่ถูก แต่ที่รู้ๆ – มันคือความรัก

แต่แล้ววันหนึ่ง ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น รูบี้ สปาร์คส์ ผู้หญิงในจินตนาการ ที่มีตัวตนอยู่แค่ในต้นฉบับนิยายของเขา ปรากฏตัวขึ้น! และนี่เองที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เกิดขึ้นในโลกของความจริง

ในครึ่งแรกของหนัง เต็มไปด้วยความน่ารักชวนให้หวามหัวใจของคู่รักคู่นี้ ที่รักกันอย่างหวานชื่น ดูดดื่ม เข้ากันไปหมด ช่างเป็นช่วงเวลาที่แสนวิเศษ (จะว่าไปก็เหมือนกับช่วงโปรโมชั่นของความรักนั่นแหละ) จนทำให้คนดูฟินและอินไปกับความสัมพันธ์อันน่ารักนี้ การที่เราได้รักกับคนที่เราอยากจะรัก มีทุกสิ่งทุกอย่างที่เราโหยหา นั่นอาจเป็นสิ่งที่มนุษย์อย่างเราๆ ต้องการก็ได้

รูบี้เป็นตัวละครในจินตนาการของเขา เขาเป็นคนสร้างเธอขึ้นมา ดังนั้น สิ่งใดที่เขาเขียน เธอจะทำและเป็นอย่างนั้น โดยไม่สวามารถขัดขืนใดๆ ได้ (เขาเขียนให้เธอดีใจ มีความสุข คิดถึง และแม้กระทั่งพูดฝรั่งเศสก็ยังได้) มีบางตอนที่น้องชายของเขาบอกว่านี่มันช่างสุดยอด และขอให้พี่เขียนให้เธอนมใหญ่กว่านี้ สวยกว่านี้ มันทำให้ผมนึกถึงมุมมองของผู้ชายที่มีต่อผู้หญิงในฐานะเครื่องระบายทางเพศ (ถ้าหากเป็นน้าชาติ กอบจิตติจะใช้คำว่า “ที่ปอกกล้วย”)

อาชีพนักเขียนเป็นคนมีปม ผมเชื่ออย่างนั้น และโรคซึมเศร้า ความโดดเดี่ยวก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญ ตัวเอกของเรื่องเป็นคนไม่ค่อยมีสังคม อยู่แต่บ้านกับหมาหนึ่งตัว หมกมุ่นกับการเขียนหนังสือเสียเป็นส่วนใหญ่ นั่นทำให้เขาต้องการอยากจะมีใครสักคนที่อยู่กับเขา คอยดูและเป็นอย่างที่เขาต้องการ และดูเหมือนรูบี้จะตอบโจทย์ทุกอย่าง

เป็นธรรมดาของความรักที่ต้องมีการทะเลาะกัน แต่สำหรับเขา แค่เขียน รูบี้ก็จะทำตามที่เขาต้องการทุกอย่าง ไม่ต่างอะไรไปจากหุ่นยนต์ที่เขียนโปรแกรมการทำงานให้ ก็ได้ทุกอย่างตามที่ต้องการแล้ว เขาพยายามทำให้เธอเป็นผู้หญิงในอุดมคติทุกอย่าง ไม่ให้เธอไปไหน อยู่กับเขาตลอดเวลา ไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำ นั่นก็สอดคล้องกับความเป็นดิสโทเปียนั่นแหละ

ยูโทเปียสำหรับคนๆ หนึ่ง อาจเป็นดิสโทเปียสำหรับคนอื่นก็ได้ และดูเหมือนความสัมพันธ์ของเขาและรูบี้จะเป็นอย่างนั้น

