รีวิวหนังสือ

HOKKAIDO HOME-MADE ทริปครอบครัว ไม่ต้องรั่ว ก็สนุกได้

hokkaido
หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านด้วยความคาดหวังว่าอยากผ่อนคลายจากการอ่านอะไรหนักๆ เหงาๆ เศร้าๆ ที่เคยอ่านมาตลอด บวกกับความที่กำลังอินกับอะไรที่เป็นญี่ปุ่นๆ อยู่เลย ก็เลยทำให้เลือกเล่มนี้มาอ่านไม่ยากนัก

เคยอ่านหนังสือของพี่วรรณมาก่อนแล้วจาก อิตาดาคิมัส  ทริปกินแหลกล้างโลก (ปกติเขาจะอ่านเล่มแรกก่อน แต่เราไม่ อ่านเล่มใหม่ก่อน ฮ่าๆ) ชอบสำนวนการเขียนที่เล่าสนุก เหมือนเราไปอยู่ในทริปนั้นด้วย เล่มนี้ก็เป็นการไปเที่ยวญี่ปุ่นเหมือนกัน แต่เป็นการไปเที่ยวกับครอบครัว (ขนาดใหญ่ กว่า 10 ชีวิต) ที่มีคนหลากหลายวัย เบเบี้บูม เจนเอกซ์ วาย แซด มาหมด เรียกได้ว่ารวมเอาความหลากหลายและวายป่วงของคนทุกเจนเอาไว้ในเล่มหมดเลยแล้วกัน

หนังสือเล่าถึงทริปครอบครัว 8 วัน 7 คืนที่ฮอกไกโดของครอบครัวผู้เขียน การไปเที่ยวกับครอบครัว หลายคนคงร้องยี้ เพราะต้องเจอกับญาติคนนั้นคนนี้ (ที่มักจะชอบถามว่าตอนนี้ เรียนที่ไหน เกรดเป็นยังไงบ้าง ทำงานอะไรอยู่ เงินเดือนเท่าไหร่ เมื่อไหร่จะมีแฟน จะแต่งงานเมื่อไหร่ ฯลฯ และอาจตามมาด้วยอาการอวดลูก ซึ่ง “เกทับ” เราอ้อมๆ ด้วยก็เป็นได้) หรือไปกับญาติที่ไม่สนิท ไม่ค่อยด้วยคุยกัน ก็อาจจะเกร็งๆ หรือหลานคนเล็กที่แสนเอาแต่ใจ แต่ใครๆ ก็รัก คอยประคบประหงมทุกอย่าง – และแน่นอน พ่อแม่ที่สุดแสนจะเรื่องมากและบังคับบงการให้เราทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้เป็นไปดั่งใจพวกเขา

แต่ความดีของมันก็ยังมีอยู่ นั่นคือเราจะกินหรู อยู่สบาย ไม่ต้องหาที่พักราคาถูก (ต้องมานอนฟังเสียงกรนของใครก็ไม่รู้) ไม่ต้องเดินซอกแซกตามซอกมุมให้เหนื่อย ไม่หลง (แต่ก็อาจจะไม่มีเรื่องราวเปิ่นๆ กลับไปเล่าในพันทิป) ไม่ต้องคอยกังวลว่าเงินจะเหลือพอซื้อของฝากกลับบ้านหรือเปล่า เพราะมากับที่บ้าน ยังไงก็ไม่อั้นอยู่แล้ว แต่ก็นั่นแหละ เรารู้ทั้งรู้ว่ามันดีงามแค่ไหน แต่กระนั้นเราก็มักอยากไปเที่ยวคนเดียวหรือไปกับเพื่อนที่ชอบอะไรคล้ายๆ กันมากกว่า

นอกจากการพาเที่ยว เรื่องราวและสำนวนสนุกๆ ที่อ่านเพลิน ภาพสวยๆ ที่ดูแล้วสบายตา ผมยังชอบการที่เขียนถึงคนในครอบครัวด้วยแง่มุมของคนเจนวาย (รุ่นเดียวกัน) เราเป็นจุดกึ่งกลางของคนทุกรุ่น (เป็นลูกของพ่อแม่, เป็นน้องของคนเจนเอกซ์, เป็นพี่ของคนเจนวาย และเป็น น้า อา ของเด็กเจนแซด) ที่แต่ละรุ่นก็จะมีปัญหาของแต่ละคนแตกต่างกันไป

