รีวิวหนังสือ

เล่มนี้ต้องพิมพ์ซ้ำ! เล่ม 1

พิมพ์ซ้ำ

 

เอาจริงๆ นี่ก็เป็นอีกเล่มที่รออ่านมากๆ ในงานสัปดาห์หนังสือครั้งนี้ เพราะเคยดูซีรีส์มาก่อน แล้วชอบมากๆ มันเป็นเรื่องของนักกีฬายูโดที่ชีวิตพลิกผันมาเป็นกองบรรณาธิการนิตยสารการ์ตูน ซึ่งอะไรที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ คนทำหนังสือ หรือนักเขียน เป็นประเด็นที่ผมสนใจมากๆ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงไม่มีข้อยกเว้นที่จะหยิบมาพูดถึง

ถ้าหากใครเคยอ่าน ‘BAKUMAN วันซนคนการ์ตูน’ มาก่อนก็คงพอจะนึกภาพออก มันคือการ์ตูนที่เล่าเรื่องสลับฝั่ง จากชีวิตนักเขียนมาเป็นชีวิตกอง บก. บ้าง ซึ่งก็ทำให้เราเห็นถึงความยากลำบาก และความมุ่งมั่นในการทำงานของคนทำงานหนังสือว่าพวกเขาทุ่มเท ต้องการยืนเคียงข้างนักเขียน และอยากทำหนังสือดีๆ ออกมาสู่ผู้อ่านมากน้อยเพียงใด

ด้วยความที่เป็นนักกีฬาเก่า ทำให้นางเอกมีความ alert และมุ่งมั่นเร่าร้อนอย่างมาก และความมุ่งมั่น ความพยายามเหล่านี้ก็แผ่กระจายไปถึงตัวละครทุกๆ ตัว จนทำให้เกิดเป็นความประทับใจกับผู้อ่านได้

อีกสิ่งหนึ่งที่ชอบมากๆ สำหรับเวอร์ชั่นการ์ตูนที่นอกจากเนื้อหาจะลึกซึ้งและมีมิติมากขึ้นจากฉบับซีรีส์แล้ว ลายเส้นของอาจารย์ NAOKO MAZDA ยังมีเสน่ห์และเป็นตัวของตัวเองมากๆ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ผมถึงถูกใจลายเส้นแบบนี้เป็นที่สุด

โดยรวม เล่มนี้ต้องพิมพ์ซ้ำ! ก็เป็นการ์ตูนอีกเรื่องที่คนไม่เคยดูซีรีส์มาก่อนก็น่าจะชอบในความมุ่งมั่นและรักงานของตัวเอก หรือคนที่เคยประทับใจกับซีรีส์มาแล้วคงกรี๊ดแตกอย่างแน่นอน เอาเป็นว่าไปลองอ่านดู เดี๋ยวรู้เรื่อง

Advertisements
Standard
รีวิวหนังสือ

Before Dialog_ บางวันของหญิงสาวแปลกประหลาด

before

ระหว่างเล่นทวิตเตอร์ฆ่าเวลาไปเรื่อยเปื่อย ก็สะดุดใจกับการเปิดพรีออเดอร์หนังสือทำมือของรุ่นพี่นักเขียนคนหนึ่ง ที่เพิ่งมีหนังสือเล่มแรกไปเมื่องานหนังสือครั้งที่แล้ว

หนังสือทำมือเล่มนี้เป็นเหมือนหลังบ้าน และที่มาที่ไปของหนังสือเล่มนั้น รวมไปถึงที่มาของการได้เข้ามาเป็นนักเขียนในสำนักพิมพ์ที่พิมพ์งานให้เขาด้วย

Dialog_ บางวันของหญิงสาวแปลกประหลาดเป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นที่มีตัวละครหลากหลาย บทสนทนาน่าประทับใจ บางเรื่องเรียบง่ายและอบอุ่น บางเรื่องก็หม่นเศร้าเทาทึม (เท่าที่สำนักพิมพ์จะเอื้ออำนวย) และบางเรื่องดูมีชีวิตชีวาราวกับตัวละครนั้นๆ มีตัวตนจริงๆ

