ไม่มีหมวดหมู่

เปิดใจ แพง – กนกวรรณ นักหมากล้อมสาวไฮดั้งคนแรกของประเทศไทย

np1

np3

NP

 

np2

เรียกได้ว่าเป็นข่าวฮือฮาเป็นอย่างมากสำหรับวงการหมากล้อมของประเทศไทย เพราะเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีนักหมากล้อมหญิง เลื่อนระดับขึ้นสู่ 4 ดั้ง กลายเป็นนักหมากล้อมหญิงคนแรกที่ขึ้นระดับไฮดั้ง และตอนนี้ก็กลายเป็นไอดอลของวงการหมากล้อมไปเป็นที่เรียบร้อย เพราะด้วยฝีมือโกะที่ไม่เป็นรองใคร กับความน่ารักสดใสของเธอ ไม่แปลกใจเลยที่ทำหนุ่มๆ หลายคนเริ่มเล่นหมากล้อมเพราะเธอ ไปพูดคุย ขุดคุ้ย ล้วงลึกถึงแรงบันดาลใจและความรักในหมากล้อมในตัวเธอคนนี้

แพง กนกวรรณ สุฉันทะบุตร นักหมากล้อมระดับฝีมือ 4 ดั้ง

เริ่มเล่นหมากล้อมได้ยังไง ทำไมถึงสนใจมาเล่น

ก็คงเหมือนคนอื่นๆ ทั่วๆ ไปมั้งคะ รู้จักมาจากการ์ตูน ฮิคารุเซียนโกะ แล้วก็ศึกษา หาข้อมูล และลองเล่นในอินเทอร์เน็ต แต่ก็รู้สึกว่ายังมึนๆ เล่นไม่ถูกหลักค่ะ เลยไปลงเรียนหมากล้อมกับอาจารย์ดีกว่าค่ะ

เล่นมากี่ปีแล้ว ใช้เวลาขึ้นดั้งนานหรือเปล่า

นานเหมือนกันนะคะ เรียนมาตั้งแต่มัธยมเลย ตอนนั้นได้เข้าชมรม เข้าแข่งขันที่โรงเรียนส่งไปด้วย ก็ได้รางวัลมาบ้างเหมือนกันค่ะ ส่วนเรื่องขึ้นดั้งนี่ก็ใช้เวลาประมาณนึงเหมือนกันนะคะ สัก 2 ปี แล้วก็เล่นมาตลอดเลยค่ะ

มีเทคนิคการฝึกยังไงบ้าง ถึงขึ้นระดับไฮดั้งได้

ต้องขยันมากๆ เลยค่ะ เล่นทุกวัน ดูเกมโปร ฝึกทำโจทย์ ซ้อมทางอินเทอร์เน็ต แล้วเอาไปให้อาจารย์คอมเมนต์เกมส์ให้ สิ่งสำคัญก็คือวินัยค่ะ เล่นทุกวัน ซ้อมตลอด ไม่มีวันไหนที่แพงไม่เล่นโกะเลยค่ะ

ซ้อมหนักมาก แล้วอย่างนี้โปรคนไหนเป็นไอดอลหรือเปล่า

ถ้าตอนนี้ก็ชอบ Ke Jie ค่ะ แพงติดตามกระดานที่เค้าแข่งกับ AlphaGo ทุกกระดาน แม้ว่าจะแพ้แต่เค้าก็เล่นเต็มความสามารถ แต่หลังจากนั้นมาก็ยังไม่แพ้ใครเลยสักกระดาน แถมฟอร์มยังดีขึ้นเรื่อยๆ มันทำให้เราคิดว่าทุกๆ คนยังพัฒนาได้ เก่งที่สุดแล้วก็ยังเก่งขึ้นอีกได้ ข้อนี้เป็นแรงบันดาลใจให้แพงมากๆ เลยค่ะ ช่วงนี้ดูเกมของเค้าทุกวันเลย

กลับมาที่เรื่องของแพงบ้าง ตั้งเป้าในวงการโกะต่อไปยังไงบ้าง

ก็อยากจะเก่งขึ้นไปเรื่อยๆ ค่ะ อยากไปให้สูงกว่านี้ อยากลงแข่งคัดตัวไปแข่งรายการใหญ่ๆ ที่ต่างประเทศ นี่เป็นความฝันของแพงเลยค่ะ อยากเห็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งหมากล้อมมือสมัครเล่นโลกเป็นผู้หญิงบ้าง น่าสนุกดีนะคะ

