รีวิวหนัง

[รีวิวหนัง] BANKSY Does New York ตอกหน้าคนทั้งโลกด้วยศิลปะ

banksydoesny_414x227

ผมรู้จักชื่อ BANKSY ครั้งแรกตอนที่อ่านหนังสือ ‘จุลินทรีย์แห่งความสำเร็จ’ ของพี่เคน นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ที่เล่าเรื่องของกราฟฟิตี้ปริศนาคนนี้ได้อย่างน่าสนใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจกว่าก็เข้ามาแทนที่ จนเกือบจะลืมไปด้วยซ้ำว่าเคยอ่านมาจากไหน จนมาเห็นโปสเตอร์งาน A Design Film Festival Bangkok 2017 ที่ TCDC จัดขึ้นมา

ตัวหนังเป็นสารคดีที่เลือกเล่าช่วงเวลา 1 เดือนที่ BANKSY ไปทำงานศิลปะ 1 ชิ้น 1 วัน จนครบ 1 เดือนที่นั่น ท่ามกลางความหลากหลายทั้งเชื้อชาติ สีผิว รสนิยม เพศ วัย ฯลฯ ผลงานศิลปะของเขาจะสร้างอิมแพคอะไรกับที่นั่นได้บ้าง

เขาจะโพสต์ภาพเป็นคำใบ้ลงในเว็บไซต์ส่วนตัว แล้วให้คนตามหาว่างานศิลปะของเขาอยู่ที่ไหน และเมื่อทุกคนได้ชื่นชม ถ่ายรูป ดื่มด่ำ และตีความงานเหล่านั้นไปแล้ว วันรุ่งขึ้นมันจะอันตรทานหายไป ที่น่าสนใจก็คือมีนักล่า BANKSY ปรากฎตัวออกมาเยอะมาก เรื่องนี้กลายเป็นหัวข้อสนทนาในอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว มีการอัปเดตกันแบบเรียลไทม์ คนที่เจองานต่างก็อัปภาพขึ้นโซเชียลมีเดียอวดกันสุดฤทธิ์ ส่วนใครที่ยังหาไม่เจอก็ตั้งหน้าตั้งตา ทุ่มเทเพื่อให้ได้มาเห็นของจริงและบันทึกภาพของตัวเองเก็บเอาไว้

งานศิลปะที่ทำตลอดทั้งเดือนนั้นไม่มีรูปแบบตายตัว บ้างเป็นภาพกราฟฟิตี้ธรรมดาๆ แต่เลือกประเด็นสื่อสารได้อย่างน่าสนใจ บ้างเป็นคลิปวิดีโอที่พูดถึงความรุนแรงของสงคราม หรือจะเป็นการเอาภาพของตัวเองไปขายข้างถนน (แต่ไม่มีใครสนใจใยดี) คนที่ซื้อไปเป็นชาวต่างชาติที่บังเอิญอยากได้ภาพไปประดับบ้านเท่านั้น ภาพเหล่านี้ขายในราคา 60 เหรียญ แต่วันต่อมา BANKSY เฉลยความจริงว่านี่เป็นผงานของเขาจริงๆ ก็เล่นเอาชาวนิวยอร์กเกอร์เสียดายกันเป็นแถวๆ (ตอนนี้มูลค่าของภาพเหล่านั้นสูงขึ้นถึงแสนเหรียญไปแล้ว) เรียกได้ว่าเป็นตบหน้าฉาดใหญ่กับคนที่คิดว่างานศิลปะดีๆ ต้องอยู่ในพิพิธภัณฑ์อย่างเดียวเท่านั้นได้แสบสันต์จริงๆ

นอกจากเสียงตอบรับจากบรรดาแฟนคลับแล้ว เรื่องนี้ก็กระจายวงกว้างไปยังสำนักข่าว ที่ต้องการตามหาตัวกราฟฟิตี้ปริศนาคนนี้ มีการถกเถียงกันมากมาย มีเสียงสะท้อนทั้งแง่บวกและแง่ลบ นอกจากนี้ ก็ทำให้เราเห็นถึงความรู้สึกเบื้องลึกของคน งานศิลปะของ BANKSY นั้นอยู่ข้างถนน บางชิ้นเจ้าของบ้าน ก็อาศัยความเป็นเจ้าของสถานที่ เก็บงานเหล่านั้นเอาไว้คนเดียว บางที่มีเจ้าถิ่นมาเรียกเก็บเงินก่อนเข้าไปถ่ายรูป หรือบางคนก็เอาไปประมูลขายเลยก็มี

มันเป็นหนังที่เล่าเรื่องได้น่าสนใจ เพราะตัวประเด็นที่เลือกมาน่าสนใจมากๆ อยู่แล้ว แต่หนังก็ทำหน้าที่ได้ไม่ด้อยไปกว่าตัว BANKSY เลย ทั้งการสัมภาษณ์ subject ที่หลากหลาย ทำให้เราเห็นมุมมองที่แตกต่าง และนำมาผสม ตัดต่อ คลุกเคล้ากันได้อย่างลงตัว จะบอกว่าดูเพลินก็ไม่เชิงนัก เพราะนอกจะต้องตีความงานศิลปะของ BANKSY แล้ว ยังต้องขบคิดถึงประเด็นที่หนังพยายามแยบคนดูอยู่ตลอดอีกต่างหาก

