รีวิวหนัง

Star Trek Beyond บิดมิดวาร์ปกับจัสติน ลิน

beyond

ผมรู้จักแฟรนไชส์ตะลุยอวกาศของกัปตันเคิร์กและเหล่าลูกเรือของยานเอนเตอร์ไพรซ์จากการนำกลับมาทำใหม่โดย เจ.เจ.เอบรัมส์เมื่อไม่นานมานี้

Star Trek หากเทียบเป็นคนแล้วอาจเรียกได้ว่าคุณพ่อใกล้เกษียณก็ว่าได้ เพราะปีนี้เป็นการครบรอบปีที่ 50 แล้ว

ภาคนี้เปลี่ยนตัวผู้กำกับ เป็นจัสติน ลิน ผู้กำกับขาซิ่งจาก Fast & Furious เข้ามาแทน ก่อนเข้ามาดูก็คาดหวังไม่น้อยเหมือนกันว่าผู้กำกับคนนี้จะพลิกโฉม Star Trek ไปในทิศทางไหน

ผลก็คือ มัน ‘สนุก’ กว่าเดิมเยอะ ในเรื่องของภาพ ความอลังการงานสร้าง ฉากต่อสู้ที่ถึงพริกถึงขิงมากกว่าเดิม (ควรดูใน IMAX เท่านั้นเพื่อความอรรถรส) ซึ่งก็คงได้ใจบรรดาแฟนๆ ที่ชอบหนังแนวแอคชั่นไปได้ไม่ยาก

เรื่องราวในภาคนี้เป็นการเดินทางไปดาวดวงใหม่ มีตัวละครใหม่ (เจย์ลาห์) และลาสต์บอส (ครัล) อดีตกัปตันสตาร์ฟลีทที่มุ่งจะทำลายล้างสหพันธ์ที่เคยทำให้เขาและลูกเรือต้องพบกับความสูญเสีย

เนื้อเรื่องเดาได้ไม่ยาก ไม่มีอะไรซับซ้อน อย่างที่บอกไปข้างต้น คือเน้นสนุก เน้นบู๊ซะเป็นส่วนใหญ่
แต่ถึงอย่างนั้น ในภาคนี้ก็มีการเชื่อมโยงกับตัวนักแสดงจริง อย่างเช่นฉากแสดงความไว้อาลัยกับเอกอัคราชทูตสป็อค (เลนเนิร์ด นีมอย) ที่เพิ่งเสียชีวิตไป และการนำภาพกัปตันและลูกเรือเอนเตอร์ไพรซ์ในเวอร์ชั่นเก่ากลับมาบนจออีกครั้งเพื่อคาราวะของเก่าในวาระครบรอบครึ่งศตวรรษ
ในส่วนของการเกลี่ยบทถือว่าทำได้ดีขึ้นกว่าภาคก่อนๆ ที่ไม่มีใครเด่นกว่าใคร และยังมีการเปิดทางไปสู่บทสนทนาและการร่วมมือกันของตัวละครที่ไม่ค่อยจะถูกกันอย่างสป็อคและโบนส์ ที่สร้างเสียงหัวเราะและขยายเส้นเรื่องต่อไปได้ในอนาคต

หนังยังตั้งคำถามถึงความสำคัญและจำเป็นของสหพันธ์ เพราะบางครั้งแนวคิดของผู้อำนาจที่คิดว่าดี พอลงมาที่ผู้ปฏิบัติภารกิจ ที่ต้องลงไปเจอหน้างานจริงๆ นั้นมันเหมือนกันหรือเปล่า – และในความเป็นจริง แนวคิดทั้งสองสวนทางกันเสมอ

แม้จัสติน ลิน จะทำให้สตาร์ เทรค หวือหวาและน่าสนใจขึ้นกว่าเดิม แต่ผมก็ยังชอบความเข้มข้น และการขับเคี่ยวของกัปตันเคิร์กและข่านในภาค into the darkness ของ เจ.เจ. มากกว่าอยู่ดี

แต่ก็ต้องรอดูกันต่อไป ว่าจัสตินและติดไนตรัสยานเอนเตอร์ไพรซ์พาเราไปสำรวจที่ไหน จะเจอกับอะไร และใครจะเป็นคู่จิ้นรายต่อไป (ผิด!) 

Advertisements
Standard