อีกอย่างก็คืออยากจะให้เพื่อนๆ ผู้หญิงรู้จักหมากล้อมและเล่นหมากล้อมกันมากกว่านี้ เพราะว่านักหมากล้อมหญิงมีน้อยเหลือเกิน ที่เป็นดั้งก็น้อย ก็อยากให้ประเทศไทยมีดั้งผู้หญิงเยอะกว่านี้ค่ะ

แล้วรู้สึกยังไงบ้างที่ตอนนี้เรากลายเป็นไอดอลของวงการหมากล้อมไปแล้ว

ก็รู้สึกดีใจนะคะที่มีคนชื่นชอบเรามากขนาดนี้ ประทับใจมากๆ และยิ่งรู้ว่ามีคนอยากเล่นหมากล้อมเพราะเราก็ยิ่งดีใจเข้าไปใหญ่ เพราะเราก็อยากให้คนมาเล่นหมากล้อมกันมากกว่านี้ วงการเราจะได้คึกคัก และสนุกกว่านี้

คำถามสุดท้าย หมากล้อมให้อะไรกับแพงบ้าง

เมื่อก่อนแพงเป็นเด็กสมาธิสั้นมากค่ะ พอเล่นหมากล้อมแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองนิ่งขึ้น คิดเป็นตรรกะ รู้จักใช้เหตุผล ใจเย็น สงบ และยังทำให้ได้รู้จักคนใหม่ๆ สังคมใหม่ๆ มีเพื่อนเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยล่ะค่ะ

Advertisements
Standard
บันทึก

สงกรานต์ บ้าน หนังสือ

4

สงกรานต์ปีนี้นับเป็นวันหยุดยาวครั้งแรกหลังจากที่กลับมาทำงานประจำ ผมพยายามวางแผนที่จะทำให้ได้ทุกอย่างในหยุดยาวครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกลับบ้านต่างจังหวัดเพื่อเยี่ยมญาติ ไปเล่นน้ำกับเพื่อน ปาร์ตี้ให้สนุกสุดเหวี่ยง อ่านหนังสือ ดูหนังและดูซีรีส์ที่ค้างคาเอาไว้

แต่ก็นั่นแหละครับ ความเป็นจริงมักสวนทางกับสิ่งที่คิดไว้เสมอ

ผมทำได้เพียงแค่ไปเยี่ยมญาติที่ปากช่อง ดื่มเบียร์กับเพื่อน และนอนอ่านหนังสืออยู่บ้านเท่านั้นเอง แม้จะไม่ได้ครบตามที่ต้องการ แต่วัดจากความสุขหลังอ่านหนังสือเล่มต่างๆ จบ ผมก็คิดว่าช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา (และกำลังจะหมดไป) ของผมนั้นคุ้มค่าแล้วล่ะ

เดียวดายใต้เงาจันทร์: โก้วเล้งรำพัน
โลกหมุนไปวันวัน
เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล
สิทธารถะ

คือจำนวนหนังสือทั้ง 4 เล่มที่ผมอ่านจบในช่วงหยุดยาวที่ผ่านมา บางเล่มอ่านระหว่างเดินทาง บางเล่มอ่านตอนรอเพื่อนที่ร้านเหล้า และบางเรื่องทุ่มสมาธิตั้งใจอ่านอยู่บ้านไม่ไปไหนเพราะไม่อยากพลาดใจความสำคัญและประเด็นอันลุ่มลึกจากตัวหนังสือ

บางเล่มพาเราไปรู้จักกับโลกของมิตรภาพ สุรา ปรัชญาชีวิต บางเล่มพาไปเจอกับโลกใหม่ของโสเภนี ชายผู้พยายามฆ่าตัวตาย และจิ้งจก บางเล่มพาเราเข้าไปในความสงบของแม่น้ำที่มอบบทเรียนอันล้ำค่ามากมายรอให้เราตักตวงไม่รู้จบ