คนรุ่นเบบี้บูมอย่างพ่อแม่ที่ขยัน ทำงานหนัก ก็อาจไม่เข้าใจปรัชญาการใช้ชีวิตของคนเจนวาย ที่ขี้เกียจ ชอบนอนตื่นสาย ไม่ขยันทำงาน หรือไม่ทุ่มเทกับงาน (ก็ไม่บางครั้งงานไม่ใช่นี่ครับพ่อ) และแน่นอน การอยากเป็นนายตัวเองที่หลายๆ คนใฝ่ฝัน เราเข้าใจว่ามันคือความเป็นห่วง แต่บางครั้งการรับฟังและเข้าใจความแตกต่างจะทำให้ครอบครัวอยู่กันได้อย่างมีความสุข

เด็กเจนวายย่อมต้องเข้าใจเจนแซดที่ใช้อินเทอร์เน็ตหายใจ เพราะตอนนี้เราเองก็เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของประชากรโซเชี่ยลมีเดีย เสพติดยอดไลค์และกระหาย notification กันพอสมควร จึงไม่แปลกอะไรหากใครว่าเจนแซดแล้วจะร้อนตัวไปด้วย เพราะเราก็ถือเป็นพวกพ้องเผ่าเดียวกัน

หนังสือเล่มนี้ทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมของคนในครอบครัวมากขึ้น จากมุมมองที่อธิบายแล้วเข้าใจได้ง่าย และคงจะดีหากคนในครอบครัวทุกเจนได้อ่านมัน เราจะเข้าใจตัวเอง และเข้าใจในความไม่เข้าใจของคนเจนอื่นๆ ในครอบครัวได้

ช่องว่างระหว่างยังไงก็ถมไม่เต็ม แต่ผมว่ามันสามารถร่นระยะห่างได้ในการเดินทาง คอรบครัวผมเราแยกกันอยู่ (ไม่ได้หมายความว่าพ่อกับแม่เลิกกันแล้วบ้านแตกนะครับ แต่คือแต่ละคนก็ไปทำหน้าที่ของตัวเอง ผมอยู่บ้านกับแม่ (เป็นชาวเกาะ) น้องสาวอยู่หอพักที่มหาวิทยาลัย พ่อทำงานเป็นข้าราชการที่ต่างจังหวัด) เราไม่ค่อยเจอกันเท่าไหร่ พอทุกคนกลับมาบ้าน นานๆ คุยกันก็เขินๆ คิดอะไรไม่ค่อยออก ไม่รู้จะคุยอะไรกัน ก็อาจจะเลี่ยงๆ เข้าห้องของตัวเองบ้าง ฟังเพลงบ้าง เล่นมือถือบ้าง

แต่พอเราไปเที่ยวด้วยกัน ขับรถไปด้วยกัน โอเค กิจกรรมโลกส่วนตัวนั้นยังมีอยู่ แต่ด้วยพื้นที่และวาระสนทนาที่จำกัด (อารมณ์คล้ายๆ คุณนั่งรถไฟน่ะครับ จะไม่คุยกับคนที่อยู่ตรงหน้าบ้างเลยก็คงไม่ใช่) ทำให้เราคุยกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น มีเวลาร่วมกันมากขึ้น ได้หัวเราะร่วมกันมากขึ้น – บางทีทริปครอบครัวมันอาจจะสร้างขึ้นมาเพื่อสิ่งนี้ก็ได้

