บันทึก

สงกรานต์ บ้าน หนังสือ

4

สงกรานต์ปีนี้นับเป็นวันหยุดยาวครั้งแรกหลังจากที่กลับมาทำงานประจำ ผมพยายามวางแผนที่จะทำให้ได้ทุกอย่างในหยุดยาวครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกลับบ้านต่างจังหวัดเพื่อเยี่ยมญาติ ไปเล่นน้ำกับเพื่อน ปาร์ตี้ให้สนุกสุดเหวี่ยง อ่านหนังสือ ดูหนังและดูซีรีส์ที่ค้างคาเอาไว้

แต่ก็นั่นแหละครับ ความเป็นจริงมักสวนทางกับสิ่งที่คิดไว้เสมอ

ผมทำได้เพียงแค่ไปเยี่ยมญาติที่ปากช่อง ดื่มเบียร์กับเพื่อน และนอนอ่านหนังสืออยู่บ้านเท่านั้นเอง แม้จะไม่ได้ครบตามที่ต้องการ แต่วัดจากความสุขหลังอ่านหนังสือเล่มต่างๆ จบ ผมก็คิดว่าช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา (และกำลังจะหมดไป) ของผมนั้นคุ้มค่าแล้วล่ะ

เดียวดายใต้เงาจันทร์: โก้วเล้งรำพัน
โลกหมุนไปวันวัน
เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล
สิทธารถะ

คือจำนวนหนังสือทั้ง 4 เล่มที่ผมอ่านจบในช่วงหยุดยาวที่ผ่านมา บางเล่มอ่านระหว่างเดินทาง บางเล่มอ่านตอนรอเพื่อนที่ร้านเหล้า และบางเรื่องทุ่มสมาธิตั้งใจอ่านอยู่บ้านไม่ไปไหนเพราะไม่อยากพลาดใจความสำคัญและประเด็นอันลุ่มลึกจากตัวหนังสือ

บางเล่มพาเราไปรู้จักกับโลกของมิตรภาพ สุรา ปรัชญาชีวิต บางเล่มพาไปเจอกับโลกใหม่ของโสเภนี ชายผู้พยายามฆ่าตัวตาย และจิ้งจก บางเล่มพาเราเข้าไปในความสงบของแม่น้ำที่มอบบทเรียนอันล้ำค่ามากมายรอให้เราตักตวงไม่รู้จบ

ถ้าหากเป็นช่วงเวลาที่ทำงานไม่ประจำ แค่อ่านหนังสือจบหลายๆ เล่มก็คงไม่น่ายินดีอะไรเท่าไหร่เพราะมีเวลาค่อนข้างเหลือเฟือ แต่หลังจากที่ทำงานประจำ จำนวนเล่มหรือหนังสือที่เลือกอ่านก็น้อยลงไปมากทีเดียว ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมานี้แม้ไม่ได้ชุ่มฉ่ำด้วยสายน้ำ แต่ก็ได้เพลิดเพลินไปกับกระแสธารของตัวอักษรก็ไม่เลวเหมือนกัน

พักหลังมานี้ผมมักจะไม่เอาหนังสือไปใส่ปกเหมือนแต่ก่อน อย่างแรกเพราะความไม่สะดวก แต่อีกปัจจัยหนึ่งก็คือผมชอบสัมผัสหน้าปกอย่างที่มันควรจะเป็น เพราะหนังสือบางเล่มที่เลือกเฟ้นกระดาษสำหรับปกอย่างดีให้ผู้อ่านได้เสพอรรถรสยามสัมผัสด้วย ดังนั้นมันจึงเป็นการเข้าถึงหนังสืออีกอย่างหนึ่งที่ผมชอบมากๆ ในตอนนี้ (คงได้เล่าอีกทีตอนเขียนถึงหนังสือ สิทธารถะ เพราะมันทำให้ผมเข้าใจความคิดนี้มากขึ้นเลย)

มันจึงเป็นวันหยุดที่เราปล่อยตัวปล่อยใจไปกับตัวอักษร ใช้เวลาทุกๆ วันไปกับการอ่าน อ่านอย่างหิวกระหาย อ่านอย่างละโมบ อ่านอย่างคนเพิ่งเจอขุมสมบัติล้ำค่า

ผมไม่อยากให้วันหยุดหมดไปเลย.