Advertisements
Standard
รีวิวหนัง

The Great Wall กำแพงแห่งความเชื่อใจ

the-great-wall-11

เอาจริงๆ หนังเรื่องนี้ไม่อยู่ในลิสต์หนังที่อยากดูเลยด้วยซ้ำ แต่บังเอิญว่าพ่ออยากหาหนังดูตอนช่วงปีใหม่ ก็เลยลองเข้าไปหารีวิวมาอ่าน บวกกับเห็นน้องที่รู้จักทวิตมาว่าหนังเรื่องนี้สนุก ก็เลยไม่อิดออด เดินเข้าโรงไปดูแต่โดยดี ซึ่งพอได้ดูจริงๆ แล้วก็รู้สึกขอบคุณตัวเองที่ไม่ตัดสินอะไรเร็วเกินไป จนเกือบจะพลาดโอกาสได้ดูหนังดีๆ แบบนี้

หนังว่าด้วยการรุกรานของอสูร ‘เทาเทีย’ ที่เกิดขึ้นมาเพื่อหยุดความโลภและความต้องการที่ไม่มีขีดจำกัดของมนุษย์ และมันจะเข้าจู่โจมเมืองหลวงทุกๆ 60 ปี ซึ่งกำแพงเมืองจีนก็เป็นปราการสำคัญที่ป้องกันไม่ให้เทาเทียรุกคืบเข้าไปในเมืองหลวงเพื่อสังหารราชวงศ์และทำให้ประเทศล่มสลายได้

ดังนั้นจึงมี ‘ภาคีไร้นาม’ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อต่อกรกับอสูรกาย โดยแบ่งออกเป็นหลายทัพ เช่น กองทัพหญิง กองทัพธนู กองทัพพื้นดิน ที่มีหน้าที่จัดการกับเทาเทียด้วยความสามารถที่แตกต่างกันออกไป ฟังจากพล็อตและดูไปได้สักครึ่งเรื่องก็พอจะเดาได้แล้วว่าหนังจะเดินไปในทางไหน แต่สิ่งเหล่านี้ก็ถูกชดเชยด้วยความสนุกสนาน การโชว์ฟอร์มของกองทัพต่างๆ ฉากแอคชั่นที่น่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้เข้าไปดูแบบ IMAX ไม่งั้นคงฟินกว่านี้แน่นอน

แม้เนื้อเรื่องจะเดาทางง่าย แต่ก็ไม่เน่าเบื่อจนชวนให้หลับ เพราะมันมีอะไรที่น่าสนใจโผล่ออกมาอยู่ตลอด อีกสิ่งที่ชอบมากๆ คือความสวยงามของภาพ ที่มีซีนสวยๆ ใหญ่ๆ แกรนด์ๆ มาให้ดูอยู่ตลอด แค่นี้ก็คุ้มค่าตั๋วที่เข้าไปดูมากๆ แล้ว

อีกอย่างคือหนังเรื่องนี้ใช้นักแสดงระดับท็อปๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Matt Damon ในบทวิลเลียม ชาวต่างชาติที่เข้ามาหาดินระเบิดในเมืองจีน ที่แค่ชื่อก็คงไม่ต้องพูดอะไรกันมากมายอีกแล้ว ตามมาด้วยหลิวเต๋อหัวในบทกุนซือผู้สุขุม และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ Jing Tain ที่รับบทเป็นแม่ทัพหลินแห่งกองทัพกระเรียน ที่ทำให้อยากดูอีกหลายๆ รอบ ดีต่อใจจริงๆ

สิ่งหนึ่งที่หนังเรื่องนี้เน้นย้ำอยู่บ่อยๆ (และบางทีผมก็รู้สึกว่ามันมันเกินไปหน่อย) คือเรื่องความเชื่อใจ กองทัพจะแข็งแกร่ง เป็นหนึ่งเดียวกันและร่วมต้านเทาเทียได้ถ้าหากไม่มีสิ่งนี้ก็คงยากจะที่เอาชนะอุปสรรคไปได้ หนังตั้งคำถามใหญ่ๆ ว่า “เรากำลังต่อสู้ไปเพื่ออะไร” ซึ่งก็ชวนให้คิดไปถึงการถามตัวเองกลับมาว่า “เรากำลังทำอะไรอยู่” “เราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร” แม้เราอาจไม่มีอะไรต้องหยิบดาบขึ้นมาต่อสู้ฟาดฟันกับอสูรร้าย แต่ความจริงแล้วเราก็กำลังอยู่ในสังเวียนหรือสงครามอะไรบางอย่างอยู่เหมือนกันนั่นแหละ

วิลเลียม ตอบคำถามนี้ของแม่ทัพหลินไปแล้วในหนัง แล้วเราล่ะ ตอบได้หรือยัง?

