ไม่มีหมวดหมู่

มีศพฝังอยู่ใต้ฝ่าเท้าคุณซากุระโกะ

sakurako

ทะเตวากิ โชทาโร่ นักเรียน ม.ปลายที่โชคชะตาจับพลัดจับผลูให้ไปรู้จักกับ คุโจ ซากุระโกะ คุณหนูแสนสวย บ้านรวย ไฮโซ แต่สกิลผูกมิตรกับคนอื่นติดลบ แถมยังคลั่งไคล้กระดูกอย่างมากอีกด้วย แต่งานอดิเรกแปลกๆ นี้เองที่ชักนำทั้งคู่เข้าสู่คดีแปลกๆ และความตายอยู่บ่อยๆ

ตอนแรกๆ เข้าใจว่าคงมีการเชื่อมโยงการสืบคดีกับความเชี่ยวชาญเรื่องกระดูกของตัวเอกมากกว่านี้ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังโชว์ฟอร์มเก่งหรือไขคดีได้เทพเหมือนในนิยายสอบสวนเล่มอื่นๆ ตัวคดีทั้งหมดในเล่มนั้นก็ยังไม่ค่อยแปลกใหม่เท่าไหร่ ไม่ซับซ้อนจนถึงกับคาดเดาไม่ได้ และต้องทึ่งเมื่อตอนเฉลยตัวฆาตกร

แม้จะไม่โดดเด่นในเรื่องความว้าว แต่มันก็เป็นนิยายที่อ่านเพลิน ทั้งการใช้ภาษาที่เรียบง่าย การบรรยายเมือง ความคิด ความรู้สึกของตัวละคร รวมไปถึงการบรรยายเรื่องอาหารนั้นโดดเด่นเป็นอย่างมาก ตัวประเด็นที่เลือกนำเสนอนั้นก็แฝงแง่คิดเอาไว้อยู่เหมือนกัน

มีศพฝังอยู่ใต้ฝ่าเท้าคุณซากุระโกะ เหมาะกับการอ่านในวันหยุด ดื่มช็อคโกแลตร้อน แล้วค่อยๆ ละเลียดอ่าน ใช้ชีวิตช้าๆ เหมือนตัวละครในเรื่อง ก็น่าจะเป็นเรื่องที่น่าอภิรมย์อยู่ไม่น้อย

แม้เนื้อหาในเรื่องจะมีการฆาตกรรมอยู่ก็ตามที!

Advertisements
Standard
ไม่มีหมวดหมู่

ข้อความผ่านตัวอักษรทางไกล

5

โปสการ์ดสอนให้เราเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ
ตอนที่เริ่มเขียนโปสการ์ดใหม่ๆ เอาจริงๆ ก็คือเขียนเองส่งเอง ให้ตัวเองอ่าน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน เพราะกว่าโปสการ์ดจะส่งมาถึงบ้าน ก็มีระยะเวลานานพอสมควร
เราอาจลืมไปแล้วว่าเขียนอะไรไว้บ้าง พอได้อ่านก็นึกออกเองว่าตอนนั้นคิดอะไรอยู่ถึงเขียนข้อความแบบนั้นลงไป
พักหลังๆ ค่อยได้เขียนโปสการ์ดส่งให้เพื่อน แลกกันส่งโปสการ์ดกันบ้าง ก็เป็นความรู้สึกที่ดีเช่นกัน

โปสการ์ดที่เพิ่งได้รับมานี้เป็นโปสการ์ดเนื่องในโอกาสคริสต์มาสและปีใหม่ เป็นโปสการ์ดจากเพื่อนที่รู้จักกันตอนงานสัปดาห์หนังสือ
ข้อความที่เขียนมาอ่านแล้วก็รู้สึกดีจากกำลังใจที่ส่งผ่านมาทางตัวอักษร
เป็นความรู้สึกดีที่เฟซบุ๊กหรือไลน์ก็ให้ไม่ได้

ยิ่งได้อ่านหนังสือ 7.300 วันที่เรารักกัน ที่คนรักของนักเขียนเจ้าของหนังสือก็มักจะส่งโปสการ์ดมาให้อยู่เสมอๆ
เป็นข้อความที่รู้กันแค่สองคน ส่งผ่านความรู้สึก ณ ตอนนั้นเอาไว้ให้คนอ่านได้อ่านในอีกระยะเวลาต่อมา
และที่สำคัญคือมันสามารถเก็บรักษาเอาไว้ได้นาน หยิบมาอ่านทีไรก็คิดถึงได้ตลอด

ผมเริ่มส่งโปสการ์ดไปให้เธอมากขึ้นหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบ
อยากจะส่งความรู้สึกดีๆ นี้ไปให้ผ่านข้อความและลายมือที่ตั้งใจเขียน
อยากให้ได้อ่าน อยากให้เข้าใจความรู้สึกที่ส่งไป
เธอบอกทุกครั้งว่าได้รับโปสการ์ดแล้ว
แต่ได้รักหรือเปล่านั้น
ผมก็ยังรอคำตอบนั้นอยู่

Standard
บันทึก, ไม่มีหมวดหมู่

Shot

espresso

กาแฟทุกแก้วบนโลก 
ล้วนกำเนิดเกิดจาก
เอสเปรสโซช็อตแก้วเล็กๆ

3 เดือนแล้วที่พาตัวเองเข้ามาสู่โลกของกาแฟ จากคนที่เคยดื่มแต่กาแฟสำเร็จรูปหรือกาแฟข้างทาง สับสนระหว่างคาปูชิโนกับอเมริกาโน เรียกชื่อผิดๆ ถูกๆ จากที่รู้แค่ว่ากาแฟมันขม ก็ค่อยๆ เรียนรู้ ซึมซับ พัฒนาทักษะความสามารถและความเข้าใจ จนชงเป็นและกล้าชงให้คนอื่นทานได้