Before Dialog_ เปรียบไปแล้วก็เหมือนการจัดมีตติ้งระหว่างนักเขียนกับนักอ่าน แล้วร่วมพูดคุยว่าเรื่องสั้นแต่ละเรื่องที่เขียนขึ้นมานั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง เป็นการสะท้อนเบื้องลึกเบื้องหลังของงานเขียนแต่ละชิ้น ว่าในตอนนั้นคนเขียนรู้สึกอย่างไร คิดอะไรอยู่ ทำไมถึงเขียนเรื่องสั้นชิ้นนั้นออกมา และแน่นอนว่ามันทำให้เราได้รู้จักตัวตนของนักเขียนมากขึ้นกว่าเดิมมากทีเดียว

มันเป็นหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ผมอ่านรวดเดียวจบ และชอบมากๆ ไม่ใช่เพราะเป็นรู้จักกันหรือว่าอะไร ผมชอบงานเขียนทำนองนี้ ชอบความรู้สึกของหนังสือทำมือเล่มนี้ ที่มันบ่งบอกว่าคนเขียนรักตัวละครและงานเขียนทุกๆ ชิ้นของเขามากแค่ไหน

อ่านเล่ม Before จบแล้ว ผมรู้สึกว่าอยากกลับไปทำความรู้จักกับหญิงสาวแปลกประหลาดของเขาอีกรอบเลย

Standard
รีวิวหนังสือ

HOKKAIDO HOME-MADE ทริปครอบครัว ไม่ต้องรั่ว ก็สนุกได้

hokkaido
หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านด้วยความคาดหวังว่าอยากผ่อนคลายจากการอ่านอะไรหนักๆ เหงาๆ เศร้าๆ ที่เคยอ่านมาตลอด บวกกับความที่กำลังอินกับอะไรที่เป็นญี่ปุ่นๆ อยู่เลย ก็เลยทำให้เลือกเล่มนี้มาอ่านไม่ยากนัก

เคยอ่านหนังสือของพี่วรรณมาก่อนแล้วจาก อิตาดาคิมัส  ทริปกินแหลกล้างโลก (ปกติเขาจะอ่านเล่มแรกก่อน แต่เราไม่ อ่านเล่มใหม่ก่อน ฮ่าๆ) ชอบสำนวนการเขียนที่เล่าสนุก เหมือนเราไปอยู่ในทริปนั้นด้วย เล่มนี้ก็เป็นการไปเที่ยวญี่ปุ่นเหมือนกัน แต่เป็นการไปเที่ยวกับครอบครัว (ขนาดใหญ่ กว่า 10 ชีวิต) ที่มีคนหลากหลายวัย เบเบี้บูม เจนเอกซ์ วาย แซด มาหมด เรียกได้ว่ารวมเอาความหลากหลายและวายป่วงของคนทุกเจนเอาไว้ในเล่มหมดเลยแล้วกัน

หนังสือเล่าถึงทริปครอบครัว 8 วัน 7 คืนที่ฮอกไกโดของครอบครัวผู้เขียน การไปเที่ยวกับครอบครัว หลายคนคงร้องยี้ เพราะต้องเจอกับญาติคนนั้นคนนี้ (ที่มักจะชอบถามว่าตอนนี้ เรียนที่ไหน เกรดเป็นยังไงบ้าง ทำงานอะไรอยู่ เงินเดือนเท่าไหร่ เมื่อไหร่จะมีแฟน จะแต่งงานเมื่อไหร่ ฯลฯ และอาจตามมาด้วยอาการอวดลูก ซึ่ง “เกทับ” เราอ้อมๆ ด้วยก็เป็นได้) หรือไปกับญาติที่ไม่สนิท ไม่ค่อยด้วยคุยกัน ก็อาจจะเกร็งๆ หรือหลานคนเล็กที่แสนเอาแต่ใจ แต่ใครๆ ก็รัก คอยประคบประหงมทุกอย่าง – และแน่นอน พ่อแม่ที่สุดแสนจะเรื่องมากและบังคับบงการให้เราทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้เป็นไปดั่งใจพวกเขา

แต่ความดีของมันก็ยังมีอยู่ นั่นคือเราจะกินหรู อยู่สบาย ไม่ต้องหาที่พักราคาถูก (ต้องมานอนฟังเสียงกรนของใครก็ไม่รู้) ไม่ต้องเดินซอกแซกตามซอกมุมให้เหนื่อย ไม่หลง (แต่ก็อาจจะไม่มีเรื่องราวเปิ่นๆ กลับไปเล่าในพันทิป) ไม่ต้องคอยกังวลว่าเงินจะเหลือพอซื้อของฝากกลับบ้านหรือเปล่า เพราะมากับที่บ้าน ยังไงก็ไม่อั้นอยู่แล้ว แต่ก็นั่นแหละ เรารู้ทั้งรู้ว่ามันดีงามแค่ไหน แต่กระนั้นเราก็มักอยากไปเที่ยวคนเดียวหรือไปกับเพื่อนที่ชอบอะไรคล้ายๆ กันมากกว่า

