บันทึก

วันที่ผมอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรกจบ (สักที)

frank

ตั้งแต่วันแรกที่ได้เอาเท้าไปเหยียบที่ร้านคิโนะคุนิยะ สาขาสยามพารากอนกับเพื่อนตอนปีหนึ่ง ก็บอกตัวเองว่า สักวันตัวเองจะอ่านหนังสือภาษาอังกฤษให้ได้อย่างคนอื่นเขาบ้าง

เวลาผ่านไป ปีแล้วปีเล่า ภาษาอังกฤษกับผมก็ห่างเหินกันเข้าไปทุกที ตั้งแต่เรียนจบ ผมแทบจะไม่ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาเลย ไม่ได้อ่าน ไม่ได้เขียน ไม่ฟัง ได้แต่พูดบ้างตามวาระโอกาสที่ถนนข้าวสารเป็นครั้งคราว

แต่พอเห็นคนอื่นๆ อ่านได้ ก็มีไฟอยู่พักนึง แล้วก็เลิกล้มไป เป็นวงจรอุบาทว์อย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมา ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยศึกษาหรือหาทางฝึกฝน เคยไปซื้อหนังสือฝึกภาษาจากซีเอ็ดมาอ่าน แต่พอมันยากก็เลิก ซื้อหนังสือปกสวยๆ เนื้อเรื่องที่ชอบ แต่พอเจอศัพท์ยากๆ รูปภาษาแปลกๆ จนพาลไม่อ่านมันซะอย่างนั้น

มันรู้สึกแย่เหมือนกันนะ ที่เวลางานเขียนเล่มล่าสุดของนักเขียนที่เราชอบออกใหม่แล้วต้องรอแปลก่อนถึงจะได้อ่าน แต่เพื่อนคนอื่นเขาอ่านกันไปเรียบร้อยแล้ว แย่เหมือนกัน เวลาขึ้นรถไฟฟ้ากลับจากสยามแล้วเห็นเด็กเตรียมฯ นั่งอ่านนิยายภาษาอังกฤษกันแทบทุกคน

จนบ้างครั้งมาตั้งคำถามกับตัวเองจริงๆ จังๆ ว่า “นี่ตกลงว่าชีวิตนี้กูจะไม่มีวันอ่านหนังสือภาษาอังกฤษอย่างคนอื่นเขาได้เลยหรอวะ?”

ผมเก็บคำถามนั้นไว้กับตัวเองจนเวลาผ่านมาเกือบ 6 ปี จนน้องสาวชวนมาเดินงาน Big Bad Wolf Bangkok ที่เมืองทองธานี ที่นี่เองที่ผมได้พบกับขุมทรัพย์มหาศาล ทั้งวรรณกรรมคลาสสิค นิยายวัยรุ่นที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในตอนนี้ วรรณกรรมเยาวชน คอมิคบุ๊ก หนังสือภาพ และหนังสือต่างๆ ที่น่าอ่านอีกมากมาย ที่สำคัญคือมันถูกอย่างไม่น่าเชื่อ!

ติดอยู่เพียงอย่างเดียว – ทุกเล่มเขียนด้วยภาษาอังกฤษ

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ผมก็เพลิดเพลินกับหนังสือหลากหลายที่จัดแสดงในงาน มันทำให้ผมรู้ว่าตัวเองยังอ่านน้อยอยู่มาก ไม่เพียงแต่หนังสือภาษาไทย แต่หนังสือภาษาอังกฤษดีๆ ที่ยังไม่มีคนแปล (หรือไม่มีทางแปลเพราะขายไม่ได้แน่ๆ ) รอให้เราอ่านและตักตวงความรู้อีกมาก

ผมซื้อรวมเรื่องแต่งวิทยาศาสตร์ของ H.GWELLS เล่มหนาปึ้กมาหนึ่งเล่ม เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่ามันถึงเวลาแล้วล่ะ ที่เราต้องฝึกทักษะนี้จริงๆ จังๆ สักที กลับไปถึงบ้าน ผมค้นหนังสือ Frankenstein ที่เคยซื้อไว้นานแล้วมาตั้งใจอ่านอย่างจริงๆ จังๆ พยายามเปิดดิคให้น้อยที่สุด ค่อยๆ อ่าน ทำความเข้าใจไปเรื่อยๆ จากหนึ่งหน้า สองหน้า ห้าหน้า สิบหน้า จนจบในที่สุด แม้จะมีศัพท์หลายคำที่ไม่รู้ แต่ก็อาศัยเดาเอาจากบริบท ค่อยๆ เชื่อมโยงเนื้อหา และสามารถเข้าใจเนื้อเรื่องได้