การบังคับให้เป็นในสิ่งที่ไม่อยากเป็น ให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ นั่นจะเรียกว่าความรักได้อย่างไร และในตอนท้ายของเรื่อง ที่เขาเฉลยว่าเขาคือผู้สร้างเธอ มีอำนาจให้เธอทำทุกอย่างตามที่เขาต้องการ เขาเขียนให้เธอร้องเพลง แก้ผ้า ชื่นชมและสรรเสริญเขา (“ชั้นชอบก้นคุณ”, “ชั้นชอบไอ้จู๋ของคุณ” ฯลฯ รวมไปถึงสิ่งที่เขาพยายามปฏิเสธกับผู้อื่นมาตลอด “คุณเป็นอัจฉริยะ”) ลึกๆ แล้วมันอาจจะเป็นปมที่เขาต้องการการยอมรับจากคนอื่นมากกว่าใครๆ แต่ต้องซ่อนมันเอาไว้ภายในก็เป็นได้ นั่นทำให้เขาบ้าคลั่ง และภาคภูมิใจกับคำสรรเสริญ (ที่เธอไม่เต็มใจจะพูด) อยู่คนเดียว

มันคือความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ผู้ชายมีต่อผู้หญิง ความคิดที่ว่าชายเป็นใหญ่ เป็นช้างเท้าหน้า ที่ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์จะบ่นหรือทักท้วงใดๆ (ถ้าหากคิดต่อไปอีกสักนิด มันก็คือสิ่งที่คนมีอำนาจคิดกับคนไร้อำนาจ หรืออ่อนแอกว่านั่นแหละ ผมว่ามันไม่ได้ต่างอะไรกันเท่าไหร่หรอก)

และแนวคิดนั้นดูเหมือนว่ามันยังคงดำเนินมาอยู่จนถึงทุกวันนี้ 

Standard
ไม่มีหมวดหมู่

Board Game 1st Time

TA-board-660x418

ภาพประกอบจาก: http://www.wired.com/2012/02/thunderstone-advance/

จะว่าไปก็สนใจบอร์ดเกมมานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้ลองเล่นจริงๆ จังๆ สักที ได้ดูจากรายการ ในเฟซบุ๊กของคนที่รู้จักแล้วก็น่าสนใจดี เพราะคงต้องคิด วางแผนเยอะๆ เหมือนตอนที่เล่นหมากล้อม และที่สำคัญกว่านั้น คือมันเล่นได้หลายคน น่าจะสนุกดีเหมือนกัน

ตอนไป Noise Market ได้คุยเรื่องบอร์ดเกมกับเพื่อนของพี่ ว่าแถวม.เกษตรนั้นมีร้านเล่นบอร์ดเกมอยู่ (และคิดว่าต้องลองไปเล่นดูให้ได้) คงเป็นความบังเอิญที่ชวนเพื่อนออกไปกินบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างแถวนั้นพอดี เลยเห็นว่าข้างๆ ร้านปิ้งย่างนั่นแหละ คือร้าน BITBOX – ร้านบอร์ดเกมที่เราตามหามานาน

อิ่มหนำสำราญแล้วก็เลยชวนเพื่อนเข้าไปเล่นดูสักหน่อย กะไปลองให้รู้ว่าเป็นยังไง สักชั่วโมงแล้วค่อยกลับ ที่ไหนได้…

เปิดประตูร้านเข้าไปแบบเหวอๆ ทำตัวไม่ถูก เราไปตอนร้านเพิ่งเปิด เลยยังไม่มีคนเท่าไหร่นัก
“เอ่อ ถ้าพวกผมเล่นไม่เป็นเลยนี่มีสอนมั้ยครับ”
“แน่นอนครับ คนที่มา 70% ก็เล่นไม่เป็นทั้งนั้นแหละ” ได้ยินอย่างนี้ก็ชื่นใจ ค่อยมีความมั่นใจขึ้นมาหน่อย