แม้ว่าทุกวันนี้พ่อแม่จะขยันส่งข้อความในไลน์ครอบครัว หารูปสวัสดีวันสำคัญต่างๆ ให้เราทุกเช้า ส่งสติ๊กเกอร์เก๋ๆ (ที่บางครั้งลูกยังไม่มี) มาให้บ่อยๆ แต่ยังไงก็ตาม ผมก็ชอบบทสนทนาจริงๆ เสียงจริงๆ ของทุกคน มากกว่าเสียง ‘สวัสดีจ้า’ ของสติ๊กเกอร์พูดได้ในไลน์อยู่ดี

ภาพประกอบจาก http://www.minimore.com

 

Standard
บันทึก, ไม่มีหมวดหมู่

ไร้ Father ไร้ Son

ผมเชื่อว่าผู้ชายส่วนใหญ่ได้แรงบันดาลใจหลายๆ อย่างจากพ่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน, บุคลิก, ความเข้มแข็ง, ลักษณะนิสัย หรือรสนิยมความชอบต่างๆ (ซึ่งเอาจริงๆ เราแทบจะลอกแบบจากพ่อมาทั้งดุ้นก็ว่าได้)

โดยเฉพาะกับพ่อที่มีกิจการ มีธุรกิจของตัวเอง ก็ย่อมคาดหวังให้ลูกชายของตนสืบทอดตำแหน่ง หรือสานต่อความรุ่งเรืองที่ตัวเองได้สร้างเอาไว้ และแผ่ขยายเชื้อสายวงศ์ตระกูลของตัวเองต่อไป

เป็นโชคดีและโชคร้ายที่พ่อผมไม่ได้มีธุรกิจหรืออะไรเอาไว้ให้, พ่อผมเป็นข้าราชการ (ระดับค่อนข้างสูงทีเดียว) มีหน้าที่การงานที่มั่นคง เป็นที่นับหน้าถือตาในสังคม – แน่นอน พ่อคาดหวังให้ผมเป็นเหมือนเขา แต่ผมก็ปฏิเสธความหวังดีที่จะเดินตามรอยของพ่อตั้งแต่สมัยเข้าเรียนมหาวิทยาลัย

แต่ไม่ใช่ว่าพ่อจะไม่ให้อะไรกับผมเลย, พ่อเป็นคนรักการอ่านมาก และนี่เองที่ทำให้ผมรู้ว่าตัวเองชอบอะไร

ผมเติบโตมาในบ้านที่มีหนังสือมากพอสมควร ซึ่งส่วนมากเป็นหนังสือของพ่อทั้งนั้นแหละ แต่ตัวผมในตอนนั้นค่อนข้างจะเกลียดหนังสือ ไม่ค่อยถูกชะตากับตัวหนังสือเยอะๆ แต่ถ้าเป็นการ์ตูนล่ะก็ถึงไหนถึงกัน แต่พ่อรู้ว่าการอ่านเป็นเรื่องสำคัญ เขาพยายามปลูกฝังสิ่งนี้ให้กับผม เวลาไปห้าง เขาจะพาเข้าร้านหนังสือ ให้เลือกหนังสือที่ชอบได้หนึ่งเล่ม (แน่นอน การ์ตูนสิครับ) หนักเข้าถึงขั้น ‘จ้าง’ ให้อ่านหนังสือ อยู่กับก๋ง ของ หยก บูรพา เล่มละ 1,000 บาท ผมก็ยังไม่สนใจอยู่ดี

จนวันนึง พ่อเห็น แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นหนังสือขายดี เลยซื้อมาให้ผมอ่าน เผื่อจะสนใจเรื่องราวที่เหมาะสมกับวัยของตัวเองบ้าง ตอนแรกยอมรับเลยว่ามีอคติ แต่พอค่อยๆ อ่าน (ตอนนั้นอ่านวันละ 2-3 หน้าก็ถือว่าประสบความสำเร็จมากแล้ว) อ่านไปอ่านมามันเริ่มสนุก แต่ก็ใช้เวลาหลายเดือนเหมือนกันกว่าจะอ่านจบ

