ไม่มีหมวดหมู่

ข้อความผ่านตัวอักษรทางไกล

5

โปสการ์ดสอนให้เราเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ
ตอนที่เริ่มเขียนโปสการ์ดใหม่ๆ เอาจริงๆ ก็คือเขียนเองส่งเอง ให้ตัวเองอ่าน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน เพราะกว่าโปสการ์ดจะส่งมาถึงบ้าน ก็มีระยะเวลานานพอสมควร
เราอาจลืมไปแล้วว่าเขียนอะไรไว้บ้าง พอได้อ่านก็นึกออกเองว่าตอนนั้นคิดอะไรอยู่ถึงเขียนข้อความแบบนั้นลงไป
พักหลังๆ ค่อยได้เขียนโปสการ์ดส่งให้เพื่อน แลกกันส่งโปสการ์ดกันบ้าง ก็เป็นความรู้สึกที่ดีเช่นกัน

โปสการ์ดที่เพิ่งได้รับมานี้เป็นโปสการ์ดเนื่องในโอกาสคริสต์มาสและปีใหม่ เป็นโปสการ์ดจากเพื่อนที่รู้จักกันตอนงานสัปดาห์หนังสือ
ข้อความที่เขียนมาอ่านแล้วก็รู้สึกดีจากกำลังใจที่ส่งผ่านมาทางตัวอักษร
เป็นความรู้สึกดีที่เฟซบุ๊กหรือไลน์ก็ให้ไม่ได้

ยิ่งได้อ่านหนังสือ 7.300 วันที่เรารักกัน ที่คนรักของนักเขียนเจ้าของหนังสือก็มักจะส่งโปสการ์ดมาให้อยู่เสมอๆ
เป็นข้อความที่รู้กันแค่สองคน ส่งผ่านความรู้สึก ณ ตอนนั้นเอาไว้ให้คนอ่านได้อ่านในอีกระยะเวลาต่อมา
และที่สำคัญคือมันสามารถเก็บรักษาเอาไว้ได้นาน หยิบมาอ่านทีไรก็คิดถึงได้ตลอด

ผมเริ่มส่งโปสการ์ดไปให้เธอมากขึ้นหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบ
อยากจะส่งความรู้สึกดีๆ นี้ไปให้ผ่านข้อความและลายมือที่ตั้งใจเขียน
อยากให้ได้อ่าน อยากให้เข้าใจความรู้สึกที่ส่งไป
เธอบอกทุกครั้งว่าได้รับโปสการ์ดแล้ว
แต่ได้รักหรือเปล่านั้น
ผมก็ยังรอคำตอบนั้นอยู่

Advertisements
Standard
วันละรูป วันละเรื่อง

ของตาย

4

ผมถ่ายภาพภาพนี้ได้ตอนเดินไปเข้าห้องน้ำ ไม่รู้ทำไมเหมือนกันถึงเอะใจคว้ากล้องมาถ่ายเอาไว้
สำหรับคนอื่น มันอาจจะเป็นภาพธรรมดาๆ ตู้หนังสือกับจักรยานออกกำลังกายธรรมดาๆ ไม่เห็นอะไรแปลกตรงไหน
ก็ตรงความไม่แปลกนี่แหละครับ ที่ทำให้ผมหยิบกล้องถ่ายภาพนี้ออกมา

ถ้าหากคุณเป็นคนชอบอ่านหนังสือ รักการอ่านแล้วล่ะก็ การได้ครอบครองหนังสือเต็มตู้ เต็มชั้น ใช้ชีวิตรายล้อมไปด้วยหนังสือคงเป็นอะไรที่รู้สึกดีมากๆ
ผมเองก็เช่นเดียวกัน
เวลาเจอหนังสือหายาก หนังสือออกใหม่ หรือตอนงานสัปดาห์หนังสือ ก็มักจะหน้ามืดตามัว ซื้อหนังสือแบบไม่คิดอะไร พอรู้ตัวอีกทีก็มีหนังสือเต็มบ้านไปหมดแล้ว
คงไม่ต้องถามต่อว่าจำนวนที่ซื้อกับจำนวนที่อ่านนั้นเป็นอย่างไร
เพราะมันไม่เคยสัมพันธ์กันเลยสักครั้งเดียว