Advertisements
Standard
บันทึก

That’s What I Write

ฟ้า

หลังจากโดนแม่ปลุกให้ปิดบ้านตอนเช้า ลูบหัวแมว เช็คมือถือดูข้อความของคนที่รออยู่ (ซึ่งไม่ตอบ) อ่านหนังสือสักเล็กน้อย ผมก็เปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ เรียบเรียงความคิดชั่วแล่นที่ผ่านเข้ามาในตัวเป็นตัวอักษรให้ได้เท่าที่ความสามารถของตัวเองจะเอื้ออำนวย

ผมชอบเช้าวันเสาร์ที่ไม่มีใครอยู่บ้าน เคหสถานนี้เป็นของผมในเวลาไม่กี่ชั่วโมง นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับนั่งเขียนหนังสือ (ที่แม้มันอาจจะไม่ได้ใช้ หรือไม่ได้เรื่องก็ตามแต่) อย่างน้อยผมก็ได้เขียนหนังสือ

มันเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่เราหลีกหนีจากการงาน (ที่เกี่ยวกับการเขียนอยู่ดี) มาเขียนในสิ่งที่เราอยากจะเขียน อยากจะสื่อสารจริงๆ ไม่ใช่งานเขียนที่ต้องพูดแทนคนอื่น หรือเขียนเพื่อให้คนอื่นชอบ ถูกใจ หรือให้มันดัง ปัง และเปรี้ยง

แม้งานที่ทำอยู่จะสนุกไม่น้อยเวลาเราได้คิดงานให้ลูกค้า (และลูกค้าของลูกค้า) ชื่นชอบในตัวอักษรและความคิดสร้างสรรค์ของเรา แต่ลึกๆ แล้วสิ่งที่อยากบอกเล่า อยากเขียน อยากสื่อสาร น่าจะเป็นงานเขียนเล็กๆ ในซอกหลืบของเว็บไซต์ อยู่ในนิวฟีดส์ที่หลายๆ คนอาจเลื่อนผ่าน หรืออ่านแล้วอาจจะไม่ถูกใจ, ก็ไม่เป็นไร ผมเพียงแต่อยากจะเขียนมันออกมาเท่านั้นเอง

นักเขียนหลายๆ คนที่รู้จัก มักจะสอนผมว่า ควรจะมีประเด็น หรือตั้งธงในใจเอาไว้ก่อนว่าจะเขียนอะไร เขียนแบบไหน เขียนให้ใครอ่าน แน่นอนว่าในงานเขียนบล็อก เรื่องสั้น หรืออะไรก็แล้วแต่ในพื้นที่ส่วนตัวของผมนี้ ผมไม่เคยทำได้อย่างที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการสอนมาเลยแม้แต่น้อย ไม่ใช่ว่าตัวเองห้าวหาญหรือเก่งกล้าอะไร หากแต่ผมมองว่าพื้นที่ตรงนี้มันคือไดอะรี่เสรี ที่ผมอยากจะคิด อยากเขียน อยากจะเล่าอะไรก็ได้ที่อยากเล่าออกมาก็ได้ ไม่มีกรอบ ไม่ต้องทำ persona อย่างที่นักการตลาดออนไลน์สอนมา ไม่ต้องสน ___ สน ___ ใดๆ ทั้งสิ้น ผมก็แค่เขียนอะไรของผมไปเรื่อยๆ

แค่นั้นเอง.

Standard
บันทึก

ในไทม์ไลน์ของคุณมีผมอยู่บ้างหรือเปล่า

timelineบ่อยครั้งเวลาเราเจอกัน คุณมักให้ความสนใจกับโทรศัพท์มือถือในมือน้อยๆ ของคุณอยู่เสมอ
ไม่ว่ายามกิน เที่ยว ดื่ม หรือกิจกรรมต่างๆ ที่ใช้เวลาร่วมกับผม เหมือนกับว่าคุณขาดมันไม่ได้
บางครั้งเราสนทนากันผ่านความเงียบ
ผมได้แต่เพียงจ้องมองโลโก้แอปเปิ้ลแทนใบหน้าของคุณ

ไม่รู้ว่ามีใครอยู่ในนั้นหรือเปล่า คุณถึงให้ความสนใจไปที่หน้าจอสี่เหลี่ยมมากกว่าผม
หลายครั้งผมต้องหาเรื่องคุยเพื่อดึงคุณกลับมาจากโลกเสมือนจริงนั่น
เพราะดูเหมือนคุณจะชอบโลกนั้นมากกว่าค่อยๆ สร้างโลกของเราไปพร้อมๆ กัน