ยังจำความรู้สึกที่อ่านหนังสือเล่มแรกจบได้อยู่เลย มันเป็นอะไรที่วิเศษ และมหัศจรรย์มาก และนี่เองที่ทำให้ผมเริ่มเสพติดหนังสือ ชั้นหนังสือของพ่อถูกผมบุกสำรวจแล้วเอามาอ่านเล่มแล้วเล่มเล่า (ซึ่งส่วนมากจะเป็นหนังสือเก่า, หนังสือมือสอง) ผมได้อ่านหนังสือของนักเขียนเก่าๆ ดังๆ มากมาย อย่าง เฮมมิงเวย์ รวมไปถึง หลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งคนหลังนี้พ่อจะตามสะสมและมีเก็บเป็นคอลเลคชั่นเกือบครบทีเดียว

พอพ่อรู้ว่าผมเริ่มสนใจ ก็เริ่มหาหนังสือมาให้อ่านหลากหลายขึ้น รวมถึงพาไปงานสัปดาห์หนังสือ ที่เป็นการเปิดโลกของเด็กม.ต้นคนนึงอย่างมาก ผมเดินตะลุยงานทั้งวันอย่างบ้าคลั่ง มีหนังสือเต็มไปหมด อย่างได้มันทุกเล่มเลย (ซึ่งผมได้รับเงินสนับสนุนจากพ่อในการซื้อหนังสือเรื่อยมาจนเรียนจบ นั่นก็เพียงพอที่ผมจะสร้างอาณานิคมเล็กๆ ในห้องตัวเองได้อย่างไม่อายใคร)

พ่อเป็นคนเดียวในครอบครัวที่อ่านงานที่ได้รับการตีพิมพ์ของผมทุกชิ้น แต่ก็มักจะมีคำติ (มากกว่า) ชมจากพ่ออยู่เสมอ มันยังไม่ดี, ผมรู้ นี่เป็นอีกหลักไมล์หนึ่งเหมือนกันที่ผมอยากจะได้ยินคำชมจากพ่อ “เขียนได้ดีมากลูก” แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับผมแล้ว

ผมไม่รู้ว่าเหมือนกันว่า ถ้าพ่อผมไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่บังคับให้อ่านหนังสือ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะใช้ชีวิตในเส้นทางไหน อาจทำงานเหมือนพ่อ เป็นข้าราชการที่มีเงินเดือนมั่นคง มีชีวิตที่คนละขั้วกับสิ่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้

จะบอกว่าทุกตัวอักษรที่ได้โลดแล่นตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเขียนจนถึงวันนี้ มาจากพ่อก็ไม่เกินจริงไปนัก เพราะถ้าไม่ยื่นหนังสือให้ผมอ่าน ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้มีโอกาสเขียนสิ่งเหล่านี้ให้ทุกคนได้อ่านอยู่ไหม

Standard
บันทึก, ไม่มีหมวดหมู่

May the force be with Me ขอพลังการเขียนจงอยู่กับผมตลอดไป*

may-the-force-be-with-you
*บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ E-Book “Writer Begin” ที่เขียนเรื่องส่งไปแชร์ประสบการณ์กับเพื่อนในกลุ่มไลน์นัก (อยาก) เขียนที่รู้จักกัน นอกจากเรื่องของผมแล้วยังมีของอีก 15 คนที่มาแลกเปลี่ยนเรื่องราวบนถนนน้ำหมึกของตัวเอง ใครที่สนใจก็เข้าไปดาวน์โหลดมาอ่านได้ที่ http://www.dek-d.com/board/view/3600051/ เลยครับ