จักรยานออกกำลังกายนี่ก็เช่นกัน เมื่อก่อนบ้านผมตกลงซื้อเครื่องออกกำลังกายชนิดนี้มาใช้ร่วมกันเพื่อสลายไขมันที่สมาชิกครอบครัวเราสะสมกันเอาไว้มากพอตัว
แน่นอนว่าคงเหมือนคนเห่อทั่วๆ ไป เราฟิตปั่นจักรยานกันแทบทุกวัน เรียกได้ว่าใช้คุ้มทีเดียว
แต่ก็นั่นแหละ พอปั่นไปได้หนึ่งเดือน ความฟิตก็หายไป ความขี้เกียจและข้ออ้างก็เริ่มเข้ามา
“เดี๋ยวค่อยปั่น” “พรุ่งนี้แล้วกัน” ก็เริ่มเป็นประโยคที่เราพูดกันบ่อยขึ้น
จนจักรยานที่ครั้งหนึ่งเคยรองรับก้นของพวกเราก็กลายเป็นที่แขวนเสื้อผ้าไปโดยปริยาย

ผมมองดูกองหนังสือและจักรยานที่ครั้งหนึ่งเคยมีความสำคัญ แต่วันนี้มันกลายเป็นเพียงของประดับธรรมดาๆ ไม่มีความสำคัญอะไร
คงคล้ายๆ กับความสัมพันธ์ที่เราหลงลืมและทำหล่นหายไประหว่างทาง
เหมือนได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง
แล้วผมก็ปั่นจักรยาน

Standard
วันละรูป วันละเรื่อง

โซนของเล่น

3

จำได้ว่าสมัยก่อน เวลามาเดินห้าง ต้องขอให้พ่อพามาที่โซนของเล่นทุกๆ ครั้ง ไม่ได้ซื้อก็ไม่เป็นไร ขอแค่ได้มาดูไว้ก็พอ
เราโตมากับยุครถทามิย่า ดิจิมอน เบลย์เบลด ครัชเกียร์ ซอยด์ ฯลฯ ซึ่งของเล่น (แท้) เหล่านี้ตั้งตระหง่านอยู่ในโซนศักดิ์สิทธิ์ (ของเด็กๆ ในยุคนั้น) รอให้พวกเรามาเป็นเจ้าของกันเต็มไปหมด

ไม่ได้ / แพงเกินไป / สอบให้ได้เลขตัวเดียวแล้วจะซื้อให้
เป็นประโยคไม้ตายของพ่อเวลาผมร้องอยากได้ของเล่นราคาแพงเหล่านั้น
แต่ก็มักจะแพ้เวลาผมลงไปนอนก้องจมน้ำตาดีดดิ้นอยู่กลางห้างทุกทีไป

นอกจากของเล่นล่อตาล่อใจบรรดาเด็กๆ อย่างผมในตอนนั้นแล้ว สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในโซนของเล่นที่หลายๆ ห้างมักจะมีก็คือตัวต่อเลโก้ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เรียนโรงเรียนไหน มีเงินซื้อของเล่นที่นั่นหรือเปล่า ไม่มีใครสน ทุกๆ คนสามารถมานั่งต่อเลโก้จากกระบะนี้ได้ทุกคน
ผมในตอนนั้นก็มักจะชอบไปนั่งต่อเลโก้รอแม่ซื้อของอยู่เป็นประจำ
เมื่อก่อนนี้เลโก้ค่อนข้างรุ่งเรืองมาก มีชิ้นส่วนให้เลือกต่อเยอะแยะไปหมด หลายขนาด หลายแบบ หลายไซส์ ฮาร์ดคอร์หน่อยก็มีโลโก้คน ป้อมปืน ยานบินให้หยิบมาต่อได้ตามใจ
แต่เมื่อโตขึ้น เจอเพื่อน เจอสิ่งที่น่าสนใจกว่า ผมก็ไม่ได้ไปเหยียบที่โซนของเล่นอีกเลย

อยู่ๆ เพื่อนก็ให้ช่วยพาไปเดินเล่นที่ห้างแถวบ้าน เพราะตั้งแต่มันย้ายมาอยู่ย่านรามอินทรา ก็แทบไม่เคยแวะมาเดินเล่นที่ห้างโปรดแถวบ้านผมเลยสักครั้ง
ผมบอกอยากลองไปเดินดูโซนของเล่นดูหน่อย เพราะอยากดูกันดั้มและโมเดลสตาร์วอร์ส
ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน เพื่อนมันก็นั่งเล่นที่มุมต่อเลโก้ที่เมื่อก่อนเป็นที่ประจำของผม มันหยิบๆ มาต่อ แล้วถามว่า “มึงเคยต่อมั้ย”
แทนคำตอบ ผมนั่งลงตรงข้ามมัน แล้วหยิบชิ้นส่วนสีสันต่างๆ หลากหลายแบบมาต่อกันดู