แม้มันจะเป็น Basic Starts ไม่ใช่ฉบับเต็มก็ตาม แต่สำหรับคนเคยล้มเลิกไปไม่รู้กี่ร้อยครั้ง การอ่านได้จนจบถือเป็นสัญญาณที่ดีมากๆ อย่างน้อยๆ ก็ถือว่าได้ก้าวออกมาจากจุดเดิมแล้ว ยังมีบันไดอีกหลายขั้นที่ผมต้องข้าม เพื่อผ่านกำแพงภาษานี้ไปให้ได้

ตอนนี้เริ่มรู้สึกกับการปีนกำแพงซะแล้วสิ

Standard
รีวิวหนัง

OLDBOY ระวัง “ปาก” ไว้ให้ดี

Oldboy

คุณเคยเจอใครในชีวิตที่ปากหมามากๆ บ้างหรือเปล่า? ถ้าเคย คุณคงรู้ว่าคนเหล่ามันช่างน่ารำคาญขนาดไหน และที่สำคัญ คำพูดของคนมีพลังมากกว่าการสื่อสารใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องแย่ๆ

โอ แทซึ ตัวละครเอก ที่เปิดเรื่องมาก็เผยให้เห็นถึงความปากหมา พูดมาก ไม่รู้จักระวังคำพูดตั้งแต่ต้น ซึ่งเขาไม่รู้เลยว่า สันดานแย่ๆ นี้ของเขา มีราคาที่ต้องจ่าย และนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในชีวิตอย่างไม่เคยคาดคิดมาก่อน

แล้วเขาก็ถูกจับ

ถูกพาตัวมาอยู่ในที่ไหนก็ไม่รู้ ได้กินแต่เกี๊ยวซ่า มีทีวีเป็นเพื่อน เป็นครู เป็นความบันเทิง และเป็นคนรัก เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในห้องๆ นั้นเป็นเวลาถึง 15 ปี ระยะเวลาผ่านไป ค่อยๆ บั่นทอนความหวัง ความฝัน และจิตวิญญาณของเขาให้แหลกเหลวอย่างไม่มีชิ้นดี และในท้ายที่สุด ความแค้นก็ค่อยๆ หยั่งรากลึกลงในหัวใจของเขา และสาบานกับตัวเองว่า เมื่อออกไปแล้วเขาต้องแก้แค้นให้จงได้

แทซึพยายามฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งเพื่อการแก้แค้น และหาวิธีหลบหนี แต่อยู่มาวันหนึ่ง เขาก็ได้รับการปล่อยตัวอย่างไม่ทราบสาเหตุเหมือนกับตอนที่ถูกจับเข้ามา ในโลกภายนอก เขาได้พบกับมิโดะ หญิงสาวหน้าใสที่จะช่วยเขาตามหาเบาะแสไล่ล่าไอ้ชาติชั่วที่ขังเขาเอาไว้ และเธอก็เป็นกุญแจสำคัญดอกหนึ่งในเรื่องทีเดียว

เขาค่อยๆ ตามหาเบาะแสไปเรื่อยๆ จนเจอ และการเปิดฉากแก้แค้นที่ถึงพริกถึงขิงก็เริ่มขึ้น เอาจริงๆ ผมไม่ค่อยชอบหนังที่เน้นความรุนแรงมากเท่าไหร่ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าฉากบู๊ใน OLDBOY นั้นทำให้ผมละสายตาไม่ได้เลย มันทั้งดิบ ทั้งเถื่อน ซาดิสม์ และเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย มันคือการเรียกความเป็นคนที่สูญหายไปกว่า 15 ปีให้กลับคืนมาอีกครั้งของคนสิ้นหวังอย่างแทซึ