หลังจากที่ได้อ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็รู้สึกว่าชีวิตของตัวเองก็เปลี่ยนไป มันทำให้ผมกลายเป็นคนรักการอ่านและหิวกระหายหนังสือมากจนแม้แต่พ่อยังตกใจ เพราะเมื่อก่อน พ่ออยากให้อ่านหนังสือเยอะๆ เลยใช้วิธีบังคับให้อ่าน (อ่านจบเรื่องละ 1,000 บาท) ผมยังไม่คิดจะแตะ จนทุกวันนี้กลายเป็นผมเสียเองที่บังคับให้พ่ออ่านหนังสือ หาหนังสือดีๆ มาให้พ่ออ่านอยู่ตลอด
เมื่อได้อ่าน หัวขโมยแห่งบารามอส กับ หนังสือชุด เซลาเฟีย ก็ทำให้รู้ว่าคนไทยอย่างเราก็เขียนนิยายกับเขาได้เหมือนกันนี่หว่า (และก็ได้รู้จักกับเว็บเด็กดีตั้งแต่ตอนนั้น) เลยเกิดอาการคันไม้คันมือ คว้าสมุดกับดินสอขีดเขียนเรื่องราวของตัวเองมาตั้งแต่อายุ 15 จนถึงตอนนี้ (ที่กำลังเขียนต้นฉบับเรื่องนี้)
นิยายเรื่องแรกเป็นนิยายแฟนตาซี โรงเรียนเวทย์มนตร์ (แหงล่ะ) ไม่มีอะไรหวือหวา ไม่แปลกใหม่ แต่เป็นงานเขียนที่ชอบมากๆ เพราะได้เขียนอย่างที่ตัวเองต้องการ (น่าเสียดายที่ตอนนั้นตัดสินใจลบเรื่องไปแล้ว) แม้ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ แต่ให้ประสบการณ์กับเรามากพอสมควร ได้รู้ว่าเราเองก็เขียนหนังสือได้ มีคนคอยอ่าน คอยคอมเมนต์ เลยเขียนเรื่องที่สอง เกี่ยวกับอัศวิน ได้รับความนิยมมากพอสมควร (จนเอานิยายเรื่องนี้มายื่นเข้าเรียนต่อที่คณะมนุษยศาสตร์ ม.เกษตร ความสามารถพิเศษด้านภาษาไทย และได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเขียน การใช้ภาษา เป็นพื้นฐานที่สำคัญมากๆ ในการทำงานจนถึงทุกวันนี้)
TK Young Writer 2012 ประตูก้าวแรกสู่เส้นทางนักเขียน
หลังจากที่เขียนนิยายอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยมัธยม จนได้เข้ามาเรียนต่อเกี่ยวกับด้านนี้โดยตรงในระดับมหาวิทยาลัย ก็ได้มีโอกาสพบเจอเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ชอบการเขียนเหมือนกัน ทั้งจากชมรมวรรณศิลป์ และชมรมเกษตรสาน (วารสารประจำมหาวิทยาลัย) ที่ต่อมาก็ได้รับหน้าที่เป็นบรรณาธิการวารสารฉบับดังกล่าว ที่ได้เปิดโอกาสให้เราได้เข้าไปสู่อีกมิติหนึ่งของการเขียน ทั้งการเขียนข่าว บทความ สกู๊ป บทสัมภาษณ์ บทบรรณาธิการ และคอลัมน์ที่รับผิดชอบประจำก็คือ เรื่องสั้นประจำฉบับ
แม้การเขียนนิยายและเรื่องสั้นจะไม่เหมือนกัน แต่ก็ยังมีอะไรบางอย่างที่เชื่อมโยงกันอยู่ เพียงแต่ว่าเรื่องสั้นนั้นเราต้องคุมประเด็น เนื้อหา ตัวละครให้อยู่ในหน้ากระดาษที่กำหนด (ที่ผมต้องเขียนทุกๆ เดือนก็คือ หน้าครึ่ง) ซึ่งก็ผ่านการฝึกฝนจนสามารถเขียนได้ระดับหนึ่ง ประจวบเหมาะกับโอกาสที่เข้ามา ก็คือโครงการอบรม TK Young Writer 2012 เป็นการรับสมัครเยาวชน นักเรียน-นักศึกษา เข้าร่วมฝึกการเขียนจากนักเขียนชื่อดัง และเมื่อสิ้นสุดโครงการ สมาชิกในค่ายก็จะมีผลงานตีพิมพ์จำหน่ายคนละเล่ม