Standard
รีวิวหนัง

A Beautiful Mind ตรรกศาสตร์ ภาพหลอน เธอ

abm

ผมค่อนข้างถูกชะตากับหนังที่สร้างจากเรื่องจริงของอัจฉริยบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลก (แต่ผมก็มักจะได้ยินครั้งแรกตอนดูหนังนี่แหละ) อย่าง The Theory of Everything, The Imitation Game, The Man Who Know Infinity และ A Beautiful Mind เรื่องล่าสุดที่เพิ่งดูจบไป

หนังเล่าถึงชีวิตของนักคณิตศาสตร์อัจฉริยะ จอห์น แนช (รับบทโดย รัสเซล โครว์) ที่ประสบความสำเร็จ ได้รับรางวัลโนเบลมาครอบครอง แต่กว่าจะมาถึงวันนั้นได้ เขาก็ต้องผ่านอุปสรรคต่างๆ มากมาย จนสามารถยืดอกประกาศสุนทรพจน์อันยิ่งใหญ่ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

เคยได้ยินคำว่า “เพื่อนในจินตนาการ” หรือเปล่าครับ นี่แหละที่คอยหลอกหลอนแนชมาทั้งชีวิต เขามีเพื่อนสนิทที่เป็นรูมเมทกันมาตั้งแต่มหาวิทยาลัย และเป็นคนที่คอยสนับสนุนและให้กำลังใจเขามาตลอด หลังจากเรียนจบ แนชก็ได้เข้าทำงานเป็นอาจารย์ และเขาได้รับการติดต่อให้ทำงานราชการลับเกี่ยวกับการถอดรหัสของรัสเซีย นี่ฟังดูเหมือนเป็นภารกิจสำคัญที่มีแต่อัจฉริยะเท่านั้นที่จะทำได้จริงมั้ยครับ – แต่ที่จริงกว่านั้นคือมันไม่มีอะไรจริงเลยสักนิดเดียว!

แนชป่วยโรคจิตที่ไม่สามารถแยกแยะได้ระหว่างความจริงกับจินตนาการ ส่วนหนึ่งคือเขาเป็นคนเข้าสังคมไม่เก่ง การมีเพื่อนในจินตนาการนั้นอาจเป็นการเติมเต็มในจุดนั้น ส่วนในเรื่องของการได้ทำหน้าที่ราชการลับและการได้รับการยกย่องก็แน่นอน ความต้องการเป็นที่ยอมรับของคนหมู่มาก ซึ่งนี่เองที่น่าจะเป็นแรงผลักดันที่ทำให้คนในจินตนาการนั้น “มีตัวตน” อยู่ในโลกของแนชจริงๆ (เขายังคงเห็นเพื่อนในจินตนาการและหน่วยราชการลับอยู่จนถึงวันที่เข้ารับรางวัลโนเบล)

จากหนังหลายๆ เรื่องที่ได้ดู อัจฉริยะหลายๆ คนนั้นต้องมีเอกลักษณ์หรืออะไรบางอย่างที่แตกต่างจากคนทั่วไป นั่นทำให้เขาโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ ในยุคสมัยเดียวกัน แต่ที่สำคัญของพวกเขาก็คือ “passion” ในสิ่งที่พวกเขาเชื่อ แนชเชื่อในตัวเลขและตรรกศาสตร์ เขาพยายามพิสูจน์ทฤษฎี ไขความลับต่างๆ ที่เขาเชื่อมาตลอด ความมุ่งมั่นนี้เองที่ทำให้เขาไปได้ไกลและฝากชื่อไว้กับโลกใบนี้ตราบนานเท่านาน

แต่ชีวิตของแนชคงมาถึงวันนี้ไม่ได้หากไม่มีอลิเชีย (เจนิเฟอร์ คอเนลลี) คู่ชีวิตที่คอยอยู่เคียงข้างเขามาตลอด ทั้งในยามสุขและทุกข์ เธอนี่เองที่สอนให้แนชหันมาแก้สมาการชีวิตที่ยุ่งเหยิงของตัวเองดูบ้างแทนที่จะหมกมุ่นกับตัวเองที่อยู่ในหัวสมอง เขาค่อยๆ ปรับตัว แม้ไม่สามารถลบภาพหลอนออกไปได้ แต่ก็เรียนรู้ที่จะอยู่กับภาพหลอนเหล่านั้นได้ราวกับเป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันหวนกลับมาบรรจบกันได้อีก

ผมนับถือความรักของผู้หญิงที่ยืนเคียงข้างอัจฉริยะทุกๆ คน ในหนังหลายๆ เรื่องแสดงให้เห็นว่าพวกเธอช่างเสียสละเหลือเกิน อลิเชียใน A Beautiful Mind ก็เช่นกัน เธอยอมอยู่กับเขาในวันที่เขาไม่สามารถทำงานอะไรได้ กลายเป็นเสาหลักของครอบครัว เผชิญกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของความรัก แต่เธอก็ยังรักและคอยสนับสนุนคนรักของเธอไม่เคยเปลี่ยน

ในตอนท้ายของเรื่อง เป็นฉากที่ผมประทับใจมากที่สุด มันเป็นฉากที่แนชเข้ามาดื่มน้ำชาในห้องอะไรสักอย่างกับคณะกรรมการรางวัลโนเบล ที่พรินซ์abmตัน มีวัฒนธรรมการยอมรับและแสดงความยินดีกับผู้ที่ประสบความสำเร็จด้วยการหยิบปากกามาวางไว้บนโต๊ะที่คนๆ นั้นนั่งอยู่ แนชเคยเห็นภาพเหตุการณ์นี้มาแล้วเมื่อสมัยเรียน และในวันนี้ที่เขาก็ได้รับเกียรตินั้นในที่สุด