และในที่สุดเขาก็ได้พบกับคนที่ทำให้เขาต้องเป็นแบบนั้น – ลี วูจิน ผู้สูญเสียน้องสาวไปเพราะปากของแทซึ ที่ปล่อยข่าวลือร้ายๆ แย่ๆ (แต่ก็เป็นความจริง) ออกไปจนทำให้เธอต้องตาย ปริศนาต่างๆ ในตอนต้นเรื่องค่อยๆ เฉลยออกมาจนผมต้องอึ้ง มันซับซ้อนและเล่นประเด็นละเอียดอ่อนอย่างเรื่องความสัมพันธ์ต้องห้าม รวมไปถึงการแยกแยะระหว่างความจริงกับความลวง การเล่นเล่ห์เพทุบาย จนผมไม่อาจละเลยสิ่งที่ผู้กำกับต้องการจะสื่อสารให้ผ่านไปได้ง่ายๆ

เมื่อดูมาถึงตอนท้ายก็ยิ่งเข้มข้น รายละเอียดต่างๆ ที่ปูมาตั้งแต่ต้นเรื่องขมวดปมกันอย่างแน่นตึง บีบหัวใจจนแทบจะรอตอนจบไม่ไหว OLDBOY จึงเป็นหนังที่ครบเครื่องทั้งตัวประเด็น การแสดง ฉากต่อสู้ และอารมรณ์ความรู้สึกต่างๆ ที่อัดแน่นอยู่ในหนังเรื่องนี้ ไม่แปลกใจที่ใครๆ ต่างก็ยกย่อง รู้สึกพลาดที่เพิ่งได้ดูเอาตอนนี้

ตลอดทั้งเรื่องจะเห็นได้ว่า “ปาก” เป็นอวัยวะสำคัญที่สุด แทซึถูกจับมาก็เพราะความปากหมาของตัวเอง วูจินก็ถูกแทซึเห็นขณะใช้ปากประกอบกามกิจอยู่ อีกทั้งในเรื่องยังมีนักสะกดจิตที่ใช้ปากควบคุมความคิดของคนให้ไปในทิศทางที่ต้องการอีกด้วย

ยังไงๆ จะทำอะไรก็ระวัง “ปาก” ไว้ด้วยแล้วกัน

Standard
รีวิวหนัง

The Riot Club เงินตรา ปัญญา พิชิตโลก?

the-riot-club

ไม่เคยคิดว่าหนังที่รวมนักแสดง (ชาย) หน้าตาดีๆ เท่ๆ คูลๆ ไว้ด้วยกันจะประทับใจผมได้มากขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะความหล่อของนักแสดง (แหงล่ะ) หากแต่เป็นประเด็นที่เรื่องนี้ต้องการจะสื่อสารกับคนดูต่างหาก

มันเป็นหนังที่ว่าด้วยกลุ่มนักศึกษากลุ่มหนึ่งในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ที่เป็นมหาวิทยาลัยมีชื่ออันดับต้นๆ ของโลก แน่นอนล่ะว่า ใครที่สอบเข้าไปได้ต้องเป็นหัวกะทิสุดๆ แต่เมื่อเข้าไปแล้ว ก็ยังมีกลุ่มที่เรียกได้ว่า “ที่สุดของที่สุด” อยู่ ซึ่งก็คือ The Riot Club นั่นเอง

The Riot Club นั้นเป็นคลับที่มีประวัติมายาวนาน ที่ผลิตนักการเมือง นักธุรกิจ และผู้มีชื่อเสียงต่างๆ มากมาย แต่การเข้าเป็นสมาชิกนั้นก็ยากแสนยาก เพราะต้อง หล่อ เก่ง รวย โปรไฟล์ดี กีฬาเด่น และเป็นสายดื่มตัวจริง ซึ่งในปีนั้นมีสมาชิกใหม่ทั้งหมดสองคน นั่นก็คือ อลิสแตร์ ไรล์ส (แซม คลาฟฟิน) และ ไมล์ส ริชาร์ดส (แมกซ์ ไอรอนส์) ที่ต่างก็มีนิสัยคนละขั้วกันเลย ไมล์สนั้นเป็นคนธรรมดา ใช้ชีวิตง่ายๆ มีแฟนเป็นคนธรรมดาๆ แต่ก็มีความทะเยอทะยานอยากจะเข้าไปอยู่ในคลับเพื่อการยอมรับ ส่วนไรล์สนั้นเป็นคนหัวสูง เย่อหยิ่ง ถือดี ชอบดูถูกคน

