บันทึก, ไม่มีหมวดหมู่

May the force be with Me ขอพลังการเขียนจงอยู่กับผมตลอดไป*

may-the-force-be-with-you
*บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ E-Book “Writer Begin” ที่เขียนเรื่องส่งไปแชร์ประสบการณ์กับเพื่อนในกลุ่มไลน์นัก (อยาก) เขียนที่รู้จักกัน นอกจากเรื่องของผมแล้วยังมีของอีก 15 คนที่มาแลกเปลี่ยนเรื่องราวบนถนนน้ำหมึกของตัวเอง ใครที่สนใจก็เข้าไปดาวน์โหลดมาอ่านได้ที่ http://www.dek-d.com/board/view/3600051/ เลยครับ

หลังจากที่ได้อ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็รู้สึกว่าชีวิตของตัวเองก็เปลี่ยนไป มันทำให้ผมกลายเป็นคนรักการอ่านและหิวกระหายหนังสือมากจนแม้แต่พ่อยังตกใจ เพราะเมื่อก่อน พ่ออยากให้อ่านหนังสือเยอะๆ เลยใช้วิธีบังคับให้อ่าน (อ่านจบเรื่องละ 1,000 บาท) ผมยังไม่คิดจะแตะ จนทุกวันนี้กลายเป็นผมเสียเองที่บังคับให้พ่ออ่านหนังสือ หาหนังสือดีๆ มาให้พ่ออ่านอยู่ตลอด
เมื่อได้อ่าน หัวขโมยแห่งบารามอส กับ หนังสือชุด เซลาเฟีย ก็ทำให้รู้ว่าคนไทยอย่างเราก็เขียนนิยายกับเขาได้เหมือนกันนี่หว่า (และก็ได้รู้จักกับเว็บเด็กดีตั้งแต่ตอนนั้น) เลยเกิดอาการคันไม้คันมือ คว้าสมุดกับดินสอขีดเขียนเรื่องราวของตัวเองมาตั้งแต่อายุ 15 จนถึงตอนนี้ (ที่กำลังเขียนต้นฉบับเรื่องนี้)
นิยายเรื่องแรกเป็นนิยายแฟนตาซี โรงเรียนเวทย์มนตร์ (แหงล่ะ) ไม่มีอะไรหวือหวา ไม่แปลกใหม่ แต่เป็นงานเขียนที่ชอบมากๆ เพราะได้เขียนอย่างที่ตัวเองต้องการ (น่าเสียดายที่ตอนนั้นตัดสินใจลบเรื่องไปแล้ว) แม้ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ แต่ให้ประสบการณ์กับเรามากพอสมควร ได้รู้ว่าเราเองก็เขียนหนังสือได้ มีคนคอยอ่าน คอยคอมเมนต์ เลยเขียนเรื่องที่สอง เกี่ยวกับอัศวิน ได้รับความนิยมมากพอสมควร (จนเอานิยายเรื่องนี้มายื่นเข้าเรียนต่อที่คณะมนุษยศาสตร์ ม.เกษตร ความสามารถพิเศษด้านภาษาไทย และได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเขียน การใช้ภาษา เป็นพื้นฐานที่สำคัญมากๆ ในการทำงานจนถึงทุกวันนี้)
TK Young Writer 2012 ประตูก้าวแรกสู่เส้นทางนักเขียน
หลังจากที่เขียนนิยายอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยมัธยม จนได้เข้ามาเรียนต่อเกี่ยวกับด้านนี้โดยตรงในระดับมหาวิทยาลัย ก็ได้มีโอกาสพบเจอเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ชอบการเขียนเหมือนกัน ทั้งจากชมรมวรรณศิลป์ และชมรมเกษตรสาน (วารสารประจำมหาวิทยาลัย) ที่ต่อมาก็ได้รับหน้าที่เป็นบรรณาธิการวารสารฉบับดังกล่าว ที่ได้เปิดโอกาสให้เราได้เข้าไปสู่อีกมิติหนึ่งของการเขียน ทั้งการเขียนข่าว บทความ สกู๊ป บทสัมภาษณ์ บทบรรณาธิการ และคอลัมน์ที่รับผิดชอบประจำก็คือ เรื่องสั้นประจำฉบับ