สุนทรพจน์ที่แนชขึ้นพูดในตอนท้ายนั้นประทับใจเหลือเกิน เขาพูดเกี่ยวกับชีวิตตัวเองที่อยู่กับตรรกศาสตร์และตัวเลขมาตลอด นั่นเองที่ทำให้เขาเห็นภาพหลอน และทำให้เขาไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความลวง แต่คนที่ทำให้เขามีวันนี้ได้ก็คือภรรยาของเขา

“คุณคือเหตุผลของผม” ผมคิดว่าแนชและอลิเชียคงไม่มีวันลืมประโยคนี้ไปตลอดกาล

Standard
รีวิวหนัง

The Magicians หากฉันมีเวทย์มนตร์ เป็นพ่อมด มีฤทธิ์เหมือนในนิยาย

the-magicians

อยู่ๆ ผมก็นึกอยากหาซีรีส์อะไรสักอย่างมาดู อยากให้ความรู้สึกได้ติดตามอะไรสักอย่างหวนกลับคืนมาอีกครั้ง หลังจากที่เคยสัมผัสมันเมื่อครั้งได้ดู Wayward Pines จบลงไป pantip ยังคงเป็นแหล่งอ้างอิงที่ยอดเยี่ยมที่สุดเสมอในการค้นหาข้อมูล หลายๆ คอมเมนต์พูดถึงชื่อ “The Magicians” กันมากมาย และได้รับเสียงตอบรับที่ดีพอสมควร ลองไปค้นเรื่องย่อมาอ่าน แล้วก็ตัดสินใจหาซีรีส์เรื่องนี้มาดู

เป็นเรื่องราวของเควนติน แฟนบอยที่หลงใหลวรรณกรรมเยาวชนแฟนตาซีเรื่องฟิลโรลี ที่เกี่ยวกับการผจญภัยในดินแดนเวทย์มนตร์ แน่นอนว่าในโลกของความเป็นจริง ผมเชื่อว่าคนที่ได้อ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็คงมีความคิดลึกๆ ในใจว่าถ้าหากเรามีเวทย์มนต์เหมือนอย่างในนิยายบ้างก็คงดีเหมือนกัน อยู่มาวันหนึ่งเควนตินก็โผล่ไปสนามสอบของมหาวิทยาลัยเบริกบิลส์ – มหาวิทยาลัยที่เปิดสอนศาสตร์เวทยมนตร์ในระดับอุดมศึกษา

นี่มันจะเหมือนแฮร์รี่เวอร์ชั่นมหาวิทยาลัยหรือเปล่านะ? ผมอดคิดแบบนี้ไม่ได้จริงๆ

ผมชอบที่เรื่องทันกับปัจจุบัน ไม่ดูเก่า และทำให้เราอินได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งภาพและเอฟเฟกต์ที่ใช้ก็สวยงามตระการตา บวกกับเรื่องราวที่ชวนให้ติดตามต่อก็ทำให้ผมไม่ลังเลที่จะติดตามมันไปจนจบ

แค่เพียงตอนเปิดตัวและฉากทิ้งท้ายของตอนแรกก็เล่นงานผมอยู่หมัดแล้ว ยิ่งการปรากฏตัวของ The Beast ที่พอจะเดาได้ว่าเป็นลาสต์บอสของเรื่องนั้นเท่ โหด และเถื่อนมากขนาดไหน ทำให้ชวนจินตนาการไปต่างๆ นานาว่าเรื่องราวจะดำเนินไปในแบบใด จะเข้มข้น จะซับซ้อน จะมีเวทย์มนตร์อะไรใหม่ๆ ที่เราไม่เคยเห็นจากที่ไหนให้ดูอีกหรือเปล่า แค่คิดก็สนุกแล้ว

ดูต่อไปเรื่อยๆ มันก็สนุกขึ้นอย่างที่คิดนั่นแหละ อีกทั้งยังมีการแอบแซว แฮร์รี่ พอตเตอร์, สตาร์เทรค รวมไปถึงเทย์เลอร์ สวิฟต์ ด้วย ซึ่งถือว่าร่วมสมัยและค่อนข้างกีคพอตัว แม้จะตั้งคำถามเกี่ยวกับการมีอยู่ของเวทย์มนตร์ว่ามันสำคัญกับชีวิตของเรายังไง เพราะมันไม่ได้ช่วยให้เราฟื้นคืนชีวิต หรือรักษาโรคภัยต่างๆ ได้ เวทย์มนตร์นั้นเป็นพรสวรรค์ที่เราควรจะยินดีที่มีมันจริงๆ หรือ แต่คำถามนั้นก็ถูกกลบฝังด้วยประเด็นต่างๆ ที่มากเกินไป มีทั้งเรื่องของกลุ่มผู้ใช้เวทย์นอกคอกที่เรียกตัวเองว่าเอชวิช ตัวละครจากนิยายที่มีตัวตนอยู่จริงๆ การมีอยู่ของพระเจ้าและทวยเทพ ฯลฯ ซึ่งความยาวของซีซั่นหนึ่งทั้ง 13 ตอนนั้นไม่สามารถเล่ามันได้หมด แม้จะมีซีซั่นสองต่อก็ตาม ผมก็คิดว่าการดำเนินเรื่องของมันนั้นค่อนข้างจะด้นสดเกินไป นึกอะไรออกก็เล่า ออกตัวละครเยอะๆ มาก็ใช้แล้วทิ้ง เหมือนจะมีบทบาทแต่ก็ห่วยแตกซะอย่างนั้น

อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่รู้ว่าสำคัญกับเรื่องหรือเปล่า แต่พยายามยัดเยียดเข้ามาในเรื่องช่วงท้ายๆ คือเซ็กซ์ ทั้งชาย-หญิง ชาย-ชาย และสวิงกิ้ง มันเกิดขึ้นเต็มไปหมดในตอนท้าย แม้จะเป็นการสะท้อนภาพของชีวิตมหาวิทยาลัย โอเค มันอาจจะเป็นการท้าทายความคิดใหม่ของนางเอกที่ไม่ได้ใสซิง คือฉันก็หิวและกินเป็น ปาร์ตี้ก็เที่ยว ผู้ชายก็ฟาดนะจ้ะ แต่หลายๆ ฉากหลายๆ ตอนมันไม่ค่อยสนับสนุนหรือผลักดันโครงเรื่องหลักเท่าไหร่

ที่สำคัญไปกว่านั้น ความสามารถของพระเอกของเรา ที่คนดูหลายคนต่างคาดหวังถึงพรสวรรค์ด้านเวทย์มนตร์ที่ซุกซ่อนอยู่ในตัว แต่ยิ่งดูไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งทำให้เราตั้งคำถามว่า “นี่เอ็งเป็นพระเอกจริงๆ หรือเปล่าวะ” เนิร์ด บ้านิยาย ไม่เก่ง ไม่กล้า ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง เซ็กซ์ห่วย แถมตอนที่ควรจะโชว์ฟอร์มก็ดันผลักภาระนั้นให้นางเอกซะงั้น

ยิ่งตอนจบก็ยิ่งอินดี้เข้าไปใหญ่ เล่นเอาสตั๊นไปนานเหมือนกัน ตอนที่นั่งเขียนมาถึงตรงนี้ก็ต้องใช้เวลารวบรวมสติมากทีเดียวกว่าจะเขียนออกมาได้ การไล่เรียงความทรงจำ และการเชื่อมโยงเนื้อหาต่างๆ นั้นทำได้ยากเหลือเกิน แม้ตอนที่ดูจบจะคิดในใจว่าเอาเวลาของกูคืนมา แต่ก็นั่นแหละ ผมคงไม่ยอมปล่อยให้ความคาใจทำร้ายตัวเองแบบนี้ต่อไปแน่ๆ ได้แต่หวังว่าซีซั่นที่สองจะกู้ความคาดหวัง และคลายปมประเด็นมากมายที่ผูกเอาไว้ให้เรียบร้อย

หวังว่าปมมันจะไม่แน่นและพันกันไปมากกว่านี้!

Standard
รีวิวหนัง

OLDBOY ระวัง “ปาก” ไว้ให้ดี

Oldboy

คุณเคยเจอใครในชีวิตที่ปากหมามากๆ บ้างหรือเปล่า? ถ้าเคย คุณคงรู้ว่าคนเหล่ามันช่างน่ารำคาญขนาดไหน และที่สำคัญ คำพูดของคนมีพลังมากกว่าการสื่อสารใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องแย่ๆ

โอ แทซึ ตัวละครเอก ที่เปิดเรื่องมาก็เผยให้เห็นถึงความปากหมา พูดมาก ไม่รู้จักระวังคำพูดตั้งแต่ต้น ซึ่งเขาไม่รู้เลยว่า สันดานแย่ๆ นี้ของเขา มีราคาที่ต้องจ่าย และนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในชีวิตอย่างไม่เคยคาดคิดมาก่อน

แล้วเขาก็ถูกจับ

ถูกพาตัวมาอยู่ในที่ไหนก็ไม่รู้ ได้กินแต่เกี๊ยวซ่า มีทีวีเป็นเพื่อน เป็นครู เป็นความบันเทิง และเป็นคนรัก เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในห้องๆ นั้นเป็นเวลาถึง 15 ปี ระยะเวลาผ่านไป ค่อยๆ บั่นทอนความหวัง ความฝัน และจิตวิญญาณของเขาให้แหลกเหลวอย่างไม่มีชิ้นดี และในท้ายที่สุด ความแค้นก็ค่อยๆ หยั่งรากลึกลงในหัวใจของเขา และสาบานกับตัวเองว่า เมื่อออกไปแล้วเขาต้องแก้แค้นให้จงได้

แทซึพยายามฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งเพื่อการแก้แค้น และหาวิธีหลบหนี แต่อยู่มาวันหนึ่ง เขาก็ได้รับการปล่อยตัวอย่างไม่ทราบสาเหตุเหมือนกับตอนที่ถูกจับเข้ามา ในโลกภายนอก เขาได้พบกับมิโดะ หญิงสาวหน้าใสที่จะช่วยเขาตามหาเบาะแสไล่ล่าไอ้ชาติชั่วที่ขังเขาเอาไว้ และเธอก็เป็นกุญแจสำคัญดอกหนึ่งในเรื่องทีเดียว