ความที่ไม่เคยเล่นเกมอื่นมาก่อนเลยได้แต่ให้พี่เจ้าของร้านแนะนำให้ เอาแบบที่เล่นได้สองคน เกมแรกจำชื่อไม่ได้ กติกาคือให้เราแข่งกันปะผ้าลงบนกระดาน สะสมกระดุมแล้วมานับแต้มหลังจากที่เดินไปถึงจุดสิ้นสุดของเกมแล้ว บอกตรงๆ ว่ามึนกับกติกามาก มีอะไรให้จำเยอะไปหมด สับสน แต่พอเล่นไปเรื่อยๆ ก็เข้าใจมากขึ้น และพบว่าเกมที่ดูไม่เร้าใจ แข่งกันทำคะแนนใสๆ จะน่าเบื่อ แต่เล่นไปเล่นมาแล้วสนุกน่าดู ต้องคิด ต้องแข่งกัน แย่งความได้เปรียบกับคู่แข่ง ได้คิดอะไรเยอะเหมือนกัน

เล่นเกมแรกเสร็จ มีลูกค้าสองคนว่างอยู่พอดี พี่เจ้าของร้านเลยถามว่า “เล่นด้วยกัน 4 คนได้มั้ย จะสนุกกว่า” จังหวะนั้นจะปฏิเสธก็ยากแล้ว เลยตกลงเล่นกัน และรวมคนสอนด้วยเป็น 5 คน คราวนี้เป็นเกมการ์ด ของชอบ เพราะว่าสมัยก่อนชอบเล่นเกมการ์ดประมาณนี้อยู่แล้ว เกมนี้ชื่อ Thunderstone เป็นเกมแนว deck building แต่ละคนจะมี deck (กองการ์ด) เริ่มต้นเหมือนกัน แล้วค่อยๆ ซื้อของ สร้างรูปแบบของ deck ตัวเองไปเรื่อยๆ แล้วค่อยไปสู้กับมอนสเตอร์ เพื่อสะสมคะแนน (ที่ได้จากมอนสเตอร์ในดันเจี้ยน) แล้วนำมานับคะแนนกันว่าใครจะมีคะแนนมากที่สุดในตอนท้าย

รูปแบบของ deck นั้นอยู่ที่เราจะเลือกสร้างได้ตามใจชอบ ตามความถนัด ตามสไตล์การเล่นของตัวเอง ซึ่งเปิดโอกาสให้เราใช้ความคิดสร้างสรรค์และคิดกลยุทธ์ของตัวเองได้เต็มที่ ว่าจะเอาชนะได้อย่างไร ยิ่งเล่นไปความสนุกยิ่งเพิ่มขึ้น จากที่เงียบๆ เป็นคนแปลกหน้า ก็ได้พูดคุยกัน หัวเราะด้วยกัน และความที่แถวนี้เป็นบริเวณม.เกษตร คนที่มาเล่นก็มีแนวโน้มจะเป็นคนในมหาลัยค่อนสูง เลยทำให้เราคุยกันได้ง่ายขึ้น และได้รู้จักกันมากขึ้น

จากที่คิดว่าจะเล่นสนุกๆ เกมกลับดึงให้เราอยู่กับมันเกือบสามชั่วโมง เวลาผ่านไปเร็วมาก แต่พวกเราทั้งโต๊ะไม่มีใครเบื่อเลย กลับสนุกด้วยซ้ำว่าตัวเองจะเอาชนะเกมนี้ได้ยังไง

ไม่ได้ทำอะไรจนลืมเวลาแบบนี้มานานแล้วเหมือนกัน เหมือนกับได้กลับไปเป็นอีกครั้ง ความรู้สึกเหมือนเล่นหมากล้อมครั้งแรก แล้วนั่งเล่นกับเพื่อนจนมืด เป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ

ได้สนุก ได้หัวเราะ ได้จมกับความคิดของตัวเอง ได้เพื่อนใหม่

“ไว้มาเล่นอีกนะครับ”
ถึงไม่ชวน ผมก็ต้องพาตัวเองมาที่นี่บ่อยแน่ๆ  

Standard