แม้การเขียนนิยายและเรื่องสั้นจะไม่เหมือนกัน แต่ก็ยังมีอะไรบางอย่างที่เชื่อมโยงกันอยู่ เพียงแต่ว่าเรื่องสั้นนั้นเราต้องคุมประเด็น เนื้อหา ตัวละครให้อยู่ในหน้ากระดาษที่กำหนด (ที่ผมต้องเขียนทุกๆ เดือนก็คือ หน้าครึ่ง) ซึ่งก็ผ่านการฝึกฝนจนสามารถเขียนได้ระดับหนึ่ง ประจวบเหมาะกับโอกาสที่เข้ามา ก็คือโครงการอบรม TK Young Writer 2012 เป็นการรับสมัครเยาวชน นักเรียน-นักศึกษา เข้าร่วมฝึกการเขียนจากนักเขียนชื่อดัง และเมื่อสิ้นสุดโครงการ สมาชิกในค่ายก็จะมีผลงานตีพิมพ์จำหน่ายคนละเล่ม
ในค่ายนี้เองที่ทำให้ผมได้เรียนรู้การทำงานของโลกนักเขียนมากขึ้น ว่ามีความกดดัน ยากลำบาก แต่ก็ยังเป็นงานที่เราอยากจะทำ และต้องทำให้ได้ อีกทั้งยังได้รู้จักเพื่อนๆ อายุไล่เลี่ยกันที่เก่งๆ เขียนหนังสือเทพๆ อีกเยอะมาก ซึ่งกลายเป็นว่าได้มาร่วมงานและสนิทกันมาอยู่จนถึงทุกวันนี้
อยากเป็นนักเขียน ก็ต้องเขียนสิวะ!
เวลาพบปะนักเขียน ส่วนมากก็ถามคำถามเดิมๆ น่าเบื่อๆ ว่า “ทำยังไงถึงจะได้เป็นนักเขียนครับ / ค่ะ พี่” และก็มักจะได้รับคำตอบกลับมาว่า “มึงก็เขียนสิวะ (ครับ)”
ครับ คำตอบมันง่าย แต่ทำจริงมันโคตรจะยาก
ไหนจะการนั่งคิดพล็อต (ที่ต้องไม่ซ้ำกับคนอื่น) สร้างตัวละคร (ที่ต้องมีเอกลักษณ์ให้คนจำได้) วางโครงเรื่อง (ที่พอเขียนไปแล้วมันไม่ค่อยตรงกับที่คิดไว้สักเท่าไหร่) ลงมือเขียน (การเผชิญกับภาวะเขียนไม่ออกเป็นเรื่องที่ต้องเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน)
แล้วมันง่ายอย่างที่บอกตรงไหนเล่า!
แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ พอเขียนไปเรื่อยๆ แล้วมันตัน ก็ลองถอยออกจากงานของตัวเองดูบ้าง (สักอาทิตย์นึง ให้เราเปลี่ยนบรรยากาศจากมัน ไม่คิดถึงมัน แล้วพอกลับมาอ่านใหม่ นั่นแหละครับ แก้ยับ) หรือไม่ก็หาเพื่อนหรือคนที่มีความสามารถในการวิจารณ์จริงๆ ช่วยดูงานให้หน่อย เราจะได้รู้ว่ามีข้อดี ข้อเสีย ตรงไหนบ้าง เพื่อจะได้นำเอามาปรับปรุงแก้ไขผลงานให้ดีขึ้น
ปกติแล้วผมจะไม่เขียนงานตอนที่ตัวเองว้าวุ่น ต้องหาเวลาเงียบๆ สงบๆ (ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะเขียนตอนดึก เพราะต้องเรียนและทำงานประจำไปด้วย แต่ตอนนี้ทำงานอยู่ที่บ้านแล้ว เลยตื่นมาเขียนตอนเช้าแทน) แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ถ้าไม่รู้สึกกับเรื่องนี้มากๆ ก็จะไม่เขียนเลย (เพื่อนผมคนหนึ่งบอกอีกว่า “ถ้าไม่รู้สึกว่าตัวเองมอดไหม้กับงานมากขนาดนั้น มันก็เป็นได้แค่สเตตัสเฟซบุ๊ก ถ้าอย่างนั้นสู้ไม่เขียนเลยยังดีกว่า”)