เหมือนมือมันไปเอง หยิบโน่น จับนี่ เอามาผสมกัน อยู่ๆ ก็เพลินโดยไม่รู้ตัวจนเพื่อนที่ชวนมานั่งมันเบื่อและลุกไปดูอย่างอื่นแล้วผมยังสาละวนอยู่กับตัวต่ออยู่เลย
สนุก เป็นคำแรกที่ผมรู้สึกหลังจากต่อเมือง (ถ้าหากมันยังมีความคล้ายคลึงอยู่บ้างล่ะก็) ในจินตนาการของตัวเสร็จ
ไม่ได้รู้สึกอย่างนี้นานแล้วเหมือนกัน อาจเป็นเพราะเราโตขึ้น รู้จักและเข้าใจอะไรมากขึ้น มีความซับซ้อนมากขึ้น
การได้ลงมือต่อเลโก้แบบมั่วๆ มึนๆ แบบนี้จึงเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้งแบบที่ไม่เคยรู้สึกดีแบบนี้มาก่อน

บางที การมานั่งแย่งเด็กต่อเลโก้ ควานหาชิ้นส่วนในกระบะ สนุกกับการไม่ต้องคิดอะไรบ้าง
คงทำให้วันพังๆ สดใสขึ้นมาได้ดีทีเดียว

Standard
วันละรูป วันละเรื่อง

ความโดดเดี่ยว

2

บังเอิญถ่ายรูปนี้ได้ตอนรอเพื่อนซื้อของที่ตลาดปลา
หันไปเห็นคุณลุงยืนมองท้องฟ้าและทะเลอยู่คนเดียว อย่างโดดเดี่ยว
ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ผมรู้สึกว่าตัวเองชอบภาพใบนี้มากๆ
อาจเป็นเพราะองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ทั้งท้องฟ้า ทะเล คนในภาพ และสีสันต่างๆ ที่ผสมรวมกัน

พูดถึงเรื่องความโดดเดี่ยว บางครั้งก็นึกถึงตัวเองขึ้นมา
แม้ในบางขณะที่ได้อยู่กับเพื่อน ก็รู้สึกว่ามีคนเข้าใจเราอยู่ ให้เราพูดคุย ให้เราปรึกษา
แต่ขณะเดียวกัน ผมก็รู้สึกตัวเองโดดเดี่ยวอย่างไม่น่าเชื่อ

อาจด้วยความเป็นคนเงียบๆ ชอบไปไหนมาไหนคนเดียว (เมื่อก่อนการดูหนัง กินข้าวคนเดียวโดยเฉพาะบุฟเฟ่ต์ถ้าไปเล่าให้ใครฟังก็เจอสีหน้าเหวอตลอด) เลยทำให้ผมสนิทกับความโดดเดี่ยวได้อย่างรวดเร็ว

มันเป็นเรื่องที่พูดยาก เคยเป็นมั้ยที่บางครั้งอยากการอยู่กับเพื่อนเยอะๆ ได้ไปเที่ยว ได้เจอคน ได้ไปปาร์ตี้ แต่ก็มีหลายๆ ครั้งที่กลับมาด้วยความเปล่าเปลี่ยวและความเหงาที่ยิ่งจมลึกเข้าไปทุกที
ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม
มันเป็นสภาวะที่ผมก็ควบคุมตัวเองไม่ได้เท่าไหร่ บางครั้งเป็น บางครั้งไม่เป็น
เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย ปะปนกันไป
เหมือนยังหาจุดสมดุลให้กับความโดดเดี่ยวของตัวเองไม่ได้

ผมไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะจัดการกับความรู้สึกนี้ได้ดีแค่ไหน
อาจทำได้ หรืออาจไม่มีวันทำได้
ผมมองดูรูปที่ถ่ายมา เห็นคุณลุงมองท้องฟ้าและผืนทะเล
บางทีคำตอบอาจอยู่ตรงหน้าเราก็ได้

Standard
วันละรูป วันละเรื่อง

เพื่อน

1

 