เมื่อการคัดเลือกสมาชิกจากคุณสมบัติดังกล่าว ทำให้แต่ละคนในคลับนั้นเป็นเด็กบ้านรวย ถูกสปอล์ย อยากได้อะไรก็ต้องได้ มักใช้เงินแก้ปัญหาทุกอย่าง และมีพฤติกรรมก้าวร้าวอย่างระยำ เป็นเรื่องปกติที่เวลาเราอยู่ในกลุ่มของคนฉลาดและเก่ง อีโก้ในตัวก็จะพองออกมาอย่างไม่อาจระงับ จนทำให้ความภาคภูมิใจนี้กลายมาเป็นการดูถูกและกดคนอื่นให้อยู่ต่ำกว่า ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้กันทั่วไปในสังคม

ปฏิเสธได้หรือว่าคนเรียนเก่งไม่เคยดูถูกคนเรียนอ่อนกว่า ปฏิเสธได้หรือว่าคนหน้าตาดีไม่เคยดูถูกคนขี้เหร่ ปฏิเสธได้หรือว่าคนรวยไม่เคยดูถูกคนจนกว่า และอีกหลายๆ ประเด็นที่เราดูถูกคนอื่น (ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้ดีไปกว่าเขาเท่าไหร่)

เหตุการณ์มาพีคขึ้นตรงที่คลับจะมีการปาร์ตี้ ซึ่งทุกคนจะต้องแต่งชุดพิธีการอย่างดี เพื่อเข้าร่วมงานอย่างยิ่งใหญ่ งานจัดที่ร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่ง และดูเหมือนว่ามีเรื่องเข้าใจผิด แฟนสาวของไมล์สก็ได้รับข้อความให้มาหาที่นี่ โดยที่ไรล์สเป็นคนส่งข้อความให้เธอมาโดยไมล์สไม่รู้ตัว และตอนนั้นเองที่เราได้เห็นถึงความืดดำของเงินและอำนาจ หนึ่งในสมาชิกคนหนึ่งจ้างวานเธอให้ออรัลเซ็กซ์ให้สมาชิกทุกคนในคลับโดยแลกกับการจ่ายค่าเทอมให้เธอจนกว่าจะเรียนจบ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากทีเดียว แต่ด้วยศักดิ์ศรีและความเป็นคนทำให้เธอปฏิเสธข้อเสนอนี้

เหตุการณ์ยังคงดำเนินต่อไป เก็บซ่อนความอึมครึมของบรรยากาศเอาไว้ เมื่อเหล้าเข้าปาก สันดานดิบที่ถูกซ่อนไว้ก็ถูกเปิดเผยออกมา พวกเขาเริ่มทำลายข้าวของทุกอย่างในร้าน ขว้างป่า ฉีกกระชาก จนเจ้าของร้านเข้ามาเตือน แต่พวกเขาก็ไม่ยอมหยุด เพราะยังไงก็มีเงินจ่ายเอาไว้แล้ว แต่สุดท้ายก็เกิดเหตุขัดแย้งขึ้นจนได้ พวกเขาขาดสติรุมกระทืบเจ้าของร้านจนปางตาย

ภาพความรุนแรงในหนังทำให้เราเข้าใจถึงความคิดของคนรวย คนมีอำนาจ ว่าเขาคิดกับคนที่ด้อยกว่าอย่างไร บางทีอาจไม่มองว่าคนเหล่านั้นเป็นคนด้วยซ้ำ ก็ในเมื่อเงินตรานำมาซึ่งอำนาจ และอำนาจก็แข็งแกร่ง มั่นคง คงทนและถาวร แล้วอย่างนั้นตนเองจะไปกลัวอะไรอีกเล่า

หนังเรื่องนี้เปลือกเปลือยสังคม “ชั้นสูง” ออกมาให้เห็นอย่างล่อนจ้อน ทำให้เห็นความเน่าเฟะที่น่าขยะแขยงของความคิดและพฤติกรรม นั่นทำให้เราตั้งคำถามคิดมาว่า

เงินตรา ปัญญา มันจะพิชิตโลกได้จริงๆ หรือเปล่าวะ?