เมื่อมีเรื่องที่จะเขียนแล้ว ก็ต้องมีกำหนดเวลาทำงานที่ชัดเจน จะเขียนตอนไหน เวลาไหน กี่ชั่วโมง (บางครั้งถึงขนาดว่าต้องเขียนให้ได้กี่หน้าต่อวัน) และที่สำคัญ ต้องเขียนให้ได้ตามที่กำหนด – อาชีพนักเขียนเป็นอาชีพที่ต้องมีความรับผิดชอบมากๆ ต้องส่งให้ทันตามเดดไลน์กำหนด เพราะฉะนั้นผมเลยฝึกทักษะนี้กับตัวเอง ตั้งเวลากำหนดส่งงานให้ชัดเจน ทำงานให้ได้ตามที่ตั้งใจไว้ (เพราะประสบการณ์การทำนิตยสารและการเป็นบก. เล่ม บอกให้รู้ว่าเดดไลน์นั้นสำคัญขนาดไหน)
ผมเป็นคนเขียนหนังสือค่อนข้างเร็ว แต่ต้องมีภาพในหัวหรือมีประเด็นของเรื่องชัดเจน เลยให้ความสำคัญไปกับการวางพล็อต วางโครงเรื่องให้ละเอียดที่สุดจนมองเห็นปลายทางของเรื่อง (บางครั้งเห็นตอนจบ) แล้วค่อยเริ่มเขียน การทำงานจะไม่ค่อยมีปัญหามากเท่าไหร่ จะใช้วิธีการเขียนไปเรื่อยๆ ก่อน แล้วค่อยย้อนกลับมาอ่าน มาอีดิตงานทีหลัง แต่จะไม่แก้มั่วซั่ว ต้องยึดโครงเรื่องเป็นไบเบิล แต่ถ้าหากมีประเด็นย่อยอยากเพิ่มเติมก็พิจารณาเป็นรายกรณีไป แต่ส่วนมากจะไม่ค่อยเกิดขึ้นมากเท่าไหร่จากที่ได้เขียนมา
การได้รับคอมเมนต์เป็นสิ่งสำคัญ แต่มันไม่ใช่ทุกอย่าง
แน่นอนว่าเมื่อเราเขียนอะไรไปแล้ว ย่อมต้องการรู้ฟีดแบคจากคนอื่น ว่างานของเราดีหรือไม่นะ ถ้าไม่ดี แล้วไม่ดีตรงไหนล่ะ บอกกันหน่อยสิ จะได้เอาไปแก้ไข แต่อย่าเงียบสิ แบบนี้มันใจคอไม่ดีเลย
เห็นบ่อยๆ ตามกระทู้ในบอร์ดนักเขียนว่า “ไม่มีคอมเมนต์เลย แปลว่างานเราไม่ดีหรือเปล่า” ผมคิดว่ามันไม่จริงทั้งหมด การที่คนจะเห็นนิยายของเราจากจำนวนนิยายอีกหลายเรื่องในเว็บนั้นเป็นเรื่องยาก ยิ่งเขียนจำนวนตอนน้อยๆ โอกาสก็แทบจะไม่มี เพราะฉะนั้นผมคิดว่า เราทำงานของเราไป เขียนในแบบที่เราอยากให้มันเป็น ถ้ามีคนคอมเมนต์ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร
แต่เดี๋ยวนี้ก็มีคนรับวิจารณ์นิยายในเว็บเยอะเหมือนกัน (เวลาเลือกคนวิจารณ์ อยากให้ลองไปอ่านบทวิจารณ์ที่เขาเขียนก่อน ว่าวิเคราะห์งานได้โอเคมั้ย ชี้แนะให้เห็นข้อผิดพลาดมากน้อยเพียงใด มีความน่าเชื่อถือมากหรือไม่) เพราะถ้าหากไม่เลือกดีๆ ก็จะได้รับบทวิจารณ์มั่วๆ เขียนด่าเอาสนุก ทำลายกำลังใจนักเขียน จนบางทีท้อจนไม่อยากเขียนต่อไปเลยก็มี
เรื่องพวกนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องฟังหูไว้หู เราควรฟังความเห็นของคนให้มากที่สุด แต่คนที่ควรเชื่อที่สุดคือตัวเราเอง (แต่ไม่ใช่ว่ายึดมั่นในอีโก้นะ) แล้วค่อยนำเอาความเห็นเหล่านั้นมาปรับปรุง พัฒนางานของเราต่อไป
ตั้งแต่เปลี่ยนแนวการเขียน มาเขียนงานแนวสัจนิยม (ที่แทบไม่มีคนอ่านในเด็กดี) ก็ชาชินกับการร้างไร้คอมเมนต์มานานแล้ว คนที่เข้ามาอ่านแล้วคอมเมนต์ให้ก็ถือเป็นกำลังใจที่หล่อเลี้ยงงานเขียนในซอกหลืบของเว็บให้ได้ชื่นใจกันบ้าง นิยายที่ผมเขียนมีแฟนคลับน้อยมาก (ไม่ถึง 30 คนด้วยซ้ำ) ก็ไม่ได้รู้สึกแย่ เพราะคิดว่า นี่แหละคือคนที่ชอบงานเราจริงๆ ถ้างานมันดี เดี๋ยวยอดก็เพิ่มขึ้นเอง เราต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงาน
บนเส้นทางที่โรยด้วยตัวอักษร
ทุกวันนี้แม้จะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเขียนหนังสือ แต่งานที่เขียนส่วนก็เป็นเรื่องสั้นและบทความเสียเป็นส่วนใหญ่ ตอนนี้กำลังพยายามปลุกปั้นนิยายเรื่องใหม่ หลังจากที่ไม่ได้เขียนไปนาน การไป Workshop เขียนนิยายแฟนตาซีของเด็กดีนั้นทำให้ได้พลังเหล่านี้กลับมา แม้สไตล์การเขียนและวิธีคิดจะเปลี่ยนไป จุดมุ่งหมายที่อยากจะมีนิยายของตัวเองฝากไว้บนโลกนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม
จุดอ่อนในงานตัวเองคือ พล็อตเรื่องที่ยังไม่แหวกแนวเท่าที่ควร แม้จะพยายามใช้ความเข้มข้นของประเด็นเนื้อหาที่นำเสนอมากลบแต่ก็ดูเหมือนว่าจะช่วยได้ไม่มากเท่าไหร่ ยังต้องศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคิดเรื่องให้มากกว่านี้ แต่ที่ได้รับคำชมจากพี่ๆ นักเขียน หรือเพื่อนๆ นักอ่านก็คือ สำนวนภาษาที่อ่านง่าย กระชับ เข้าใจได้ทันที ไม่ต้องตีความอะไรมาก อ่านได้เพลินๆ จนจบ ซึ่งเป็นข้อดีและเป็นเอกลักษณ์ในการเขียนของผมอย่างหนึ่งเหมือนกัน
ผมไม่รู้ว่าจะจำกัดความสไตล์การเขียนของตัวเองว่าอย่างไร แต่งานเขียนที่เขียนอยู่ตอนนี้มักจะวนเวียนอยู่กับเรื่อง ความรัก เพศ การเมือง ดิสโทเปีย และชนชั้น ถ้าสรุปง่ายๆ ก็คงเป็นวรรณกรรมซีเรียสที่มีประเด็นยากๆ (แต่อ่านง่าย) ล่ะมั้ง แต่ยังติดปัญหาตรงที่ติดนิสัยการเขียนเรื่องสั้น พอจะลงมือเขียนนิยายแล้วพบว่าเขียนได้ไม่ยาว ไม่มีส่วนขยายมากเท่าที่นิยายควรจะเป็น
ถ้าหากเป็นนักเขียนแล้วไม่อ่านหนังสือก็คงไม่ได้ ผมพยายามอ่านหนังสือให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ (หลายแนว ไม่ใช่เฉพาะแค่นิยาย) เพื่อเรียนรู้ทักษะการเขียน การสะสมวัตถุดิบ เพื่อให้งานเขียนของผมลุ่มลึก รอบด้าน และทำให้ความคิดที่ต้องการจะสื่อลงไปในงานคมคายมากยิ่งขึ้น
เคล็ดลับก็คงไม่มีอะไรมาก แค่เขียน และรับผิดชอบงานของตัวเองให้ดีที่สุด ให้คิดเสมอว่าทุกตอนที่เรากำลังจะอัปขึ้นเว็บมีคนรออ่านอยู่ เขาคาดหวังอะไรจากงานของเรา แล้วเราจะทำได้ดีอย่างที่เขาคาดหวังไว้หรือเปล่า คิดเสมอว่างานของเราอาจจะมีแมวมองมาแอบดูอยู่ก็ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเขียนแล้ว ก็เขียนให้เต็มที่ อย่าเขียนทิ้งๆ ขว้างๆ เพราะไม่อย่างนั้น งานเขียนนั่นแหละ จะทิ้งขว้างเราเอง
Be the force be with you ครับ 

Advertisements
Standard

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s