ถ้าหากเป็นช่วงเวลาที่ทำงานไม่ประจำ แค่อ่านหนังสือจบหลายๆ เล่มก็คงไม่น่ายินดีอะไรเท่าไหร่เพราะมีเวลาค่อนข้างเหลือเฟือ แต่หลังจากที่ทำงานประจำ จำนวนเล่มหรือหนังสือที่เลือกอ่านก็น้อยลงไปมากทีเดียว ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมานี้แม้ไม่ได้ชุ่มฉ่ำด้วยสายน้ำ แต่ก็ได้เพลิดเพลินไปกับกระแสธารของตัวอักษรก็ไม่เลวเหมือนกัน

พักหลังมานี้ผมมักจะไม่เอาหนังสือไปใส่ปกเหมือนแต่ก่อน อย่างแรกเพราะความไม่สะดวก แต่อีกปัจจัยหนึ่งก็คือผมชอบสัมผัสหน้าปกอย่างที่มันควรจะเป็น เพราะหนังสือบางเล่มที่เลือกเฟ้นกระดาษสำหรับปกอย่างดีให้ผู้อ่านได้เสพอรรถรสยามสัมผัสด้วย ดังนั้นมันจึงเป็นการเข้าถึงหนังสืออีกอย่างหนึ่งที่ผมชอบมากๆ ในตอนนี้ (คงได้เล่าอีกทีตอนเขียนถึงหนังสือ สิทธารถะ เพราะมันทำให้ผมเข้าใจความคิดนี้มากขึ้นเลย)

มันจึงเป็นวันหยุดที่เราปล่อยตัวปล่อยใจไปกับตัวอักษร ใช้เวลาทุกๆ วันไปกับการอ่าน อ่านอย่างหิวกระหาย อ่านอย่างละโมบ อ่านอย่างคนเพิ่งเจอขุมสมบัติล้ำค่า

ผมไม่อยากให้วันหยุดหมดไปเลย.

Standard
บันทึก

That’s What I Write

ฟ้า

หลังจากโดนแม่ปลุกให้ปิดบ้านตอนเช้า ลูบหัวแมว เช็คมือถือดูข้อความของคนที่รออยู่ (ซึ่งไม่ตอบ) อ่านหนังสือสักเล็กน้อย ผมก็เปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ เรียบเรียงความคิดชั่วแล่นที่ผ่านเข้ามาในตัวเป็นตัวอักษรให้ได้เท่าที่ความสามารถของตัวเองจะเอื้ออำนวย

ผมชอบเช้าวันเสาร์ที่ไม่มีใครอยู่บ้าน เคหสถานนี้เป็นของผมในเวลาไม่กี่ชั่วโมง นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับนั่งเขียนหนังสือ (ที่แม้มันอาจจะไม่ได้ใช้ หรือไม่ได้เรื่องก็ตามแต่) อย่างน้อยผมก็ได้เขียนหนังสือ

มันเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่เราหลีกหนีจากการงาน (ที่เกี่ยวกับการเขียนอยู่ดี) มาเขียนในสิ่งที่เราอยากจะเขียน อยากจะสื่อสารจริงๆ ไม่ใช่งานเขียนที่ต้องพูดแทนคนอื่น หรือเขียนเพื่อให้คนอื่นชอบ ถูกใจ หรือให้มันดัง ปัง และเปรี้ยง

แม้งานที่ทำอยู่จะสนุกไม่น้อยเวลาเราได้คิดงานให้ลูกค้า (และลูกค้าของลูกค้า) ชื่นชอบในตัวอักษรและความคิดสร้างสรรค์ของเรา แต่ลึกๆ แล้วสิ่งที่อยากบอกเล่า อยากเขียน อยากสื่อสาร น่าจะเป็นงานเขียนเล็กๆ ในซอกหลืบของเว็บไซต์ อยู่ในนิวฟีดส์ที่หลายๆ คนอาจเลื่อนผ่าน หรืออ่านแล้วอาจจะไม่ถูกใจ, ก็ไม่เป็นไร ผมเพียงแต่อยากจะเขียนมันออกมาเท่านั้นเอง