Standard
รีวิวหนัง

Liberal Arts บอกลาความฉลาด (ที่เรามโนกันไปเอง) ซะที!

la

ในฐานะคนที่เคยเรียนคณะมนุษยศาสตร์ มีคำว่าศิลปศาสตรบัณฑิตตราอยู่ในปริญญาบัตร หนังเรื่องนี้ค่อนข้างจี้ใจดำและเหมาะสำหรับคนอย่างพวกเราชาว อักษรศาสตร์ / ศิลปศาสตร์ / มนุษยศาสตร์เสียเหลือเกิน

“เรียนคณะมนุษย์ฯ ไปทำไมวะ ยังเป็นมนุษย์ไม่พอหรอ” นี่เป็นประโยคที่ผมได้ยินได้ฟังมาบ่อยหลังจากพูดถึงคณะที่ตัวเองเรียน (อย่างภูมิใจ) ให้คนอื่นฟัง แต่ก็มักจะได้ฟีดแบคที่ไม่ค่อยดีกลับมาเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่คณะ (กู) ผม สอนให้เราเข้าใจมนุษย์เลยนะเว้ย มันเป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้ง น่าสนใจ ทำไมคนอื่นถึงไม่เข้าใจถึงความสำคัญของมันกัน (วะ)

อาจเป็นเพราะมันทำเงินไม่ได้ – ซึ่งโคตรจะจริง

เอาเถอะ มาพูดถึงหนังเรื่องนี้กันดีกว่า มันเป็นเรื่องราวความรัก ความผูกพันของคนสองคนที่มีอายุห่างกันถึง 16 ปี พวกเขาทั้งสองเรียนที่คณะศิลปศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน แม้จะคนละช่วงเวลากันก็ตาม ลองนึกภาพเด็กคณะเหล่านี้ดูสิครับ เนิร์ดๆ บ้าเรียน ชอบถกปรัชญา มักหนีบหนังสือหนาๆ ที่อ่านไม่รู้เรื่องเอาไว้ข้างกาย พูดคำศัพท์ยากๆ และเป็นคนอ่อนไหวในเรื่องไม่เป็นเรื่อง

ในช่วงแรกของหนังนั้นมีความเป็นหนังโรแมนติก-คอแมดี้สูงมาก ทั้งสองเริ่มคุยกันผ่านจดหมาย แลกเพลง (คลาสสิค) กันฟัง นั่นทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนมันอาจเรียกได้ว่าความรัก แต่ติดอยู่ที่ว่าทั้งคู่นั้นอายุห่างกันตั้ง 16 ปี! ซึ่งถือว่าเป็นช่องว่างที่กว้างพอสมควรทีเดียว

ฝ่ายหญิง – ซิบบี้ (เอลิซาเบธ โอลเซ่น) ที่มีความคิดที่โตเกินวัย เธอไม่รู้ต้องตาพึงใจกับชายหนุ่มในรั้วมหาวิทยาลัยเลย เธอต้องการคนที่เป็นสุภาพบุรุษ มีความคิด และเจซซี่ (จอซ แรดเนอร์) คือคำตอบนั้น ความสัมพันธ์ของเรื่องพัฒนามาจนถึงเรื่องเซกซ์ ซิบบี้มาเฉลยเอาว่าเธอยังไม่เคยมีอะไรกับใครมาก่อน นั่นทำให้เจซซี่สับสนอย่างมากกับกรอบความคิดเรื่องศีลธรรม ความถูกต้อง ความดีงามทั้งหลาย จนเลือกที่จะปฏิเสธโอกาสเหล่านั้นไป

เจซซี่ นั้นคือผลผลิตของวิชาศิลปศาสตร์ขนานแท้เลยดีเดียว เขาบ้าอ่านหนังสือ คลั่งไคล้งานเขียนคลาสสิค หมกมุ่นกับตัวเอง ถกเถียงถึงความดีงามของเขียน (มองว่าตัวเอง) มีรสนิยมที่ดี งานเขียนอื่นนอกจากที่ตนอ่านนั้นคืองานเขียนที่ไม่ได้เรื่อง (หนังไม่ได้เอ่ยชื่อหนังสือเล่มที่ตัวเอกบอกว่าเป็นหนังสือภาษาอังกฤษที่แย่ที่สุดแต่ก็พอจะเดาได้ว่าเป็นไตรภาคแวมไพร์ ทไวไลท์ นั่นแหละ แสบจริงๆ)