บางทีก็น่าน้อยใจเหมือนกัน
ที่ความใกล้ชิด และการใช้เวลาร่วมกัน
ไม่สามารถเอาชนะนิวฟีดส์และข้อความในไลน์ของคุณได้เลยสักครั้ง

อยากรู้ว่าในนิวฟีดส์นั้นมีอะไรอยู่บ้าง
อยากรู้ว่าในแชตนั้นมีใครอยู่
อยากรู้ว่าความรู้สึกที่ผมส่งไป มัน Reach คุณบ้างหรือเปล่า
อยากรู้ว่าในไทม์ไลน์ชีวิตคุณ (ทั้งออนไลน์และออฟไลน์)
มีผมอยู่ในนั้นบ้างมั้ย

content ความรัก ที่ผมพยายามสร้างอย่างตั้งใจทุก ๆวัน
มันจะทำให้คุณสนใจได้บ้างมั้ย คุณจะคลิกเข้าไปอ่านหรือเปล่า
หรือว่าคุณแค่เพียงเลื่อนผ่านมันไป
เหมือนบทความขยะทั่วๆ ไปที่คุณไม่คิดจะชำเลืองมองมัน

Standard
บันทึก

มันไม่ผิดหรอก

มันไม่ผิดหรอกที่คุณจะเลือกเชา
แม้ว่าว่าเราจะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง พยายามสื่อสารให้คุณรู้ว่าเรารักคุณมากแค่ไหน
มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราต้องเข้าใจ
เพียงแต่ห้วงขณะตกหลุมรัก เราลืมมันไปเท่านั้นเอง

มันไม่ผิดหรอกที่จะเราวาดฝันเอาไว้สวยงาม
ว่าถ้าหากเราและคุณรักกัน มันจะเป็นยังไง
โมเมนต์ต่างๆ ที่อยากจะทำด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน และจูบของคุณ
เราจินตนาการและคิดไปไกล แม้จะมีคนเตือนและพูดเสมอว่ามันอาจจะเป็นไปไม่ได้
แต่เราก็เลือกที่จะปิดหูปิดตาแล้วฝันต่อไป

มันไม่ผิดหรอกที่คุณจะเลือกเขา
แม้ว่าเขาจะไม่ได้ทำอะไรเลยก็ตาม
ไม่ต้องพยายามทำอะไร ไม่ต้องคิดอะไร
คุณก็เลือกที่จะชอบเขา
เหมือนที่เราเลือกชอบคุณ

มันไม่ผิดหรอกที่เราจะเชื่อในเรื่องความพยายาม
แต่บางทีก็ลืมคิดไป
ว่าบางครั้งความพยายามมันก็ใช้กับความรักไม่ได้

Standard
บันทึก

วันที่ผมอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรกจบ (สักที)

frank

ตั้งแต่วันแรกที่ได้เอาเท้าไปเหยียบที่ร้านคิโนะคุนิยะ สาขาสยามพารากอนกับเพื่อนตอนปีหนึ่ง ก็บอกตัวเองว่า สักวันตัวเองจะอ่านหนังสือภาษาอังกฤษให้ได้อย่างคนอื่นเขาบ้าง

เวลาผ่านไป ปีแล้วปีเล่า ภาษาอังกฤษกับผมก็ห่างเหินกันเข้าไปทุกที ตั้งแต่เรียนจบ ผมแทบจะไม่ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาเลย ไม่ได้อ่าน ไม่ได้เขียน ไม่ฟัง ได้แต่พูดบ้างตามวาระโอกาสที่ถนนข้าวสารเป็นครั้งคราว

แต่พอเห็นคนอื่นๆ อ่านได้ ก็มีไฟอยู่พักนึง แล้วก็เลิกล้มไป เป็นวงจรอุบาทว์อย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมา ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยศึกษาหรือหาทางฝึกฝน เคยไปซื้อหนังสือฝึกภาษาจากซีเอ็ดมาอ่าน แต่พอมันยากก็เลิก ซื้อหนังสือปกสวยๆ เนื้อเรื่องที่ชอบ แต่พอเจอศัพท์ยากๆ รูปภาษาแปลกๆ จนพาลไม่อ่านมันซะอย่างนั้น