นักเขียนหลายๆ คนที่รู้จัก มักจะสอนผมว่า ควรจะมีประเด็น หรือตั้งธงในใจเอาไว้ก่อนว่าจะเขียนอะไร เขียนแบบไหน เขียนให้ใครอ่าน แน่นอนว่าในงานเขียนบล็อก เรื่องสั้น หรืออะไรก็แล้วแต่ในพื้นที่ส่วนตัวของผมนี้ ผมไม่เคยทำได้อย่างที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการสอนมาเลยแม้แต่น้อย ไม่ใช่ว่าตัวเองห้าวหาญหรือเก่งกล้าอะไร หากแต่ผมมองว่าพื้นที่ตรงนี้มันคือไดอะรี่เสรี ที่ผมอยากจะคิด อยากเขียน อยากจะเล่าอะไรก็ได้ที่อยากเล่าออกมาก็ได้ ไม่มีกรอบ ไม่ต้องทำ persona อย่างที่นักการตลาดออนไลน์สอนมา ไม่ต้องสน ___ สน ___ ใดๆ ทั้งสิ้น ผมก็แค่เขียนอะไรของผมไปเรื่อยๆ

แค่นั้นเอง.

Standard
รีวิวหนังสือ

เล่มนี้ต้องพิมพ์ซ้ำ! เล่ม 1

พิมพ์ซ้ำ

 

เอาจริงๆ นี่ก็เป็นอีกเล่มที่รออ่านมากๆ ในงานสัปดาห์หนังสือครั้งนี้ เพราะเคยดูซีรีส์มาก่อน แล้วชอบมากๆ มันเป็นเรื่องของนักกีฬายูโดที่ชีวิตพลิกผันมาเป็นกองบรรณาธิการนิตยสารการ์ตูน ซึ่งอะไรที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ คนทำหนังสือ หรือนักเขียน เป็นประเด็นที่ผมสนใจมากๆ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงไม่มีข้อยกเว้นที่จะหยิบมาพูดถึง

ถ้าหากใครเคยอ่าน ‘BAKUMAN วันซนคนการ์ตูน’ มาก่อนก็คงพอจะนึกภาพออก มันคือการ์ตูนที่เล่าเรื่องสลับฝั่ง จากชีวิตนักเขียนมาเป็นชีวิตกอง บก. บ้าง ซึ่งก็ทำให้เราเห็นถึงความยากลำบาก และความมุ่งมั่นในการทำงานของคนทำงานหนังสือว่าพวกเขาทุ่มเท ต้องการยืนเคียงข้างนักเขียน และอยากทำหนังสือดีๆ ออกมาสู่ผู้อ่านมากน้อยเพียงใด

ด้วยความที่เป็นนักกีฬาเก่า ทำให้นางเอกมีความ alert และมุ่งมั่นเร่าร้อนอย่างมาก และความมุ่งมั่น ความพยายามเหล่านี้ก็แผ่กระจายไปถึงตัวละครทุกๆ ตัว จนทำให้เกิดเป็นความประทับใจกับผู้อ่านได้

อีกสิ่งหนึ่งที่ชอบมากๆ สำหรับเวอร์ชั่นการ์ตูนที่นอกจากเนื้อหาจะลึกซึ้งและมีมิติมากขึ้นจากฉบับซีรีส์แล้ว ลายเส้นของอาจารย์ NAOKO MAZDA ยังมีเสน่ห์และเป็นตัวของตัวเองมากๆ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ผมถึงถูกใจลายเส้นแบบนี้เป็นที่สุด

โดยรวม เล่มนี้ต้องพิมพ์ซ้ำ! ก็เป็นการ์ตูนอีกเรื่องที่คนไม่เคยดูซีรีส์มาก่อนก็น่าจะชอบในความมุ่งมั่นและรักงานของตัวเอก หรือคนที่เคยประทับใจกับซีรีส์มาแล้วคงกรี๊ดแตกอย่างแน่นอน เอาเป็นว่าไปลองอ่านดู เดี๋ยวรู้เรื่อง

Standard
รีวิวหนังสือ

Before Dialog_ บางวันของหญิงสาวแปลกประหลาด

before

ระหว่างเล่นทวิตเตอร์ฆ่าเวลาไปเรื่อยเปื่อย ก็สะดุดใจกับการเปิดพรีออเดอร์หนังสือทำมือของรุ่นพี่นักเขียนคนหนึ่ง ที่เพิ่งมีหนังสือเล่มแรกไปเมื่องานหนังสือครั้งที่แล้ว

หนังสือทำมือเล่มนี้เป็นเหมือนหลังบ้าน และที่มาที่ไปของหนังสือเล่มนั้น รวมไปถึงที่มาของการได้เข้ามาเป็นนักเขียนในสำนักพิมพ์ที่พิมพ์งานให้เขาด้วย