หลายคนบอก ‘ยิ่งโต เพื่อนยิ่งน้อยลง’ ผมเองก็ค่อนข้างเชื่อเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน
แม้ตัวเองจะเป็นคนเพื่อนไม่เยอะมาก แต่พอมาถึงทุกวันนี้เพื่อนกลุ่มหลักๆ ที่ยังไปมาหาสู่ พบเจอสังสรรค์กันก็มีอยู่ไม่กี่กลุ่ม คือเพื่อนสมัยมัธยม เพื่อนสมัยมหา’ลัย เพื่อนจากค่ายนักเขียนต่างๆ และแก๊งข้าวสาร
แต่เอาจริงๆ ที่เหนียวแน่นที่สุดก็คงไม่พ้นสองกลุ่มแลก เพราะรู้จักกันมานาน

เคยได้ยินคำกล่าวที่่ว่า ‘คนเราจะเป็นยังไง ให้ดูที่เพื่อนของคนๆ นั้น’
เพราะเพื่อนเป็นกระจกสะท้อนบุคลิกของเราได้ดีที่สุดอีกอย่างหนึ่ง เพราะถ้าไม่ศีลเสมอกัน มีอะไรบางอย่างคล้ายๆ กันคงเป็นเพื่อนกันไม่ได้
ไม่รู้คนอื่นเป็นเหมือนผมหรือเปล่า แต่ผมเป็นคนชอบให้เพื่อนต่างกลุ่มมารู้จักกัน พาเพื่อนมัธยมมาเจอเพื่อนมหาลัย พาเพื่อนมหาลัยไปเจอเพื่อนค่ายนักเขียน ไม่รู้ทำไม แต่ผมเชื่อว่าเพื่อนๆ ของผมสามารถเป็นเพื่อนกันได้
ไม่กี่เดือนมานี้ เพื่อนสนิทตอนมัธยมและมหาลัยก็ได้มาเจอกัน เราพบกันเพราะบุฟเฟ่ต์สุกี้แถวๆ ห้วยขวาง และก่อวีรกรรมซุกซาเต (เนื้อหมู ไก่ หมักสูตรพิเศษ) ไปหลายจานจนถ้าหากเจ้าของร้านจำหน้าได้คงด่าแม่และไม่ให้พวกผมเข้าร้านอีก
จนเป็นจุดกำเนิดของแก๊งซาเตขึ้นมา

เรามีนัดกันบ่อย ดื่มเบียร์บ้าง กินอาหารบ้าง ไปงานปีใหม่ที่บ้านเพื่อนบ้าง แต่ก็ยังไม่เคยออกทริปด้วยกันสักที แต่ก็เริ่มพูดเรื่องนี้กันจริงจังหลังปีใหม่
สบโอกาสเพื่อนเพิ่งได้รถใหม่ ก็เลยมีมติกันว่า “พวกเราควรออกทริปด้วยกันว่ะ” จนเกิดเป็นทริปแรกของแก๊งซาเตขึ้นมา
ตอนแรกตั้งใจจะไปนครปฐม เพราะติดใจบรรยากาศสบายๆ และความชิลของร้านหนังสือแถวนั้นจนอยากไปอีกรอบ แต่ขับรถไปได้สักพักก็มีเหตุให้เปลี่ยนใจ จากแค่นครปฐมจนเลยเถิดเป็นศรีราชาและบางแสนแทน
ทริปแรกอาจยังดูจูนกันไม่ค่อยติด เพราะต่างคนต่างไม่เคยไปเที่ยวด้วยกันมาก่อน บางคนชอบเที่ยวแบบนั้น แต่อีกคนไม่ชอบ ก็ต้องใช้เวลาปรับสไตล์กันหน่อย (จริงๆ คือหาเรื่องเที่ยว)
จุดมุ่งหมายที่จะไปดูสะเปะสะปะ มั่วๆ ไม่มีข้อมูล หลงทางตลอด เปิดหาที่เที่ยวกันดาบหน้า จนไปจบที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ศาลเจ้าหน่าจาไทจื้อ และตลาดปลาแถวๆ น้ัน

ไม่รู้ว่าที่ที่พวกเราไปเที่ยวกันมันจะเรียกว่าพีคของชลบุรี-บางแสน หรือเปล่า แต่ในสถานการณ์ตอนนั้น มั่วๆ แบบนั้น ก็เชื่อว่าทุกคนคงพอใจ
คนชอบถ่ายรูปก็ได้ถ่ายจนแบตหมด คนชอบประวัติศาสตร์ก็ได้ข้อมูลและเสพงานศิลป์ไปจนอิ่ม ส่วนไอ้คนอยากเที่ยวก็คงได้ออกมาข้างนอกสมใจ
และแน่นอน ทำให้ผมมีเรื่องมาเขียนในวันนี้ ฮ่าๆ