นอกจากการพาเที่ยว เรื่องราวและสำนวนสนุกๆ ที่อ่านเพลิน ภาพสวยๆ ที่ดูแล้วสบายตา ผมยังชอบการที่เขียนถึงคนในครอบครัวด้วยแง่มุมของคนเจนวาย (รุ่นเดียวกัน) เราเป็นจุดกึ่งกลางของคนทุกรุ่น (เป็นลูกของพ่อแม่, เป็นน้องของคนเจนเอกซ์, เป็นพี่ของคนเจนวาย และเป็น น้า อา ของเด็กเจนแซด) ที่แต่ละรุ่นก็จะมีปัญหาของแต่ละคนแตกต่างกันไป

คนรุ่นเบบี้บูมอย่างพ่อแม่ที่ขยัน ทำงานหนัก ก็อาจไม่เข้าใจปรัชญาการใช้ชีวิตของคนเจนวาย ที่ขี้เกียจ ชอบนอนตื่นสาย ไม่ขยันทำงาน หรือไม่ทุ่มเทกับงาน (ก็ไม่บางครั้งงานไม่ใช่นี่ครับพ่อ) และแน่นอน การอยากเป็นนายตัวเองที่หลายๆ คนใฝ่ฝัน เราเข้าใจว่ามันคือความเป็นห่วง แต่บางครั้งการรับฟังและเข้าใจความแตกต่างจะทำให้ครอบครัวอยู่กันได้อย่างมีความสุข

เด็กเจนวายย่อมต้องเข้าใจเจนแซดที่ใช้อินเทอร์เน็ตหายใจ เพราะตอนนี้เราเองก็เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของประชากรโซเชี่ยลมีเดีย เสพติดยอดไลค์และกระหาย notification กันพอสมควร จึงไม่แปลกอะไรหากใครว่าเจนแซดแล้วจะร้อนตัวไปด้วย เพราะเราก็ถือเป็นพวกพ้องเผ่าเดียวกัน

หนังสือเล่มนี้ทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมของคนในครอบครัวมากขึ้น จากมุมมองที่อธิบายแล้วเข้าใจได้ง่าย และคงจะดีหากคนในครอบครัวทุกเจนได้อ่านมัน เราจะเข้าใจตัวเอง และเข้าใจในความไม่เข้าใจของคนเจนอื่นๆ ในครอบครัวได้

ช่องว่างระหว่างยังไงก็ถมไม่เต็ม แต่ผมว่ามันสามารถร่นระยะห่างได้ในการเดินทาง คอรบครัวผมเราแยกกันอยู่ (ไม่ได้หมายความว่าพ่อกับแม่เลิกกันแล้วบ้านแตกนะครับ แต่คือแต่ละคนก็ไปทำหน้าที่ของตัวเอง ผมอยู่บ้านกับแม่ (เป็นชาวเกาะ) น้องสาวอยู่หอพักที่มหาวิทยาลัย พ่อทำงานเป็นข้าราชการที่ต่างจังหวัด) เราไม่ค่อยเจอกันเท่าไหร่ พอทุกคนกลับมาบ้าน นานๆ คุยกันก็เขินๆ คิดอะไรไม่ค่อยออก ไม่รู้จะคุยอะไรกัน ก็อาจจะเลี่ยงๆ เข้าห้องของตัวเองบ้าง ฟังเพลงบ้าง เล่นมือถือบ้าง

แต่พอเราไปเที่ยวด้วยกัน ขับรถไปด้วยกัน โอเค กิจกรรมโลกส่วนตัวนั้นยังมีอยู่ แต่ด้วยพื้นที่และวาระสนทนาที่จำกัด (อารมณ์คล้ายๆ คุณนั่งรถไฟน่ะครับ จะไม่คุยกับคนที่อยู่ตรงหน้าบ้างเลยก็คงไม่ใช่) ทำให้เราคุยกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น มีเวลาร่วมกันมากขึ้น ได้หัวเราะร่วมกันมากขึ้น – บางทีทริปครอบครัวมันอาจจะสร้างขึ้นมาเพื่อสิ่งนี้ก็ได้

