หมากล้อม

ปรัชญาในหมากล้อมของอู๋ชิงหยวน

%e0%b8%ad%e0%b8%b9%e0%b9%8b

ผมรู้จักชื่อของอาจารย์อู๋ชิงหยวนครั้งแรกจากนิตยสาร Thai Go Magazine เมื่อประมาณ 8 ปีก่อน จากที่เคยติดตามคอลัมน์ศึกษาวิธีการเดินหมากของท่าน ก็ได้ทราบถึงความเป็นอัจฉริยภาพของนักหมากล้อมผู้นี้ว่ามีความสูงส่งขนาดไหน

หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้อ่าน เหนือฟ้ายังมีฟ้า หนังสืออัตชีวประวัติของท่านอาจารย์อู๋ ซึ่งเต็มไปด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริง เกร็ดประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตของนักหมากล้อมในยุคก่อน และวิธีคิดในการเดินหมากและทัศนคติที่มีต่อเกมหมากล้อมของปราชญ์โกะผู้นี้

อาจารย์อู๋เป็นนักหมากล้อมชาวจีน อันเป็นประเทศต้นกำเนิดของหมากล้อม แต่เนื่องจากตอนนั้นญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการศึกษาวิชาหมากล้อมอย่างจริงจังและมีมืออาชีพที่ฝีมือยอดเยี่ยมอยู่คับคั่ง อู๋ชิงหยวนในวัย 14 จึงได้เดินทางมาเริ่มต้นชีวิตนักหมากล้อมที่ดินแดนอาทิตย์อุทัยนับตั้งแต่นั้นมา

และพรสวรรค์ก็ได้ฉายแวว อาจารย์อู๋เติบโตเป็นนักหมากล้อมมืออาชีพที่ใครๆ ต่างก็ครั่นคร้าม ฝีมือไม้ลายมือโดดเด่นกว่าคนอื่นในยุคสมัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด เมื่อก่อนนั้นการเล่นหมากล้อมค่อนข้างมีหลักคิดที่ตายตัว ค่อนไปทางอนุรักษ์นิยม (ตามหลักการของสำนักฮงอินโบ) ที่เน้นการวางหมากบนเส้นต่ำ เน้นการสร้างพื้นที่ที่ชัดเจน แล้วค่อยขยับขยายออกสู่กลางกระดาน แต่ด้วยความคิดสร้างสรรค์ ไม่อยากปิดกั้นอยู่ในกรอบ อาจารย์อู๋และเพื่อนนักหมากล้อม คิตานิ มิโนรุ ก็ได้ร่วมกันคิดค้นวิธีการเปิดเกมแนวใหม่ (ชินฟูเซกิ) ขึ้นมา โดยเน้นการวางหมากบนเส้นสูง ยึดครองอิทธิพลนอกกระดาน

การเปิดเกมที่โด่งดังและสร้างชื่อเสียงให้กับอู๋ชิงหยวนเป็นอย่างมากก็คือตำแหน่ง “สามสาม ดาว เทนเง็น” อันลือลั่น ที่เขาใช้มันเมื่อตอนเดินหมากกับฮงอินโบ ชูซาอิ เมยิน (หรือเมย์จินจากใน ฮิคารุ แปลว่าผู้มีนามกระเดื่อง) ซึ่งความคิดเหล่านี้เองที่ก่อให้เกิดกระแสการเล่นใหม่ๆ มีการคิดค้น วิเคราะห์รูปแบบหมากให้ก่อขึ้นกระจายเป็นวงกว้างในวงการหมากล้อมสมัยนั้นเป็นอย่างมาก