มันรู้สึกแย่เหมือนกันนะ ที่เวลางานเขียนเล่มล่าสุดของนักเขียนที่เราชอบออกใหม่แล้วต้องรอแปลก่อนถึงจะได้อ่าน แต่เพื่อนคนอื่นเขาอ่านกันไปเรียบร้อยแล้ว แย่เหมือนกัน เวลาขึ้นรถไฟฟ้ากลับจากสยามแล้วเห็นเด็กเตรียมฯ นั่งอ่านนิยายภาษาอังกฤษกันแทบทุกคน

จนบ้างครั้งมาตั้งคำถามกับตัวเองจริงๆ จังๆ ว่า “นี่ตกลงว่าชีวิตนี้กูจะไม่มีวันอ่านหนังสือภาษาอังกฤษอย่างคนอื่นเขาได้เลยหรอวะ?”

ผมเก็บคำถามนั้นไว้กับตัวเองจนเวลาผ่านมาเกือบ 6 ปี จนน้องสาวชวนมาเดินงาน Big Bad Wolf Bangkok ที่เมืองทองธานี ที่นี่เองที่ผมได้พบกับขุมทรัพย์มหาศาล ทั้งวรรณกรรมคลาสสิค นิยายวัยรุ่นที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในตอนนี้ วรรณกรรมเยาวชน คอมิคบุ๊ก หนังสือภาพ และหนังสือต่างๆ ที่น่าอ่านอีกมากมาย ที่สำคัญคือมันถูกอย่างไม่น่าเชื่อ!

ติดอยู่เพียงอย่างเดียว – ทุกเล่มเขียนด้วยภาษาอังกฤษ

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ผมก็เพลิดเพลินกับหนังสือหลากหลายที่จัดแสดงในงาน มันทำให้ผมรู้ว่าตัวเองยังอ่านน้อยอยู่มาก ไม่เพียงแต่หนังสือภาษาไทย แต่หนังสือภาษาอังกฤษดีๆ ที่ยังไม่มีคนแปล (หรือไม่มีทางแปลเพราะขายไม่ได้แน่ๆ ) รอให้เราอ่านและตักตวงความรู้อีกมาก

ผมซื้อรวมเรื่องแต่งวิทยาศาสตร์ของ H.GWELLS เล่มหนาปึ้กมาหนึ่งเล่ม เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่ามันถึงเวลาแล้วล่ะ ที่เราต้องฝึกทักษะนี้จริงๆ จังๆ สักที กลับไปถึงบ้าน ผมค้นหนังสือ Frankenstein ที่เคยซื้อไว้นานแล้วมาตั้งใจอ่านอย่างจริงๆ จังๆ พยายามเปิดดิคให้น้อยที่สุด ค่อยๆ อ่าน ทำความเข้าใจไปเรื่อยๆ จากหนึ่งหน้า สองหน้า ห้าหน้า สิบหน้า จนจบในที่สุด แม้จะมีศัพท์หลายคำที่ไม่รู้ แต่ก็อาศัยเดาเอาจากบริบท ค่อยๆ เชื่อมโยงเนื้อหา และสามารถเข้าใจเนื้อเรื่องได้

แม้มันจะเป็น Basic Starts ไม่ใช่ฉบับเต็มก็ตาม แต่สำหรับคนเคยล้มเลิกไปไม่รู้กี่ร้อยครั้ง การอ่านได้จนจบถือเป็นสัญญาณที่ดีมากๆ อย่างน้อยๆ ก็ถือว่าได้ก้าวออกมาจากจุดเดิมแล้ว ยังมีบันไดอีกหลายขั้นที่ผมต้องข้าม เพื่อผ่านกำแพงภาษานี้ไปให้ได้

ตอนนี้เริ่มรู้สึกกับการปีนกำแพงซะแล้วสิ

Standard
บันทึก, ไม่มีหมวดหมู่

Shot

espresso

กาแฟทุกแก้วบนโลก 
ล้วนกำเนิดเกิดจาก
เอสเปรสโซช็อตแก้วเล็กๆ

3 เดือนแล้วที่พาตัวเองเข้ามาสู่โลกของกาแฟ จากคนที่เคยดื่มแต่กาแฟสำเร็จรูปหรือกาแฟข้างทาง สับสนระหว่างคาปูชิโนกับอเมริกาโน เรียกชื่อผิดๆ ถูกๆ จากที่รู้แค่ว่ากาแฟมันขม ก็ค่อยๆ เรียนรู้ ซึมซับ พัฒนาทักษะความสามารถและความเข้าใจ จนชงเป็นและกล้าชงให้คนอื่นทานได้

