รีวิวหนัง

The End of the Tour คุยกันตัว-ตัว กับ David Foster Wallace

the end

สำหรับนักอ่านชาวไทย ชื่อของ David Foster Wallace (ต่อไปนี้ขอย่อว่า DFW เพื่อง่ายต่อการเขียน) คงไม่คุ้นเท่าไหร่นัก เพราะไม่มีการแปลออกมาในบ้านเรา (รวมไปถึงประวัติต่างๆ ที่เป็นภาษาไทยก็หาอ่านยากเหลือเกิน) แต่ก็เอาเถอะ แค่ดูหนังเรื่องนี้ก็คงรู้จักตัวตนของเขามากขึ้นเยอะแล้วล่ะ

เขาเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จจาก Infinite Jest นวนิยายที่มีความหนาราวหนึ่งพันหน้า นี่ทำให้ได้รับชื่อเสียง เป็นที่รู้จักในหมู่นักอ่านเป็นอย่างมาก เขาออกทัวร์พบปะแฟนๆ นักอ่าน  และนี่เองที่ทำให้ David Lipsky นักข่าวจาก Rolling Stone จึงได้เดินทางติดตามสัมภาษณ์นักเขียนชื่อดังเพื่อมาเขียนบทความ เรื่องราวต่างๆ จึงได้เริ่มขึ้น

หนังดำเนินเรื่องไปอย่างเรียบง่าย ทั้งสองคนค่อยๆ ทำความรู้จักกันในฐานะผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์ ตั้งคำถาม ตอบคำถาม ผ่านเครื่องอัดเสียง ตั้งแค่คำถามพื้นๆ สัพเพเหระทั่วไป จนล้วงลึกถึงนิสัยใจคอ ความสนใจ การทำงาน แนวคิด และทัศนคติของ ทำให้คนดูรู้จัก DFW มากขึ้น จนผู้ถูกสัมภาษณ์เริ่มเปิดใจ เล่าเรื่องส่วนตัวที่เจาะลึกมากขึ้น สนิทกันมากขึ้น จนทั้งสองแทบจะเรียกว่าเพื่อนสนิทกันก็ว่าได้

ในความโดดเดี่ยวของนักเขียน ไม่มีใครเข้าใจกันมากเท่านักเขียน – ส่วนตัวผมคิดเห็นอย่างนั้น เชื่อเหลือเกินว่า DFW นั้นเป็นโรคซึมเศร้าแน่ๆ เขามีปัญหา ชอบเก็บตัว ไม่ค่อยเข้าสังคม ชินชากับความโดดเดี่ยวที่ได้รับมาพร้อมกับชื่อเสียงและการยอมรับของตัวเอง ซึ่งในข้อนี้ หาก Lipsky เป็นเพียงนักข่าวธรรมดา ในฐานะของคนทำหนังสือ ไม่ใช่คนเขียนหนังสือเหมือนกัน คงไม่สามารถตั้งคำถาม และทำให้ DFW เปิดใจเล่าสิ่งที่เขาคิด และรู้สึกจากภายในออกมาได้มากมากเท่านี้อย่างแน่นอน

หากเปรียบเป็นเกม The End of the Tour ก็เหมือนเกมภาษา มีไดอะล็อกเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด แต่ความสนุกของมันก็อยู่บทสนทนาฉลาดๆ โควทคำพูดเท่ๆ มากมาย ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากตัวผู้สัมภาษณ์และผู้ให้สัมภาษณ์ที่แลกเปลี่ยนกัน แต่อีกส่วนหนึ่งก็ต้องยกความดีให้กับผู้เขียนบท ที่ย่อยสิ่งเหล่านั้นออกมาในหนังได้อย่างไม่น่าเบื่อ แถมยังใช้ดำเนินเรื่อง สร้างบรรยากาศ และค่อยๆ ปอกเปลือกตัวละครออกมาได้เป็นอย่างดี

ลึกๆ แล้วผมคิดว่าทั้งสองนี้ต่างอิจฉาซึ่งกันและกันอยู่ไม่มากก็น้อย Lipsky อยากให้ผลงานของตัวเองเป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียงเช่นอย่าง DFW ส่วน DFW ก็อยากเป็นที่ยอมรับของคนอื่น มีเพื่อน ไม่ต้องโดดเดี่ยว จนเกิดเป็นความอึมครึมขัดแย้งในช่วงปลายของหนังแต่สุดท้าย ก็คงไม่มีใครเข้าใจกันและกันไปมากกว่าพวกเขาทั้งสอง

ในแง่ของคนทำงานสัมภาษณ์ ทักษะการหาข้อมูลจาก Lipsky นั้นถือเป็นครูได้ดีทีเดียว ดูจากคำถามที่เขาตั้ง วิธีการวางตัวกับผู้ถูกสัมภาษณ์ การล้วงข้อมูล ตอนไหนควรหยุด ตอนไหนควรจะพอ ตอนไหนที่คิดว่ายังเค้นได้อีก เขาจะไปจนสุด รวมไปถึงความช่างสังเกตกับสิ่งรอบๆ ตัวของผู้ถูกสัมภาษณ์ เขาก็บันทึกเอาไว้หมดราวกับถ่ายภาพทุกอย่างออกมาเลยก็ว่าได้

ตอนแรกผมคิดเพียงว่าจะหาหนังดูเพื่อผ่อนคลาย แต่ที่ไหนได้มันกลับติดอยู่ในหัวจนต้องเขียนออกมา ไม่อย่างนั้นคงนอนไม่หลับอย่างแน่นอน นี่ไม่ใช่หนังชีวประวัติที่ทำออกมาเพื่อสรรเสริญตัวบุคคลเพื่อมองเป็นฮีโร่ทั่วๆ ไป แต่มันสะท้อนให้เราเห็นอะไรหลายๆ อย่าง ในฐานะมนุษย์ ในฐานะนักเขียน ที่ต้องต่อสู้กับความโดดเดี่ยวจากความคิดมากและเพ้อเจ้อ (อีกส่วนคืออีโก้ที่คิดว่าตัวเองฉลาดกว่าคนอื่น) และต้องการเป็นที่ยอมรับมากกว่าใครๆ และในฐานะสื่อมวลชน ที่ข้อมูลมีราคายิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

มันเลยเป็นหนังที่พาเราดิ่งสำรวจลึกลงไปในจิตใจของมนุษย์ที่หลากหลายและซับซ้อน วกวนราวเขาวงกต ไปมอง ไปดู ไปรู้ ไปเห็น ผ่านบทสนทนา น้องหมา บุหรี่ อากาศหนาว มาชเมลโล น้ำอัดลม และเครื่องอัดเสียง!

Advertisements
Standard

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s