เขาค่อยๆ ตามหาเบาะแสไปเรื่อยๆ จนเจอ และการเปิดฉากแก้แค้นที่ถึงพริกถึงขิงก็เริ่มขึ้น เอาจริงๆ ผมไม่ค่อยชอบหนังที่เน้นความรุนแรงมากเท่าไหร่ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าฉากบู๊ใน OLDBOY นั้นทำให้ผมละสายตาไม่ได้เลย มันทั้งดิบ ทั้งเถื่อน ซาดิสม์ และเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย มันคือการเรียกความเป็นคนที่สูญหายไปกว่า 15 ปีให้กลับคืนมาอีกครั้งของคนสิ้นหวังอย่างแทซึ

และในที่สุดเขาก็ได้พบกับคนที่ทำให้เขาต้องเป็นแบบนั้น – ลี วูจิน ผู้สูญเสียน้องสาวไปเพราะปากของแทซึ ที่ปล่อยข่าวลือร้ายๆ แย่ๆ (แต่ก็เป็นความจริง) ออกไปจนทำให้เธอต้องตาย ปริศนาต่างๆ ในตอนต้นเรื่องค่อยๆ เฉลยออกมาจนผมต้องอึ้ง มันซับซ้อนและเล่นประเด็นละเอียดอ่อนอย่างเรื่องความสัมพันธ์ต้องห้าม รวมไปถึงการแยกแยะระหว่างความจริงกับความลวง การเล่นเล่ห์เพทุบาย จนผมไม่อาจละเลยสิ่งที่ผู้กำกับต้องการจะสื่อสารให้ผ่านไปได้ง่ายๆ

เมื่อดูมาถึงตอนท้ายก็ยิ่งเข้มข้น รายละเอียดต่างๆ ที่ปูมาตั้งแต่ต้นเรื่องขมวดปมกันอย่างแน่นตึง บีบหัวใจจนแทบจะรอตอนจบไม่ไหว OLDBOY จึงเป็นหนังที่ครบเครื่องทั้งตัวประเด็น การแสดง ฉากต่อสู้ และอารมรณ์ความรู้สึกต่างๆ ที่อัดแน่นอยู่ในหนังเรื่องนี้ ไม่แปลกใจที่ใครๆ ต่างก็ยกย่อง รู้สึกพลาดที่เพิ่งได้ดูเอาตอนนี้

ตลอดทั้งเรื่องจะเห็นได้ว่า “ปาก” เป็นอวัยวะสำคัญที่สุด แทซึถูกจับมาก็เพราะความปากหมาของตัวเอง วูจินก็ถูกแทซึเห็นขณะใช้ปากประกอบกามกิจอยู่ อีกทั้งในเรื่องยังมีนักสะกดจิตที่ใช้ปากควบคุมความคิดของคนให้ไปในทิศทางที่ต้องการอีกด้วย

ยังไงๆ จะทำอะไรก็ระวัง “ปาก” ไว้ด้วยแล้วกัน

Standard
รีวิวหนัง

The Riot Club เงินตรา ปัญญา พิชิตโลก?

the-riot-club

ไม่เคยคิดว่าหนังที่รวมนักแสดง (ชาย) หน้าตาดีๆ เท่ๆ คูลๆ ไว้ด้วยกันจะประทับใจผมได้มากขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะความหล่อของนักแสดง (แหงล่ะ) หากแต่เป็นประเด็นที่เรื่องนี้ต้องการจะสื่อสารกับคนดูต่างหาก

มันเป็นหนังที่ว่าด้วยกลุ่มนักศึกษากลุ่มหนึ่งในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ที่เป็นมหาวิทยาลัยมีชื่ออันดับต้นๆ ของโลก แน่นอนล่ะว่า ใครที่สอบเข้าไปได้ต้องเป็นหัวกะทิสุดๆ แต่เมื่อเข้าไปแล้ว ก็ยังมีกลุ่มที่เรียกได้ว่า “ที่สุดของที่สุด” อยู่ ซึ่งก็คือ The Riot Club นั่นเอง

The Riot Club นั้นเป็นคลับที่มีประวัติมายาวนาน ที่ผลิตนักการเมือง นักธุรกิจ และผู้มีชื่อเสียงต่างๆ มากมาย แต่การเข้าเป็นสมาชิกนั้นก็ยากแสนยาก เพราะต้อง หล่อ เก่ง รวย โปรไฟล์ดี กีฬาเด่น และเป็นสายดื่มตัวจริง ซึ่งในปีนั้นมีสมาชิกใหม่ทั้งหมดสองคน นั่นก็คือ อลิสแตร์ ไรล์ส (แซม คลาฟฟิน) และ ไมล์ส ริชาร์ดส (แมกซ์ ไอรอนส์) ที่ต่างก็มีนิสัยคนละขั้วกันเลย ไมล์สนั้นเป็นคนธรรมดา ใช้ชีวิตง่ายๆ มีแฟนเป็นคนธรรมดาๆ แต่ก็มีความทะเยอทะยานอยากจะเข้าไปอยู่ในคลับเพื่อการยอมรับ ส่วนไรล์สนั้นเป็นคนหัวสูง เย่อหยิ่ง ถือดี ชอบดูถูกคน