Dialog_ บางวันของหญิงสาวแปลกประหลาดเป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นที่มีตัวละครหลากหลาย บทสนทนาน่าประทับใจ บางเรื่องเรียบง่ายและอบอุ่น บางเรื่องก็หม่นเศร้าเทาทึม (เท่าที่สำนักพิมพ์จะเอื้ออำนวย) และบางเรื่องดูมีชีวิตชีวาราวกับตัวละครนั้นๆ มีตัวตนจริงๆ

Before Dialog_ เปรียบไปแล้วก็เหมือนการจัดมีตติ้งระหว่างนักเขียนกับนักอ่าน แล้วร่วมพูดคุยว่าเรื่องสั้นแต่ละเรื่องที่เขียนขึ้นมานั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง เป็นการสะท้อนเบื้องลึกเบื้องหลังของงานเขียนแต่ละชิ้น ว่าในตอนนั้นคนเขียนรู้สึกอย่างไร คิดอะไรอยู่ ทำไมถึงเขียนเรื่องสั้นชิ้นนั้นออกมา และแน่นอนว่ามันทำให้เราได้รู้จักตัวตนของนักเขียนมากขึ้นกว่าเดิมมากทีเดียว

มันเป็นหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ผมอ่านรวดเดียวจบ และชอบมากๆ ไม่ใช่เพราะเป็นรู้จักกันหรือว่าอะไร ผมชอบงานเขียนทำนองนี้ ชอบความรู้สึกของหนังสือทำมือเล่มนี้ ที่มันบ่งบอกว่าคนเขียนรักตัวละครและงานเขียนทุกๆ ชิ้นของเขามากแค่ไหน

อ่านเล่ม Before จบแล้ว ผมรู้สึกว่าอยากกลับไปทำความรู้จักกับหญิงสาวแปลกประหลาดของเขาอีกรอบเลย

Standard
เรื่องสั้น

LOOP

LOOP

“ถ้าเราอยากตอบไลน์เราก็จะตอบ ถ้าไม่อยากคุยเราก็จะหายไป เธอโอเคหรือเปล่า”

หญิงสาวเจ้าของแววตาเย่อหยิ่งแต่แฝงไปด้วยความร้อนแรงบอกกับผมตั้งแต่ครั้งแรกๆ ที่เราเริ่มคุยกัน มันเป็นเหมือนข้อตกลงระหว่างเรากลายๆ ว่าจะไม่ละเมิดพื้นที่ส่วนตัวของแต่ละคน

ในที่นี้หมายถึงเธอคนเดียว, ไม่ใช่ผม

เธอยากรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับผม ดื่มเหล้าหรือเบียร์, สูบบุหรี่หรือเปล่า, มีเซ็กซ์มาแล้วกี่ครั้ง, ชอบอ่านหนังสือของใครเป็นพิเศษ และระหว่างมูราคามิและหว่องการ์ไว ชอบใครมากกว่ากัน

เอาจริงๆ ผมรู้จักมนุษย์สองคนนั้นอย่างผิวเผิน เคยเสพงานของพวกเขาบ้างเพื่อให้พอเข้าสังคมได้ ไม่ได้เข้าถึง ไม่ได้ลึกซึ้งตราตรึงกับความเหงาห่าเหวอะไรหรอก — แต่ก็แอบอิจฉา ‘ผม’ ของมูราคามิที่เอะอะก็มีผู้หญิงเข้าหาอยู่ตลอดอยู่ไม่น้อย

ผมตอบคำถามเธอทุกอย่าง แต่เธอไม่เคยเปิดเผยความเป็นส่วนตัวของเธอแม้แต่น้อย ราวกับเป็นปริมณฑลศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อนุญาตให้ใครเข้ามารุกล้ำเป็นอันขาด

เธอยังคงผูกขาดอำนาจในความสัมพันธ์ ของเราฝ่ายเดียว ไม่ว่าผมจะไปไหน ทำอะไร อยู่กับใคร จะต้องบอกให้เธอทราบตลอด แม้ว่าเธอจะไม่เปิดอ่านข้อความเหล่านั้นก็ตาม

“เดี๋ยวอยากอ่านก็อ่านเอง พิมพ์มาเถอะน่า”

ผมพยายามทำความเข้าใจเธอและความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างเราสองคน มันคืออะไรกันแน่