แม้ว่าทุกวันนี้พ่อแม่จะขยันส่งข้อความในไลน์ครอบครัว หารูปสวัสดีวันสำคัญต่างๆ ให้เราทุกเช้า ส่งสติ๊กเกอร์เก๋ๆ (ที่บางครั้งลูกยังไม่มี) มาให้บ่อยๆ แต่ยังไงก็ตาม ผมก็ชอบบทสนทนาจริงๆ เสียงจริงๆ ของทุกคน มากกว่าเสียง ‘สวัสดีจ้า’ ของสติ๊กเกอร์พูดได้ในไลน์อยู่ดี

ภาพประกอบจาก http://www.minimore.com

 

Standard
รีวิวหนังสือ

Everyday Story มองให้ดี ทุกๆ วันก็มีความสุข

eveyday

1

คงไม่ต้องบรรยายอะไรมากมายสำหรับนักเขียนที่ผมกำลังเขียนถึงนี้ให้มากความ แค่เพียงแรงสั่นสะเทือนที่เขาก่อไว้ให้กับวงการหนังสือก็นับว่ามากมายอยู่แล้ว ยังไม่นับตัวหนังสือที่เขาเขียน เรื่องราวที่เขาพูดให้คนอื่นฟัง ที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ และพลังที่จะมีชีวิต (คงไม่เกินเลยไปหากจะใช้คำว่า ‘เปลี่ยนชีวิต’)
ผมเองก็เป็นอีกคนที่ได้รับคบเพลิงจากผู้ชายคนนี้ ตั้งแต่วันที่เดินฝ่าฝูงชนไปหยิบหนังสือของเขาในบูธ a book เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ไฟที่ได้รับมาก็ยังคงสว่างไสวอยู่ แม้บางครั้งแผ่วจนเกือบจะดับ แต่ก็ได้รับการเติมเชื้อให้กลับมาลุกโชนทุกครั้งที่ได้อ่านและฟังถ้อยคำของเขา
‘แรงบันดาลใจ’ คือสิ่งที่ผมได้รับทุกครั้งจากพี่โหน่ง โดยเฉพาะเรื่องการเป็นคนทำหนังสือ คนเขียนหนังสือ บอกเลยว่าผมได้มาเต็มๆ ผมรู้จักเขาครั้งแรกเมื่อแหวกฝูงชนเข้าไปหยิบ ‘มัชฌิมนิเทศ’ ที่บูธ a book มาอ่านตอนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยบ่อยๆ และการอ่านหนังสือเล่มนั้นในวันนั้น ก็ยิ่งทำให้ผมเข้าใจชัดเจน ว่าผมอยากจะทำหนังสือและเขียนหนังสือเหมือนกับเขา
ระยะเวลาผ่านไปหลายปี ผมก็ยังตามอ่านหนังสือของพี่โหน่งอยู่เสมอ นอกจากงานเขียน การพูดของพี่โหน่งก็เป็นอีกอย่างที่ผมชอบไปฟัง ไม่ว่าจะเป็นการบรรยายที่มหาวิทยาลัย ถ้าไม่ติดว่าไกลมาก ผมก็จะตามไปฟังเสมอๆ ยังจำครั้งแรกที่พี่โหน่งมาพูดที่มหาวิทยาลัยฟังได้อยู่เลย ตอนนั้นผมเป็นเพียงเด็กมหาลัยที่ฝันอยากจะเป็นคนทำหนังสือเหมือนอย่างเขา และการพูดในวันนั้นก็ทำให้ความฝันของผมเป็นจริง
เราพบกันอีกครั้งตอนผมเรียนจบ ที่มหาวิทยาลัย พี่โหน่งมาพูดอีกครั้ง ตอนนั้นผมเพิ่งได้งานเป็นกองบรรณาธิการที่นิตยสารฉบับหนึ่ง และเอาสมุดไปให้พี่โหน่งเซ็นเหมือนเดิม จากคนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเขาในวันนั้น ผมก็ทำความฝันก้าวแรกได้สำเร็จ
“พี่โหน่ง ผมได้เป็นคนทำหนังสือแบบพี่แล้วครับ”