เมื่อการคัดเลือกสมาชิกจากคุณสมบัติดังกล่าว ทำให้แต่ละคนในคลับนั้นเป็นเด็กบ้านรวย ถูกสปอล์ย อยากได้อะไรก็ต้องได้ มักใช้เงินแก้ปัญหาทุกอย่าง และมีพฤติกรรมก้าวร้าวอย่างระยำ เป็นเรื่องปกติที่เวลาเราอยู่ในกลุ่มของคนฉลาดและเก่ง อีโก้ในตัวก็จะพองออกมาอย่างไม่อาจระงับ จนทำให้ความภาคภูมิใจนี้กลายมาเป็นการดูถูกและกดคนอื่นให้อยู่ต่ำกว่า ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้กันทั่วไปในสังคม

ปฏิเสธได้หรือว่าคนเรียนเก่งไม่เคยดูถูกคนเรียนอ่อนกว่า ปฏิเสธได้หรือว่าคนหน้าตาดีไม่เคยดูถูกคนขี้เหร่ ปฏิเสธได้หรือว่าคนรวยไม่เคยดูถูกคนจนกว่า และอีกหลายๆ ประเด็นที่เราดูถูกคนอื่น (ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้ดีไปกว่าเขาเท่าไหร่)

เหตุการณ์มาพีคขึ้นตรงที่คลับจะมีการปาร์ตี้ ซึ่งทุกคนจะต้องแต่งชุดพิธีการอย่างดี เพื่อเข้าร่วมงานอย่างยิ่งใหญ่ งานจัดที่ร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่ง และดูเหมือนว่ามีเรื่องเข้าใจผิด แฟนสาวของไมล์สก็ได้รับข้อความให้มาหาที่นี่ โดยที่ไรล์สเป็นคนส่งข้อความให้เธอมาโดยไมล์สไม่รู้ตัว และตอนนั้นเองที่เราได้เห็นถึงความืดดำของเงินและอำนาจ หนึ่งในสมาชิกคนหนึ่งจ้างวานเธอให้ออรัลเซ็กซ์ให้สมาชิกทุกคนในคลับโดยแลกกับการจ่ายค่าเทอมให้เธอจนกว่าจะเรียนจบ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากทีเดียว แต่ด้วยศักดิ์ศรีและความเป็นคนทำให้เธอปฏิเสธข้อเสนอนี้

เหตุการณ์ยังคงดำเนินต่อไป เก็บซ่อนความอึมครึมของบรรยากาศเอาไว้ เมื่อเหล้าเข้าปาก สันดานดิบที่ถูกซ่อนไว้ก็ถูกเปิดเผยออกมา พวกเขาเริ่มทำลายข้าวของทุกอย่างในร้าน ขว้างป่า ฉีกกระชาก จนเจ้าของร้านเข้ามาเตือน แต่พวกเขาก็ไม่ยอมหยุด เพราะยังไงก็มีเงินจ่ายเอาไว้แล้ว แต่สุดท้ายก็เกิดเหตุขัดแย้งขึ้นจนได้ พวกเขาขาดสติรุมกระทืบเจ้าของร้านจนปางตาย

ภาพความรุนแรงในหนังทำให้เราเข้าใจถึงความคิดของคนรวย คนมีอำนาจ ว่าเขาคิดกับคนที่ด้อยกว่าอย่างไร บางทีอาจไม่มองว่าคนเหล่านั้นเป็นคนด้วยซ้ำ ก็ในเมื่อเงินตรานำมาซึ่งอำนาจ และอำนาจก็แข็งแกร่ง มั่นคง คงทนและถาวร แล้วอย่างนั้นตนเองจะไปกลัวอะไรอีกเล่า

หนังเรื่องนี้เปลือกเปลือยสังคม “ชั้นสูง” ออกมาให้เห็นอย่างล่อนจ้อน ทำให้เห็นความเน่าเฟะที่น่าขยะแขยงของความคิดและพฤติกรรม นั่นทำให้เราตั้งคำถามคิดมาว่า

เงินตรา ปัญญา มันจะพิชิตโลกได้จริงๆ หรือเปล่าวะ?

Standard
รีวิวหนัง

Liberal Arts บอกลาความฉลาด (ที่เรามโนกันไปเอง) ซะที!

la

ในฐานะคนที่เคยเรียนคณะมนุษยศาสตร์ มีคำว่าศิลปศาสตรบัณฑิตตราอยู่ในปริญญาบัตร หนังเรื่องนี้ค่อนข้างจี้ใจดำและเหมาะสำหรับคนอย่างพวกเราชาว อักษรศาสตร์ / ศิลปศาสตร์ / มนุษยศาสตร์เสียเหลือเกิน

“เรียนคณะมนุษย์ฯ ไปทำไมวะ ยังเป็นมนุษย์ไม่พอหรอ” นี่เป็นประโยคที่ผมได้ยินได้ฟังมาบ่อยหลังจากพูดถึงคณะที่ตัวเองเรียน (อย่างภูมิใจ) ให้คนอื่นฟัง แต่ก็มักจะได้ฟีดแบคที่ไม่ค่อยดีกลับมาเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่คณะ (กู) ผม สอนให้เราเข้าใจมนุษย์เลยนะเว้ย มันเป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้ง น่าสนใจ ทำไมคนอื่นถึงไม่เข้าใจถึงความสำคัญของมันกัน (วะ)