ความจริงแล้วรสนิยมหรือสิ่งที่คนเรียนอักษร / ศิลปศาสตร์ / มนุษยศาสตร์ ถูกปลูกฝังมานั้นดีเลิศจริงๆ หรือเปล่า เราจำเป็นต้องอ่านแต่วรรณกรรม วรรณคดีคลาสสิคเท่านั้นหรือไม่ นอกจากนั้นแล้วถือว่างานเขียนขยะ หรืองานที่ไม่ควรเสียเวลาอ่านหรือเปล่า ยอมรับตามตรง ในระยะที่ได้เรียนวิชาวรรณกรรมในคลาส ผมเองก็มีความคิดเช่นนี้เหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงโลกของหนังสือมันมีอะไรมากกว่านั้น มันมีการอ่านเพื่อความบันเทิง เพื่อความสนุก ถ้าหากหนังสือแต่ละเล่มรับใช้เราในหน้าที่อื่นที่ไม่ใช่การจรรโลงใจอย่างวรรณกรรมเล่มโตๆ มันก็เพียงพอแล้วหรือเปล่า

หนังใช้ฉากเป็นตัวมหาวิทยาลัยที่ทั้งคู่เรียนและเคยเรียนมาด้วยกัน มหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ที่มีอะไรเกิดขึ้นมากมายที่นี่ เป็นที่จัดปาร์ตี้ที่สนุกสุดเหวี่ยง เป็นสถานบ่มเพาะความรู้ เป็นที่แลกเปลี่ยนความคิด ถกเถียงทางวิชาการ “เป็นที่ที่นายจะบอกใครว่าเป็นกวีแล้วไม่โดนต่อย” แต่สำหรับเจซซี่ การกลับมามหาวิทยาลัยของเขามันคือการหลบภัย หลีกหนีจากความเป็นจริง จากเมืองหลวง ที่ทำให้เขาอึดอัดและสับสนวุ่นวาย

การสนทนาของตัวละครมันก็ดูเป็นบทสนาที่โคตรจะ Liberal Arts จริงๆ นั่นแหละ แต่ประโยคที่จำได้ไม่ลืม และดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่คณะเหล่านี้ปลูกฝังความคิดนี้ให้นักศึกษาก็คือ  “A Liberal Arts education solves all your problems.”

แต่… มัน “จริง” จริงๆ หรอครับ!

Standard
รีวิวหนัง

The End of the Tour คุยกันตัว-ตัว กับ David Foster Wallace

the end

สำหรับนักอ่านชาวไทย ชื่อของ David Foster Wallace (ต่อไปนี้ขอย่อว่า DFW เพื่อง่ายต่อการเขียน) คงไม่คุ้นเท่าไหร่นัก เพราะไม่มีการแปลออกมาในบ้านเรา (รวมไปถึงประวัติต่างๆ ที่เป็นภาษาไทยก็หาอ่านยากเหลือเกิน) แต่ก็เอาเถอะ แค่ดูหนังเรื่องนี้ก็คงรู้จักตัวตนของเขามากขึ้นเยอะแล้วล่ะ

เขาเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จจาก Infinite Jest นวนิยายที่มีความหนาราวหนึ่งพันหน้า นี่ทำให้ได้รับชื่อเสียง เป็นที่รู้จักในหมู่นักอ่านเป็นอย่างมาก เขาออกทัวร์พบปะแฟนๆ นักอ่าน  และนี่เองที่ทำให้ David Lipsky นักข่าวจาก Rolling Stone จึงได้เดินทางติดตามสัมภาษณ์นักเขียนชื่อดังเพื่อมาเขียนบทความ เรื่องราวต่างๆ จึงได้เริ่มขึ้น

หนังดำเนินเรื่องไปอย่างเรียบง่าย ทั้งสองคนค่อยๆ ทำความรู้จักกันในฐานะผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์ ตั้งคำถาม ตอบคำถาม ผ่านเครื่องอัดเสียง ตั้งแค่คำถามพื้นๆ สัพเพเหระทั่วไป จนล้วงลึกถึงนิสัยใจคอ ความสนใจ การทำงาน แนวคิด และทัศนคติของ ทำให้คนดูรู้จัก DFW มากขึ้น จนผู้ถูกสัมภาษณ์เริ่มเปิดใจ เล่าเรื่องส่วนตัวที่เจาะลึกมากขึ้น สนิทกันมากขึ้น จนทั้งสองแทบจะเรียกว่าเพื่อนสนิทกันก็ว่าได้