สำหรับทริปนี้ ผมคงยังไม่ให้คะแนนว่าได้เท่าไหร่ เพราะถ้าเป็นข้อสอบ ก็คงเรียกได้ว่าเป็นพรีเทสต์ ที่ให้พวกเราลองเดาด้วยความไม่รู้
แต่มันก็เป็นทริปที่สอนให้รู้ว่า ไม่ว่ามันจะหลงกี่รอบ ได้เที่ยวไม่กี่ที่ ต้องกินอาหารที่ก็ไม่อยากกิน หรือไปที่ที่ไม่ค่อยอินแต่ถ้าไปกับเพื่อนที่เรียกว่าเพื่อนจริงๆ
ต่อให้มันพาไปแค่หน้าปากซอย ผมก็จะนั่งไปกับพวกมัน

Standard
วันละรูป วันละเรื่อง

วันละรูป วันละเรื่อง

phone

1

ช่วงจะสิ้นปีหรือเริ่มต้นปีใหม่ๆ เพื่อนหลายคนในเฟซบุ๊กก็เขียนสเตตัสทบทวนตัวเองในปีเก่า พร้อมกับตั้งเป้าหมายที่จะทำ หรือสิ่งที่อยากจะได้ในปีใหม่กันเต็มไปหมด ได้อ่านบ้าง ไม่ได้อ่านบ้าง ความจริงแล้วสิ่งเหล่านี้ก็เป็นกิจกรรมที่ผมชื่นชอบและมักจะทำอยู่เสมอเหมือนกัน เพียงแต่ปีนี้ไม่คิดอยากจะเขียนลงไปในพื้นที่สาธารณะมากสักเท่าไหร่ อยากจะเตือนตัวเองเอาไว้ในสมุดบันทึกแล้วพยายามทำให้ได้มากกว่า

แต่มันก็มีบางอย่างเหมือนกันที่เราพร้อมจะแชร์มันลงไปในโลกออนไลน์ อย่างเช่นเรื่องที่กำลังจะเขียนอยู่นี้

เล่าย้อนกลับไปนิดนึง คือจะบอกว่าตัวเองชอบถ่ายรูปได้มั้ย ก็พูดได้ไม่เต็มปาก แต่ถ้าเจออะไรที่อยากเก็บไว้ด้วยภาพ ก็จะยกกล้อง (มือถือ) มาบันทึกมันเอาไว้ และมักจะเอามาเปิดดูอยู่บ่อยๆ บางรูปจำได้บ้าง จำไม่ได้บ้าง รูปไหนชอบหน่อย อยากแชร์ก็อัปลงอินสตาแกรม ในเฟซบุ๊กให้คนอื่นชมด้วย แต่ก็เป็นอัตราส่วนที่น้อยหากเทียบกับรูปที่เราถ่ายมา

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่ามีภาพไม่กี่ภาพ ไม่กี่ความรู้สึก หรือเป็นสัญลักษณ์แทนบางอย่างที่เราอยากสื่อสารให้คนอื่นรับรู้ หรือ ‘เห็น’ ในสิ่งที่เราอยากจะ ‘เป็น’

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม จำนวนภาพในแกลอรี่ของผมก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วันเวลา

 

2

ปกติผมชอบใช้มือถือถ่ายรูป และกล้องจากไอโฟนก็ตอบสนองความต้องการของผมได้ดีทีเดียว เคยคิดเหมือนกันว่าแค่กล้องมือถือก็ถ่ายสวยขนาดนี้ (ในความเห็นของผม) จะมีกล้องดิจิตอลแพงๆ ไปทำไม (วะ)