ถ้าพูดถึงอู๋ชิงหยวนแล้วละเลยที่จะไม่พูดเรื่อง “ศึกดวลหมากสิบกระดาน” ก็คงจะไม่ให้เกียรติกันเกินไปหน่อย เพราะอาจารย์อู๋คือผู้อยู่บนจุดสูงสุดของการแข่งขันห้ำหั่นชิงชัยที่เปรียบไปก็เหมือนการดวลดาบของซามูไรที่มีชีวิตและชื่อเสียงของตัวเองเป็นเดิมพัน เพราะเมื่อก่อนนั้นความพ่ายแพ้นั้นหมายถึงความย่อยยับของชีวิตนักหมากล้อม หมดสิ้นทั้งศักดิ์ศรีและยากที่จะกู้คืนกลับมาได้อีกครั้ง อู๋ชิงหยวนยืนอยู่บนปากเหว ฟาดฟันคู่ต่อสู้ยอดฝีมือร่วงจากเวทีไปคนแล้วคนเล่าเป็นเวลากว่า 15 ปี การกรำศึกอาบเลือดโชกโชนจนเหลือรอดเป็นคนสุดท้ายเช่นนี้ยากที่ใครจะทัดเทียมได้

นอกจาก passion ที่มีต่อเกมหมากล้อมอย่างแรงกล้าแล้ว ผมคิดว่าความเข้มแข็งของสภาวะจิตใจที่ไม่หวั่นวิตกแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน และความมุ่งมั่นที่ต้องการคว้าชัยชนะ เพราะการแข่งขันหมากล้อม ไม่ใช่ว่าคนที่มีฝีมือดีกว่าจะเป็นผู้ชนะเสมอไป มันรวมไปถึงการต่อสู้ทางจิตใจ ความกดดัน อีกมากมายที่ไม่มีทางรู้จนกว่าจะได้สัมผัสมันด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้นักหมากล้อมผู้นี้สามารถยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงการและเป็นตำนานเช่นทุกวันนี้ได้

อุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่นหมากล้อมคือกระดาน และเม็ดหมาก สีขาวและดำ เปรียบเสมือนหยินและหยางที่ต้องอยู่คู่กัน อาจารย์อู๋ก็ใช้หลักการนี้ในการดำเนินชีวิตตัวเองและการเดินหมากเช่นกัน หากเปรียบเทียบเป็นบู๊และบุ๋น ชีวิตนักหมากล้อมที่ต่อสู้โลดแล่นในยุทธจักรมาอย่างยาวนานนั้นจะนิยามว่าบู๊คงไม่ผิดนัก ส่วนด้านบุ๋นนั้น อาจารย์อู๋มีจิตศรัทธาอย่างหนักแน่นกับศาสนาที่แรงกล้ามากๆ ท่านอุทิศความศรัทธาให้กับลัทธิสวัสดิกะแดง ที่พิสูจน์ความศรัทธาจากการกดขี่ข่มเหงจากเจ้าลัทธิจอมเผด็จการ ต้องร่อนเร่พเนจรย้ายที่อยู่แทบตลอด  รวมไปถึงการศึกษาหลักปรัชญาตะวันออก จนผนึกแน่นออกมาเป็นการเดินหมากที่ยอดเยี่ยม และยังสามารถรักษาดุลยภาพของชีวิตให้ควบคู่กันไปได้อย่างมั่นคงและงดงาม

เส้นทางชีวิตของอาจารย์อู๋นั้นสามารถวิเคราะห์ศึกษา ถอดบทเรียนออกมาได้มากมาย คนที่เล่นหมากล้อมไม่เป็น ก็สามารถค้นหาแง่งามจากชีวิตของผู้ชายที่มีจิตใจมั่นคงและเด็ดเดี่ยวผู้นี้ได้ ส่วนนักหมากล้อม บันทึกหมากนับพันกระดานที่บ่งบอกถึงอัจฉริยภาพของอาจารย์อู๋ยังรอคอยให้คนรุ่นหลังมาวิเคราะห์ แกะรอยภูมิปัญญาที่ท่านทิ้งไว้ แม้บางกระดาน เราจะหยิบเอามาเรียงเป็นร้อยๆ เที่ยวก็ยังไม่อาจเข้าใจความคิดและหลักปรัชญาที่อยู่บนตาเดินแต่ละตาได้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิชาหมากล้อมของท่านอาจารย์อู๋เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เป็นแนวคิดปรัชญาที่ยิ่งศึกษายิ่งไม่เข้าใจ แต่นี่เองที่เป็นเสน่ห์ของหมากล้อมไม่ใช่หรือ!

Advertisements
Standard