เริ่มงานวันแรก ค่อยๆ เรียนรู้ระบบของร้าน วิธีการทำงาน การรับมือกับลูกค้า ผมเริ่มจากงานง่ายๆ ตั้งแต่ล้างจาน รับออเดอร์ เสิร์ฟ เตรียมอุปกรณ์และผสมวัตถุดิบในการทำเมนูต่างๆ และแน่นอน การฝึกชงกาแฟ

มองเผินๆ การชงกาแฟเหมือนเป็นเรื่องง่าย เอาเข้าเครื่อง กดปุ่ม ปรับสูตรผสมตามออเดอร์ เสิร์ฟ แค่นี้ก็เสร็จแล้ว แต่เมื่อลองมาทำจริง ก็ได้รู้ว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย มันมีความละเอียดอ่อน พิถีพิถันมากกว่าที่คิดนัก ต้องเพอร์เฟคต์ ต้องเป๊ะ ห้ามขาด ห้ามเกิน เพื่อให้ได้กาแฟที่ดีที่สุดที่จะส่งมอบให้กับลูกค้า

เริ่มจากการบดเมล็ดกาแฟ ไหนจะต้องชั่งให้ได้น้ำหนักตามที่กำหนด (น้ำหนักมากน้อยเพียง 1 ml. ก็ทำให้รสกาแฟเปลี่ยนได้) ไหนจะต้องกดให้หน้ากาแฟเรียบเท่ากัน (แน่นอน น้ำหนักมือตอนกดก็มีผลต่อรสชาติด้วยเช่นกัน) และเมื่อเอาเข้าเครื่องแล้ว แรงดันน้ำและอัตราการไหล (ที่ต้องไหลออกมาพร้อมกันในปริมาณที่เท่ากัน) และต้องให้ได้ในระยะเวลาที่สมควร จึงจะเรียกว่า perfect shot

กาแฟทุกแก้วเริ่มต้นจากเอสเปรสโซช็อตแก้วเล็กๆ ทั้งนั้น

ไม่ว่าจะเป็น อเมริกาโน, ลาเต้, คาปูชิโน, มอคค่า ก็ต้องเริ่มจากช็อตกาแฟแก้วเล็กๆ ก่อน ต่อให้มีส่วมผสมที่ดีขนาดไหน นมคุณภาพ ช็อกโกแลตเกรดพรีเมียม แต่ถ้าช็อตกาแฟห่วย ทุกอย่างก็พัง

เหมือนเวลานักเขียนจะเขียนนวนิยายสักเรื่อง ย่อมต้องมีโครงเรื่องที่แข็งแรง เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมดของเรื่อง

เหมือนเวลานักกีฬาจะลงสนาม ต้องซ้อมพื้นฐานซ้ำไปซ้ำมากี่ร้อยกี่พันครั้ง

พื้นฐานจึงเป็นข้อสำคัญสำหรับทุกอย่าง
ไม่มีอะไรหลุดกรอบไปจากพื้นฐานได้
เมื่อมีพื้นฐาน ก็สามารถต่อยอด สร้างสรรค์ไปได้อย่างไม่มีขีดจำกัด

กับกาแฟก็เช่นกัน คงไม่มีบาริสตาคนไหน ยอมเสิร์ฟกาแฟห่วยๆ ให้ลูกค้าถ้าช็อตกาแฟที่ตัวเองชงนั้นไม่เพอร์เฟคต์

Standard
บันทึก, ไม่มีหมวดหมู่

ผมเริ่มวิ่งครั้งแรกตอนอายุ 25

1
ผมเริ่มวิ่งครั้งแรกตอนอายุ 25
ก่อนหน้านั้นแทบจะไม่ได้สนใจการออกกำลังกายอะไรพวกนี้เลยสักนิด
(แม้ในใจรู้ลึกๆ อยู่แล้วว่าการวิ่งเป็นการลดน้ำหนักที่ดีที่สุด แต่ผมก็ผ่านเลยไป จนน้ำหนักและอายุล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้)
ยากนะครับ กับการเปลี่ยนพฤติกรรมที่เราเคยใช้มาตลอดชีวิตเพื่ออะไรสักอย่าง
และผมเองก็ไม่อยากจะเปลี่ยนมันสักเท่าไหร่ – เป็นอย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว

2
จนรุ่นพี่ที่รู้จักกันเลยคิดแคมเปญลดน้ำหนักสุดระห่ำ (ปนระยำ) นี้ขึ้นมา
กติกาคือผมกับเพื่อนสองคนต้องแข่งลดน้ำหนักกัน ไม่มีเกณฑ์ขั้นต่ำกำหนด ขอเพียงลดได้มากกว่าอีกคนก็พอ
และกฎในเดือนแรกก็คือ คนแพ้ต้องใส่กางเกงว่ายน้ำ ถอดเสื้อ โพสต์ท่าซารางเฮโย แล้วตั้งเป็นรูปโปรไฟล์เฟซบุ๊ก 2 อาทิตย์
เหี้ย!
3
ด้วยความไม่อยากแพ้ ผมจึงปรึกษากับพี่ผู้เชี่ยวชาญถึงวิธีการลดน้ำหนักให้เร็ว มีประสิทธิภาพ และชนะ
ผมต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการกินทั้งหมด ไม่ทานของทอด ไม่ทานน้ำอัดลม (ยกเว้นโค้กซีโร่) และอื่นๆ
ผมทานได้แค่ขนมปังโฮลวีทกับทูน่าในน้ำเกลือเท่านั้น
และที่สำคัญ ผมต้องวิ่ง

4
ผมต้องวิ่งติดต่อต่อกันเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงโดยไม่หยุด
ฉิบหาย จะไหวหรอวะ
แต่ก็คิดว่าหากตัวเองแพ้ แล้วต้องถ่ายรูปแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ มันคงอุบาทว์น่าดู
สิ่งที่ผมทำได้ คือวิ่งต่อไป จนกว่าจะครบเวลาที่กำหนดเท่านั้น

5
ผมไม่รู้ว่าเวลาวิ่งของคนอื่นเป็นยังไง
อาจฟังเพลง นับลมหายใจ ฯลฯ แต่ของผม มีแค่ตัวผม ขาอวบๆ ทั้งสอง และมือถือที่จับระยะทางอยู่เท่านั้น
วิ่งต่อไป วิ่งจนกว่าจะได้สัญญาณว่าหยุด – ผมคิดแค่นั้น
หลายครั้งปวดขาจนแทบขยับไม่ไหว ก็ได้แต่บอกตัวเองว่าวิ่งต่อไปเถอะ มึงอยากแพ้หรอไง หรือนึกถึงหน้าคนที่เราชอบไว้ น่าแปลกนะครับ ผมเสือกวิ่งต่อได้ขึ้นมาอย่างนั้น แถมวิ่งเร็วด้วย – บางทีก็วิ่งเร็วเกินไปด้วยซ้ำ

6
อีกสิ่งสำคัญที่กระตุ้นตัวเองให้วิ่งคือการวัดระยะการวิ่งของเรานี่แหละ ผมตั้งเป้าหมายของตัวเองเอาไว้ ว่าต้องวิ่งให้ได้อย่างน้อยวันละ 4 กิโลเป็นอย่างต่ำ
ตั้งไว้เล่นๆ อย่างนั้น แต่พอเห็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วหยุดที่ 4.00 km แล้วมันโคตรฟิน เหมือนคนวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่งอย่างไรอย่างนั้น
(ถ้าหากป้าร้านขายของชำแถวนั้นสังเกตสักหน่อย จะเห็นผู้ชายอ้วนๆ คนหนึ่งดีอกดีใจประหนึ่งถูกหวยระหว่างวิ่งอยู่ก็ได้)
เมื่อได้ 4 กิโลฯ เราก็อยากไปให้ได้มากกว่านี้ เอาอีก อยากไปให้ได้มากกว่านี้ ไกลกว่านี้ เร็วกว่านี้
เป็นการทดสอบตัวเอง ทดสอบความสามารถ และทดสอบใจ

7
นี่แหละมั้งที่หลายๆ คนชอบวิ่ง มันเป็นการทดสอบตัวเอง วัดอะไรหลายๆ อย่างได้มากพอสมควร
ผมอยากรู้ความสามารถของตัวเอง อยากรู้ขนาดใจของตัวเอง
ว่ามันจะวิ่งไปได้ไกลสักแค่ไหน

Standard