ในค่ายนี้เองที่ทำให้ผมได้เรียนรู้การทำงานของโลกนักเขียนมากขึ้น ว่ามีความกดดัน ยากลำบาก แต่ก็ยังเป็นงานที่เราอยากจะทำ และต้องทำให้ได้ อีกทั้งยังได้รู้จักเพื่อนๆ อายุไล่เลี่ยกันที่เก่งๆ เขียนหนังสือเทพๆ อีกเยอะมาก ซึ่งกลายเป็นว่าได้มาร่วมงานและสนิทกันมาอยู่จนถึงทุกวันนี้
อยากเป็นนักเขียน ก็ต้องเขียนสิวะ!
เวลาพบปะนักเขียน ส่วนมากก็ถามคำถามเดิมๆ น่าเบื่อๆ ว่า “ทำยังไงถึงจะได้เป็นนักเขียนครับ / ค่ะ พี่” และก็มักจะได้รับคำตอบกลับมาว่า “มึงก็เขียนสิวะ (ครับ)”
ครับ คำตอบมันง่าย แต่ทำจริงมันโคตรจะยาก
ไหนจะการนั่งคิดพล็อต (ที่ต้องไม่ซ้ำกับคนอื่น) สร้างตัวละคร (ที่ต้องมีเอกลักษณ์ให้คนจำได้) วางโครงเรื่อง (ที่พอเขียนไปแล้วมันไม่ค่อยตรงกับที่คิดไว้สักเท่าไหร่) ลงมือเขียน (การเผชิญกับภาวะเขียนไม่ออกเป็นเรื่องที่ต้องเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน)
แล้วมันง่ายอย่างที่บอกตรงไหนเล่า!
แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ พอเขียนไปเรื่อยๆ แล้วมันตัน ก็ลองถอยออกจากงานของตัวเองดูบ้าง (สักอาทิตย์นึง ให้เราเปลี่ยนบรรยากาศจากมัน ไม่คิดถึงมัน แล้วพอกลับมาอ่านใหม่ นั่นแหละครับ แก้ยับ) หรือไม่ก็หาเพื่อนหรือคนที่มีความสามารถในการวิจารณ์จริงๆ ช่วยดูงานให้หน่อย เราจะได้รู้ว่ามีข้อดี ข้อเสีย ตรงไหนบ้าง เพื่อจะได้นำเอามาปรับปรุงแก้ไขผลงานให้ดีขึ้น
ปกติแล้วผมจะไม่เขียนงานตอนที่ตัวเองว้าวุ่น ต้องหาเวลาเงียบๆ สงบๆ (ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะเขียนตอนดึก เพราะต้องเรียนและทำงานประจำไปด้วย แต่ตอนนี้ทำงานอยู่ที่บ้านแล้ว เลยตื่นมาเขียนตอนเช้าแทน) แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ถ้าไม่รู้สึกกับเรื่องนี้มากๆ ก็จะไม่เขียนเลย (เพื่อนผมคนหนึ่งบอกอีกว่า “ถ้าไม่รู้สึกว่าตัวเองมอดไหม้กับงานมากขนาดนั้น มันก็เป็นได้แค่สเตตัสเฟซบุ๊ก ถ้าอย่างนั้นสู้ไม่เขียนเลยยังดีกว่า”)
เมื่อมีเรื่องที่จะเขียนแล้ว ก็ต้องมีกำหนดเวลาทำงานที่ชัดเจน จะเขียนตอนไหน เวลาไหน กี่ชั่วโมง (บางครั้งถึงขนาดว่าต้องเขียนให้ได้กี่หน้าต่อวัน) และที่สำคัญ ต้องเขียนให้ได้ตามที่กำหนด – อาชีพนักเขียนเป็นอาชีพที่ต้องมีความรับผิดชอบมากๆ ต้องส่งให้ทันตามเดดไลน์กำหนด เพราะฉะนั้นผมเลยฝึกทักษะนี้กับตัวเอง ตั้งเวลากำหนดส่งงานให้ชัดเจน ทำงานให้ได้ตามที่ตั้งใจไว้ (เพราะประสบการณ์การทำนิตยสารและการเป็นบก. เล่ม บอกให้รู้ว่าเดดไลน์นั้นสำคัญขนาดไหน)