กล้องที่น้องสาว (เหลือใช้และเอามา) ให้จึงถูกวางทิ้งไว้ในมุมห้องอย่างไม่ใยดี

จนกระทั่งไอโฟนห้าลูกรักของผมหน้าจอแตก แบตเสื่อมนั่นแหละ ความยุ่งยากวุ่นวายในชีวิตก็เริ่มขึ้น ผมต้องเปลี่ยนไปใช้กาแลกซี่โน้ตสาม ซึ่งดีตรงเรื่องการบันทึก หน้าจอที่ใหญ่ขึ้น แต่สิ่งที่ผมสูญเสียไปคือคุณภาพของกล้องถ่ายรูป ไม่รู้คนอื่นคิดเหมือนผมหรือเปล่า แต่จากการลองใช้กล้องมือถือของไอโฟนกับโน้ตสามนั้นมันช่างต่างกันหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว บางรูปถ่ายแล้วไม่ค่อยชัด เบลอบ้าง ไม่ค่อยพอใจเท่ากับที่ถ่ายด้วยไอโฟน แต่ครั้นจะเปลี่ยนมือถือก็ไม่มีเงิน เลยต้องกลับไปง้อเจ้า fujix20 ที่น้องให้มาแล้วเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน

ใครจะไปคิดว่าผมเจอของดีเข้าให้แล้ว

 

3

ตอนแรกที่เริ่มใช้กล้อง เอาจริงๆ ก็ไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไหร่ เพราะตอนที่ใช้ไอโฟน แค่หามุมดีๆ ที่เราอยากถ่ายมันก็ออกมาสวยอย่างที่เห็นแล้ว พอมาใช้กล้องนี้ก็เลยติดโหมดออโต้ เจออะไรก็กดถ่ายมันไปทั่ว รูปที่ออกมาก็ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่รวมๆ แล้วก็พอใจ

จนไม่กี่วันนี้เพื่อนเพิ่งซื้อกล้องมาใหม่ ฟูจิเหมือนกัน แต่รุ่นใหม่กว่า ล้ำกว่า ถ่ายออกมาสวยกว่า ก็เลยมีความคิดอยากจะถ่ายรูปให้สวยแบบนั้นบ้าง เท่าที่ความสามารถของกล้องเราจะพาไป อีกอย่างคือผมยังไม่รู้จักกล้องที่ถืออยู่ในมือดีเท่าไหร่เลย มันทำอะไรได้บ้าง มีปุ่ม มีโหมดอะไรให้ใช้งานได้อีกมั้ย นอกจากปุ่มชัตเตอร์ ผมก็ค่อยๆ ทำความรู้จักกับค่า f ชัตเตอร์สปีด การปรับตั้งค่าต่างๆ ของกล้องให้ตรงกับที่เราอยากได้มากที่สุด

จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจมันมากสักเท่าไหร่หรอก แต่ก็คิดว่าถ้าเราถ่ายบ่อยๆ ลองใช้กล้องไปเรื่อยๆ ให้ชินมือ ก็คิดว่าคงเข้าใจและถ่ายได้อย่างที่อยากถ่ายไปเอง

 

4

ถ้าเปรียบบทความนี้เป็นหนัง คงเป็นการ flashback ที่กินเวลาไปมากพอสมควร
สิ่งที่ผมตั้งใจและอยากจะแชร์ในพื้นที่ออนไลน์ในปีนี้ก็เกี่ยวกับการถ่ายรูปนี่แหละครับ ด้วยความที่กำลังสนใจศาสตร์การถ่ายรูป และอยากพัฒนาทักษะการเขียนของตัวเองให้มันได้เรื่องได้ราวกว่าเดิมแล้ว ก็เลยอยากจะลองถ่ายรูปและเขียนเรื่องประกอบกันให้ได้วันละรูป วันละเรื่อง ซึ่งผมคิดว่าเป็นการท้าทายที่น่าสนุกอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะเอาจริงๆ การหยิบกล้องไปถ่ายรูป แค่ที่บ้านก็มีอะไรให้ถ่ายเยอะแยะแล้ว ส่วนการเขียน ถ้าหากเรามีวินัยกับมันได้ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นการชาเลนจ์ตัวเองแบบนี้ก็เป็นอะไรที่ผมอยากจะทำให้ได้ในปีนี้

 

5

หวังว่าจะได้เห็นพัฒนาการด้านการถ่ายรูปและการเขียนของตัวเองที่ดีขึ้นในทุกๆ วันนะ

Standard
รีวิวหนัง

The Great Wall กำแพงแห่งความเชื่อใจ

the-great-wall-11

เอาจริงๆ หนังเรื่องนี้ไม่อยู่ในลิสต์หนังที่อยากดูเลยด้วยซ้ำ แต่บังเอิญว่าพ่ออยากหาหนังดูตอนช่วงปีใหม่ ก็เลยลองเข้าไปหารีวิวมาอ่าน บวกกับเห็นน้องที่รู้จักทวิตมาว่าหนังเรื่องนี้สนุก ก็เลยไม่อิดออด เดินเข้าโรงไปดูแต่โดยดี ซึ่งพอได้ดูจริงๆ แล้วก็รู้สึกขอบคุณตัวเองที่ไม่ตัดสินอะไรเร็วเกินไป จนเกือบจะพลาดโอกาสได้ดูหนังดีๆ แบบนี้