ในความโดดเดี่ยวของนักเขียน ไม่มีใครเข้าใจกันมากเท่านักเขียน – ส่วนตัวผมคิดเห็นอย่างนั้น เชื่อเหลือเกินว่า DFW นั้นเป็นโรคซึมเศร้าแน่ๆ เขามีปัญหา ชอบเก็บตัว ไม่ค่อยเข้าสังคม ชินชากับความโดดเดี่ยวที่ได้รับมาพร้อมกับชื่อเสียงและการยอมรับของตัวเอง ซึ่งในข้อนี้ หาก Lipsky เป็นเพียงนักข่าวธรรมดา ในฐานะของคนทำหนังสือ ไม่ใช่คนเขียนหนังสือเหมือนกัน คงไม่สามารถตั้งคำถาม และทำให้ DFW เปิดใจเล่าสิ่งที่เขาคิด และรู้สึกจากภายในออกมาได้มากมากเท่านี้อย่างแน่นอน

หากเปรียบเป็นเกม The End of the Tour ก็เหมือนเกมภาษา มีไดอะล็อกเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด แต่ความสนุกของมันก็อยู่บทสนทนาฉลาดๆ โควทคำพูดเท่ๆ มากมาย ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากตัวผู้สัมภาษณ์และผู้ให้สัมภาษณ์ที่แลกเปลี่ยนกัน แต่อีกส่วนหนึ่งก็ต้องยกความดีให้กับผู้เขียนบท ที่ย่อยสิ่งเหล่านั้นออกมาในหนังได้อย่างไม่น่าเบื่อ แถมยังใช้ดำเนินเรื่อง สร้างบรรยากาศ และค่อยๆ ปอกเปลือกตัวละครออกมาได้เป็นอย่างดี

ลึกๆ แล้วผมคิดว่าทั้งสองนี้ต่างอิจฉาซึ่งกันและกันอยู่ไม่มากก็น้อย Lipsky อยากให้ผลงานของตัวเองเป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียงเช่นอย่าง DFW ส่วน DFW ก็อยากเป็นที่ยอมรับของคนอื่น มีเพื่อน ไม่ต้องโดดเดี่ยว จนเกิดเป็นความอึมครึมขัดแย้งในช่วงปลายของหนังแต่สุดท้าย ก็คงไม่มีใครเข้าใจกันและกันไปมากกว่าพวกเขาทั้งสอง

ในแง่ของคนทำงานสัมภาษณ์ ทักษะการหาข้อมูลจาก Lipsky นั้นถือเป็นครูได้ดีทีเดียว ดูจากคำถามที่เขาตั้ง วิธีการวางตัวกับผู้ถูกสัมภาษณ์ การล้วงข้อมูล ตอนไหนควรหยุด ตอนไหนควรจะพอ ตอนไหนที่คิดว่ายังเค้นได้อีก เขาจะไปจนสุด รวมไปถึงความช่างสังเกตกับสิ่งรอบๆ ตัวของผู้ถูกสัมภาษณ์ เขาก็บันทึกเอาไว้หมดราวกับถ่ายภาพทุกอย่างออกมาเลยก็ว่าได้

ตอนแรกผมคิดเพียงว่าจะหาหนังดูเพื่อผ่อนคลาย แต่ที่ไหนได้มันกลับติดอยู่ในหัวจนต้องเขียนออกมา ไม่อย่างนั้นคงนอนไม่หลับอย่างแน่นอน นี่ไม่ใช่หนังชีวประวัติที่ทำออกมาเพื่อสรรเสริญตัวบุคคลเพื่อมองเป็นฮีโร่ทั่วๆ ไป แต่มันสะท้อนให้เราเห็นอะไรหลายๆ อย่าง ในฐานะมนุษย์ ในฐานะนักเขียน ที่ต้องต่อสู้กับความโดดเดี่ยวจากความคิดมากและเพ้อเจ้อ (อีกส่วนคืออีโก้ที่คิดว่าตัวเองฉลาดกว่าคนอื่น) และต้องการเป็นที่ยอมรับมากกว่าใครๆ และในฐานะสื่อมวลชน ที่ข้อมูลมีราคายิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

มันเลยเป็นหนังที่พาเราดิ่งสำรวจลึกลงไปในจิตใจของมนุษย์ที่หลากหลายและซับซ้อน วกวนราวเขาวงกต ไปมอง ไปดู ไปรู้ ไปเห็น ผ่านบทสนทนา น้องหมา บุหรี่ อากาศหนาว มาชเมลโล น้ำอัดลม และเครื่องอัดเสียง!

Standard