ผมเป็นคนเขียนหนังสือค่อนข้างเร็ว แต่ต้องมีภาพในหัวหรือมีประเด็นของเรื่องชัดเจน เลยให้ความสำคัญไปกับการวางพล็อต วางโครงเรื่องให้ละเอียดที่สุดจนมองเห็นปลายทางของเรื่อง (บางครั้งเห็นตอนจบ) แล้วค่อยเริ่มเขียน การทำงานจะไม่ค่อยมีปัญหามากเท่าไหร่ จะใช้วิธีการเขียนไปเรื่อยๆ ก่อน แล้วค่อยย้อนกลับมาอ่าน มาอีดิตงานทีหลัง แต่จะไม่แก้มั่วซั่ว ต้องยึดโครงเรื่องเป็นไบเบิล แต่ถ้าหากมีประเด็นย่อยอยากเพิ่มเติมก็พิจารณาเป็นรายกรณีไป แต่ส่วนมากจะไม่ค่อยเกิดขึ้นมากเท่าไหร่จากที่ได้เขียนมา
การได้รับคอมเมนต์เป็นสิ่งสำคัญ แต่มันไม่ใช่ทุกอย่าง
แน่นอนว่าเมื่อเราเขียนอะไรไปแล้ว ย่อมต้องการรู้ฟีดแบคจากคนอื่น ว่างานของเราดีหรือไม่นะ ถ้าไม่ดี แล้วไม่ดีตรงไหนล่ะ บอกกันหน่อยสิ จะได้เอาไปแก้ไข แต่อย่าเงียบสิ แบบนี้มันใจคอไม่ดีเลย
เห็นบ่อยๆ ตามกระทู้ในบอร์ดนักเขียนว่า “ไม่มีคอมเมนต์เลย แปลว่างานเราไม่ดีหรือเปล่า” ผมคิดว่ามันไม่จริงทั้งหมด การที่คนจะเห็นนิยายของเราจากจำนวนนิยายอีกหลายเรื่องในเว็บนั้นเป็นเรื่องยาก ยิ่งเขียนจำนวนตอนน้อยๆ โอกาสก็แทบจะไม่มี เพราะฉะนั้นผมคิดว่า เราทำงานของเราไป เขียนในแบบที่เราอยากให้มันเป็น ถ้ามีคนคอมเมนต์ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร
แต่เดี๋ยวนี้ก็มีคนรับวิจารณ์นิยายในเว็บเยอะเหมือนกัน (เวลาเลือกคนวิจารณ์ อยากให้ลองไปอ่านบทวิจารณ์ที่เขาเขียนก่อน ว่าวิเคราะห์งานได้โอเคมั้ย ชี้แนะให้เห็นข้อผิดพลาดมากน้อยเพียงใด มีความน่าเชื่อถือมากหรือไม่) เพราะถ้าหากไม่เลือกดีๆ ก็จะได้รับบทวิจารณ์มั่วๆ เขียนด่าเอาสนุก ทำลายกำลังใจนักเขียน จนบางทีท้อจนไม่อยากเขียนต่อไปเลยก็มี
เรื่องพวกนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องฟังหูไว้หู เราควรฟังความเห็นของคนให้มากที่สุด แต่คนที่ควรเชื่อที่สุดคือตัวเราเอง (แต่ไม่ใช่ว่ายึดมั่นในอีโก้นะ) แล้วค่อยนำเอาความเห็นเหล่านั้นมาปรับปรุง พัฒนางานของเราต่อไป
ตั้งแต่เปลี่ยนแนวการเขียน มาเขียนงานแนวสัจนิยม (ที่แทบไม่มีคนอ่านในเด็กดี) ก็ชาชินกับการร้างไร้คอมเมนต์มานานแล้ว คนที่เข้ามาอ่านแล้วคอมเมนต์ให้ก็ถือเป็นกำลังใจที่หล่อเลี้ยงงานเขียนในซอกหลืบของเว็บให้ได้ชื่นใจกันบ้าง นิยายที่ผมเขียนมีแฟนคลับน้อยมาก (ไม่ถึง 30 คนด้วยซ้ำ) ก็ไม่ได้รู้สึกแย่ เพราะคิดว่า นี่แหละคือคนที่ชอบงานเราจริงๆ ถ้างานมันดี เดี๋ยวยอดก็เพิ่มขึ้นเอง เราต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงาน
บนเส้นทางที่โรยด้วยตัวอักษร
ทุกวันนี้แม้จะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเขียนหนังสือ แต่งานที่เขียนส่วนก็เป็นเรื่องสั้นและบทความเสียเป็นส่วนใหญ่ ตอนนี้กำลังพยายามปลุกปั้นนิยายเรื่องใหม่ หลังจากที่ไม่ได้เขียนไปนาน การไป Workshop เขียนนิยายแฟนตาซีของเด็กดีนั้นทำให้ได้พลังเหล่านี้กลับมา แม้สไตล์การเขียนและวิธีคิดจะเปลี่ยนไป จุดมุ่งหมายที่อยากจะมีนิยายของตัวเองฝากไว้บนโลกนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม
จุดอ่อนในงานตัวเองคือ พล็อตเรื่องที่ยังไม่แหวกแนวเท่าที่ควร แม้จะพยายามใช้ความเข้มข้นของประเด็นเนื้อหาที่นำเสนอมากลบแต่ก็ดูเหมือนว่าจะช่วยได้ไม่มากเท่าไหร่ ยังต้องศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคิดเรื่องให้มากกว่านี้ แต่ที่ได้รับคำชมจากพี่ๆ นักเขียน หรือเพื่อนๆ นักอ่านก็คือ สำนวนภาษาที่อ่านง่าย กระชับ เข้าใจได้ทันที ไม่ต้องตีความอะไรมาก อ่านได้เพลินๆ จนจบ ซึ่งเป็นข้อดีและเป็นเอกลักษณ์ในการเขียนของผมอย่างหนึ่งเหมือนกัน
ผมไม่รู้ว่าจะจำกัดความสไตล์การเขียนของตัวเองว่าอย่างไร แต่งานเขียนที่เขียนอยู่ตอนนี้มักจะวนเวียนอยู่กับเรื่อง ความรัก เพศ การเมือง ดิสโทเปีย และชนชั้น ถ้าสรุปง่ายๆ ก็คงเป็นวรรณกรรมซีเรียสที่มีประเด็นยากๆ (แต่อ่านง่าย) ล่ะมั้ง แต่ยังติดปัญหาตรงที่ติดนิสัยการเขียนเรื่องสั้น พอจะลงมือเขียนนิยายแล้วพบว่าเขียนได้ไม่ยาว ไม่มีส่วนขยายมากเท่าที่นิยายควรจะเป็น
ถ้าหากเป็นนักเขียนแล้วไม่อ่านหนังสือก็คงไม่ได้ ผมพยายามอ่านหนังสือให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ (หลายแนว ไม่ใช่เฉพาะแค่นิยาย) เพื่อเรียนรู้ทักษะการเขียน การสะสมวัตถุดิบ เพื่อให้งานเขียนของผมลุ่มลึก รอบด้าน และทำให้ความคิดที่ต้องการจะสื่อลงไปในงานคมคายมากยิ่งขึ้น
เคล็ดลับก็คงไม่มีอะไรมาก แค่เขียน และรับผิดชอบงานของตัวเองให้ดีที่สุด ให้คิดเสมอว่าทุกตอนที่เรากำลังจะอัปขึ้นเว็บมีคนรออ่านอยู่ เขาคาดหวังอะไรจากงานของเรา แล้วเราจะทำได้ดีอย่างที่เขาคาดหวังไว้หรือเปล่า คิดเสมอว่างานของเราอาจจะมีแมวมองมาแอบดูอยู่ก็ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเขียนแล้ว ก็เขียนให้เต็มที่ อย่าเขียนทิ้งๆ ขว้างๆ เพราะไม่อย่างนั้น งานเขียนนั่นแหละ จะทิ้งขว้างเราเอง
Be the force be with you ครับ 

Standard