หนังว่าด้วยการรุกรานของอสูร ‘เทาเทีย’ ที่เกิดขึ้นมาเพื่อหยุดความโลภและความต้องการที่ไม่มีขีดจำกัดของมนุษย์ และมันจะเข้าจู่โจมเมืองหลวงทุกๆ 60 ปี ซึ่งกำแพงเมืองจีนก็เป็นปราการสำคัญที่ป้องกันไม่ให้เทาเทียรุกคืบเข้าไปในเมืองหลวงเพื่อสังหารราชวงศ์และทำให้ประเทศล่มสลายได้

ดังนั้นจึงมี ‘ภาคีไร้นาม’ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อต่อกรกับอสูรกาย โดยแบ่งออกเป็นหลายทัพ เช่น กองทัพหญิง กองทัพธนู กองทัพพื้นดิน ที่มีหน้าที่จัดการกับเทาเทียด้วยความสามารถที่แตกต่างกันออกไป ฟังจากพล็อตและดูไปได้สักครึ่งเรื่องก็พอจะเดาได้แล้วว่าหนังจะเดินไปในทางไหน แต่สิ่งเหล่านี้ก็ถูกชดเชยด้วยความสนุกสนาน การโชว์ฟอร์มของกองทัพต่างๆ ฉากแอคชั่นที่น่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้เข้าไปดูแบบ IMAX ไม่งั้นคงฟินกว่านี้แน่นอน

แม้เนื้อเรื่องจะเดาทางง่าย แต่ก็ไม่เน่าเบื่อจนชวนให้หลับ เพราะมันมีอะไรที่น่าสนใจโผล่ออกมาอยู่ตลอด อีกสิ่งที่ชอบมากๆ คือความสวยงามของภาพ ที่มีซีนสวยๆ ใหญ่ๆ แกรนด์ๆ มาให้ดูอยู่ตลอด แค่นี้ก็คุ้มค่าตั๋วที่เข้าไปดูมากๆ แล้ว

อีกอย่างคือหนังเรื่องนี้ใช้นักแสดงระดับท็อปๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Matt Damon ในบทวิลเลียม ชาวต่างชาติที่เข้ามาหาดินระเบิดในเมืองจีน ที่แค่ชื่อก็คงไม่ต้องพูดอะไรกันมากมายอีกแล้ว ตามมาด้วยหลิวเต๋อหัวในบทกุนซือผู้สุขุม และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ Jing Tain ที่รับบทเป็นแม่ทัพหลินแห่งกองทัพกระเรียน ที่ทำให้อยากดูอีกหลายๆ รอบ ดีต่อใจจริงๆ

สิ่งหนึ่งที่หนังเรื่องนี้เน้นย้ำอยู่บ่อยๆ (และบางทีผมก็รู้สึกว่ามันมันเกินไปหน่อย) คือเรื่องความเชื่อใจ กองทัพจะแข็งแกร่ง เป็นหนึ่งเดียวกันและร่วมต้านเทาเทียได้ถ้าหากไม่มีสิ่งนี้ก็คงยากจะที่เอาชนะอุปสรรคไปได้ หนังตั้งคำถามใหญ่ๆ ว่า “เรากำลังต่อสู้ไปเพื่ออะไร” ซึ่งก็ชวนให้คิดไปถึงการถามตัวเองกลับมาว่า “เรากำลังทำอะไรอยู่” “เราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร” แม้เราอาจไม่มีอะไรต้องหยิบดาบขึ้นมาต่อสู้ฟาดฟันกับอสูรร้าย แต่ความจริงแล้วเราก็กำลังอยู่ในสังเวียนหรือสงครามอะไรบางอย่างอยู่เหมือนกันนั่นแหละ

วิลเลียม ตอบคำถามนี้ของแม่ทัพหลินไปแล้วในหนัง แล้วเราล่ะ ตอบได้หรือยัง?

Standard