บางทีมันก็วูบวาบเหมือนแสงไฟในผับ บางทีมันก็ล่องลอยเหมือนควันบุหรี่

เธอบาลานซ์มันได้ดี ทั้งส่วนที่ทำให้ผมรู้สึกดีกับความรู้สึกรักแม้ไม่ต้องบอกรัก และในขณะเดียวกันก็ทำให้ผมรู้สึกแย่กับความอึดอัดและไม่ชัดเจน

“เค้าเลี้ยงไข้มึงอยู่แบบนี้ไง ถ้าเค้าจะเอามึง เค้าเอามึงไปนานแล้ว โง่ชิบหาย ควายมันยังฉลาดกว่ามึงเลย”

แม้อยากจะสวนไปว่าควายมันไม่ได้โง่อย่างที่คิด แต่ก็เอาเวลาไปทบทวนประโยคที่เพื่อนพูดดีกว่า

ผมฝ่าฝืนกฎที่เราตั้งเอาไว้ ว่าจะไม่พิมพ์ข้อความอะไรไปนอกการรายงานสถานะปัจจุบันให้เธอรู้เพียงอย่างเดียว นอกเหนือจากนั้น ถ้าเธอจะคุยจะทักมาก่อนเอง

“ระหว่างเรามันคืออะไรหรอ บอกเราทีได้มั้ย”
“จะอยากรู้ไปทำไม เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วนี่ เออ เธอทักเรามาบ้างก็ได้นะ รอตั้งนานกว่าจะทักมา”

มันก็เป็นเหมือนกับทุกครั้งนั่นแหละ เหมือนกราฟขึ้นๆ ลงๆ เรารู้อยู่แก่ใจ ว่ากำลังเดินบนเส้นทางอันตราย ตกลงมาอาจถึงตายได้

“พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า เธอปลุกเราด้วยนะ”

คุณก็รู้ว่าผมจะตอบเธอว่าอะไร

Standard
บันทึก

ในไทม์ไลน์ของคุณมีผมอยู่บ้างหรือเปล่า

timelineบ่อยครั้งเวลาเราเจอกัน คุณมักให้ความสนใจกับโทรศัพท์มือถือในมือน้อยๆ ของคุณอยู่เสมอ
ไม่ว่ายามกิน เที่ยว ดื่ม หรือกิจกรรมต่างๆ ที่ใช้เวลาร่วมกับผม เหมือนกับว่าคุณขาดมันไม่ได้
บางครั้งเราสนทนากันผ่านความเงียบ
ผมได้แต่เพียงจ้องมองโลโก้แอปเปิ้ลแทนใบหน้าของคุณ

ไม่รู้ว่ามีใครอยู่ในนั้นหรือเปล่า คุณถึงให้ความสนใจไปที่หน้าจอสี่เหลี่ยมมากกว่าผม
หลายครั้งผมต้องหาเรื่องคุยเพื่อดึงคุณกลับมาจากโลกเสมือนจริงนั่น
เพราะดูเหมือนคุณจะชอบโลกนั้นมากกว่าค่อยๆ สร้างโลกของเราไปพร้อมๆ กัน

บางทีก็น่าน้อยใจเหมือนกัน
ที่ความใกล้ชิด และการใช้เวลาร่วมกัน
ไม่สามารถเอาชนะนิวฟีดส์และข้อความในไลน์ของคุณได้เลยสักครั้ง

อยากรู้ว่าในนิวฟีดส์นั้นมีอะไรอยู่บ้าง
อยากรู้ว่าในแชตนั้นมีใครอยู่
อยากรู้ว่าความรู้สึกที่ผมส่งไป มัน Reach คุณบ้างหรือเปล่า
อยากรู้ว่าในไทม์ไลน์ชีวิตคุณ (ทั้งออนไลน์และออฟไลน์)
มีผมอยู่ในนั้นบ้างมั้ย

content ความรัก ที่ผมพยายามสร้างอย่างตั้งใจทุก ๆวัน
มันจะทำให้คุณสนใจได้บ้างมั้ย คุณจะคลิกเข้าไปอ่านหรือเปล่า
หรือว่าคุณแค่เพียงเลื่อนผ่านมันไป
เหมือนบทความขยะทั่วๆ ไปที่คุณไม่คิดจะชำเลืองมองมัน

Standard