อาจเป็นเพราะมันทำเงินไม่ได้ – ซึ่งโคตรจะจริง

เอาเถอะ มาพูดถึงหนังเรื่องนี้กันดีกว่า มันเป็นเรื่องราวความรัก ความผูกพันของคนสองคนที่มีอายุห่างกันถึง 16 ปี พวกเขาทั้งสองเรียนที่คณะศิลปศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน แม้จะคนละช่วงเวลากันก็ตาม ลองนึกภาพเด็กคณะเหล่านี้ดูสิครับ เนิร์ดๆ บ้าเรียน ชอบถกปรัชญา มักหนีบหนังสือหนาๆ ที่อ่านไม่รู้เรื่องเอาไว้ข้างกาย พูดคำศัพท์ยากๆ และเป็นคนอ่อนไหวในเรื่องไม่เป็นเรื่อง

ในช่วงแรกของหนังนั้นมีความเป็นหนังโรแมนติก-คอแมดี้สูงมาก ทั้งสองเริ่มคุยกันผ่านจดหมาย แลกเพลง (คลาสสิค) กันฟัง นั่นทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนมันอาจเรียกได้ว่าความรัก แต่ติดอยู่ที่ว่าทั้งคู่นั้นอายุห่างกันตั้ง 16 ปี! ซึ่งถือว่าเป็นช่องว่างที่กว้างพอสมควรทีเดียว

ฝ่ายหญิง – ซิบบี้ (เอลิซาเบธ โอลเซ่น) ที่มีความคิดที่โตเกินวัย เธอไม่รู้ต้องตาพึงใจกับชายหนุ่มในรั้วมหาวิทยาลัยเลย เธอต้องการคนที่เป็นสุภาพบุรุษ มีความคิด และเจซซี่ (จอซ แรดเนอร์) คือคำตอบนั้น ความสัมพันธ์ของเรื่องพัฒนามาจนถึงเรื่องเซกซ์ ซิบบี้มาเฉลยเอาว่าเธอยังไม่เคยมีอะไรกับใครมาก่อน นั่นทำให้เจซซี่สับสนอย่างมากกับกรอบความคิดเรื่องศีลธรรม ความถูกต้อง ความดีงามทั้งหลาย จนเลือกที่จะปฏิเสธโอกาสเหล่านั้นไป

เจซซี่ นั้นคือผลผลิตของวิชาศิลปศาสตร์ขนานแท้เลยดีเดียว เขาบ้าอ่านหนังสือ คลั่งไคล้งานเขียนคลาสสิค หมกมุ่นกับตัวเอง ถกเถียงถึงความดีงามของเขียน (มองว่าตัวเอง) มีรสนิยมที่ดี งานเขียนอื่นนอกจากที่ตนอ่านนั้นคืองานเขียนที่ไม่ได้เรื่อง (หนังไม่ได้เอ่ยชื่อหนังสือเล่มที่ตัวเอกบอกว่าเป็นหนังสือภาษาอังกฤษที่แย่ที่สุดแต่ก็พอจะเดาได้ว่าเป็นไตรภาคแวมไพร์ ทไวไลท์ นั่นแหละ แสบจริงๆ)

ความจริงแล้วรสนิยมหรือสิ่งที่คนเรียนอักษร / ศิลปศาสตร์ / มนุษยศาสตร์ ถูกปลูกฝังมานั้นดีเลิศจริงๆ หรือเปล่า เราจำเป็นต้องอ่านแต่วรรณกรรม วรรณคดีคลาสสิคเท่านั้นหรือไม่ นอกจากนั้นแล้วถือว่างานเขียนขยะ หรืองานที่ไม่ควรเสียเวลาอ่านหรือเปล่า ยอมรับตามตรง ในระยะที่ได้เรียนวิชาวรรณกรรมในคลาส ผมเองก็มีความคิดเช่นนี้เหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงโลกของหนังสือมันมีอะไรมากกว่านั้น มันมีการอ่านเพื่อความบันเทิง เพื่อความสนุก ถ้าหากหนังสือแต่ละเล่มรับใช้เราในหน้าที่อื่นที่ไม่ใช่การจรรโลงใจอย่างวรรณกรรมเล่มโตๆ มันก็เพียงพอแล้วหรือเปล่า

หนังใช้ฉากเป็นตัวมหาวิทยาลัยที่ทั้งคู่เรียนและเคยเรียนมาด้วยกัน มหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ที่มีอะไรเกิดขึ้นมากมายที่นี่ เป็นที่จัดปาร์ตี้ที่สนุกสุดเหวี่ยง เป็นสถานบ่มเพาะความรู้ เป็นที่แลกเปลี่ยนความคิด ถกเถียงทางวิชาการ “เป็นที่ที่นายจะบอกใครว่าเป็นกวีแล้วไม่โดนต่อย” แต่สำหรับเจซซี่ การกลับมามหาวิทยาลัยของเขามันคือการหลบภัย หลีกหนีจากความเป็นจริง จากเมืองหลวง ที่ทำให้เขาอึดอัดและสับสนวุ่นวาย

การสนทนาของตัวละครมันก็ดูเป็นบทสนาที่โคตรจะ Liberal Arts จริงๆ นั่นแหละ แต่ประโยคที่จำได้ไม่ลืม และดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่คณะเหล่านี้ปลูกฝังความคิดนี้ให้นักศึกษาก็คือ  “A Liberal Arts education solves all your problems.”

แต่… มัน “จริง” จริงๆ หรอครับ!

Standard