2
เวลามีคนมาให้ช่วยแนะนำหนังสือให้อ่าน หรืออยากได้กำลังใจ ผมก็มักจะแนะนำหนังสือของพี่โหน่งให้อ่านเสมอ เพราะอ่านง่าย สนุก และทำให้เราฉุกคิดและทบทวนตัวเอง และเมื่ออ่านจบ ก็คงได้ไฟมาเยอะ เหมือนกับตอนที่ผมอ่านแน่ๆ ทุกวันนี้เพื่อนหลายคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ ก็กลายเป็นแฟนหนังสือของพี่โหน่งไปแล้ว บางคนกลายเป็นหนอนหนังสือ ตะลุยอ่านหนังสือ และรักการอ่านไปเลย
สำหรับคนเขียนหนังสือมือสมัครเล่นอย่างผม ที่เขียนอะไรไปเรื่อยในโลกออนไลน์ แล้วมีคนมาชมว่าสิ่งที่เราเขียนนั้นดี และมีประโยชน์ ก็ทำให้เราดีใจได้มากๆ แล้ว ถ้าเป็นนักเขียนที่ผลงานตีพิมพ์ แล้วงานของเขาก่อปฏิกิริยาทางบวกแก่คนอ่านในวงกว้างล่ะ ความรู้สึกของเขาจะเป็นยังไงกันนะ
นั่นเป็นสิ่งที่ผมอยากรู้ และผมเชื่อว่านักเขียนคนนี้คงตอบได้อย่างแน่นอน

3
Everyday Story เป็นผลงานเล่มใหม่ของเขา ที่รวบรวมมาจากคอลัมน์ในนิตยสาร a day BULLETINE LIFE บางบทบางตอนผมเคยอ่านมาบ้างในหน้านิตยสาร แต่เมื่อนำมารวบรวมเข้าเป็นเล่มเดียวกันแล้ว ถือว่าเหมาะเจาะและลงตัวอย่างมาก
เรียบเรียงลำดับเนื้อเรื่อง และสารที่จะสื่อออกมาได้สมกับเป็นพี่โหน่งนั่นแหละ
อ่านจบแล้วคุณจะมีไฟ อยากนั่งลงคุยกับตัวเอง สำรวจความคิดและชีวิตที่ผ่านมา อยากออกเดินทาง ใส่ใจความสัมพันธ์ของตัวเองกับคนรอบข้างมากขึ้น
สารที่จะเล่ายังคงเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกที่ได้รับไม่เหมือนเดิม ก่อนหน้านั้นความรู้สึกที่ได้อ่านเหมือนกับพี่สอนน้อง แนะนำน้อง บอกเล่าแนวทางที่เขาเดินผ่านมา แต่ในเล่มนี้ ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกสอน แต่เหมือนได้นั่งฟังเขาเล่า พูดคุย หรือจะเรียกว่าแชร์กันก็ได้ อ่านจบแล้วเรามีเรื่องที่อยากจะแลกเปลี่ยน มากกว่าที่จะรับฟังเพียงอย่างเดียว
สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้อ่านหนังสือของพี่โหน่งสนุกขึ้นไปอีก
ได้ลองเชื่อมโยงจากสิ่งที่อยู่ในหนังสือ เข้ากับตัวเรา ย้อนกลับไปในอดีต มองสิ่งที่กำลังทำอยู่ปัจจุบัน และครุ่นคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

4
Everyday Story ทุกวันคือชีวิต ชีวิตคือทุกวัน
ทุกๆ วันของทุกๆ คนไม่เหมือนกัน
เราสามารถเลือกทำวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวานได้ และแน่นอน เราสามารถทำให้มันแย่กว่าเมื่อวานได้เหมือนกัน
ผมปิดหนังสือด้วยความรู้สึกหลายอย่าง ทบทวนชั่วโมงที่ผ่านมาของวันนี้ ว่าเราทำอะไรไปแล้วบ้าง และมีอะไรที่เรายังไม่ได้ทำอีกไหม
วันนี้เวลาผมยังเหลืออีกเยอะ คงมากพอที่จะทำอะไรได้อีกหลายๆ อย่าง และขอบคุณเวลาที่ผ่านมาของวันนี้ ที่ผมใช้ไปกับการอ่านหนังสือเล่มนี้ และเขียนบทความนี้ขึ้นมา

5
พี่โหน่งครับ
“You complete me”

Standard