เริ่มงานวันแรก ค่อยๆ เรียนรู้ระบบของร้าน วิธีการทำงาน การรับมือกับลูกค้า ผมเริ่มจากงานง่ายๆ ตั้งแต่ล้างจาน รับออเดอร์ เสิร์ฟ เตรียมอุปกรณ์และผสมวัตถุดิบในการทำเมนูต่างๆ และแน่นอน การฝึกชงกาแฟ

มองเผินๆ การชงกาแฟเหมือนเป็นเรื่องง่าย เอาเข้าเครื่อง กดปุ่ม ปรับสูตรผสมตามออเดอร์ เสิร์ฟ แค่นี้ก็เสร็จแล้ว แต่เมื่อลองมาทำจริง ก็ได้รู้ว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย มันมีความละเอียดอ่อน พิถีพิถันมากกว่าที่คิดนัก ต้องเพอร์เฟคต์ ต้องเป๊ะ ห้ามขาด ห้ามเกิน เพื่อให้ได้กาแฟที่ดีที่สุดที่จะส่งมอบให้กับลูกค้า

เริ่มจากการบดเมล็ดกาแฟ ไหนจะต้องชั่งให้ได้น้ำหนักตามที่กำหนด (น้ำหนักมากน้อยเพียง 1 ml. ก็ทำให้รสกาแฟเปลี่ยนได้) ไหนจะต้องกดให้หน้ากาแฟเรียบเท่ากัน (แน่นอน น้ำหนักมือตอนกดก็มีผลต่อรสชาติด้วยเช่นกัน) และเมื่อเอาเข้าเครื่องแล้ว แรงดันน้ำและอัตราการไหล (ที่ต้องไหลออกมาพร้อมกันในปริมาณที่เท่ากัน) และต้องให้ได้ในระยะเวลาที่สมควร จึงจะเรียกว่า perfect shot

กาแฟทุกแก้วเริ่มต้นจากเอสเปรสโซช็อตแก้วเล็กๆ ทั้งนั้น

ไม่ว่าจะเป็น อเมริกาโน, ลาเต้, คาปูชิโน, มอคค่า ก็ต้องเริ่มจากช็อตกาแฟแก้วเล็กๆ ก่อน ต่อให้มีส่วมผสมที่ดีขนาดไหน นมคุณภาพ ช็อกโกแลตเกรดพรีเมียม แต่ถ้าช็อตกาแฟห่วย ทุกอย่างก็พัง

เหมือนเวลานักเขียนจะเขียนนวนิยายสักเรื่อง ย่อมต้องมีโครงเรื่องที่แข็งแรง เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมดของเรื่อง

เหมือนเวลานักกีฬาจะลงสนาม ต้องซ้อมพื้นฐานซ้ำไปซ้ำมากี่ร้อยกี่พันครั้ง

พื้นฐานจึงเป็นข้อสำคัญสำหรับทุกอย่าง
ไม่มีอะไรหลุดกรอบไปจากพื้นฐานได้
เมื่อมีพื้นฐาน ก็สามารถต่อยอด สร้างสรรค์ไปได้อย่างไม่มีขีดจำกัด

กับกาแฟก็เช่นกัน คงไม่มีบาริสตาคนไหน ยอมเสิร์ฟกาแฟห่วยๆ ให้ลูกค้าถ้าช็อตกาแฟที่ตัวเองชงนั้นไม่เพอร์เฟคต์

Standard
บันทึก, ไม่มีหมวดหมู่

ผมเริ่มวิ่งครั้งแรกตอนอายุ 25

1
ผมเริ่มวิ่งครั้งแรกตอนอายุ 25
ก่อนหน้านั้นแทบจะไม่ได้สนใจการออกกำลังกายอะไรพวกนี้เลยสักนิด
(แม้ในใจรู้ลึกๆ อยู่แล้วว่าการวิ่งเป็นการลดน้ำหนักที่ดีที่สุด แต่ผมก็ผ่านเลยไป จนน้ำหนักและอายุล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้)
ยากนะครับ กับการเปลี่ยนพฤติกรรมที่เราเคยใช้มาตลอดชีวิตเพื่ออะไรสักอย่าง
และผมเองก็ไม่อยากจะเปลี่ยนมันสักเท่าไหร่ – เป็นอย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว

2
จนรุ่นพี่ที่รู้จักกันเลยคิดแคมเปญลดน้ำหนักสุดระห่ำ (ปนระยำ) นี้ขึ้นมา
กติกาคือผมกับเพื่อนสองคนต้องแข่งลดน้ำหนักกัน ไม่มีเกณฑ์ขั้นต่ำกำหนด ขอเพียงลดได้มากกว่าอีกคนก็พอ
และกฎในเดือนแรกก็คือ คนแพ้ต้องใส่กางเกงว่ายน้ำ ถอดเสื้อ โพสต์ท่าซารางเฮโย แล้วตั้งเป็นรูปโปรไฟล์เฟซบุ๊ก 2 อาทิตย์
เหี้ย!
3
ด้วยความไม่อยากแพ้ ผมจึงปรึกษากับพี่ผู้เชี่ยวชาญถึงวิธีการลดน้ำหนักให้เร็ว มีประสิทธิภาพ และชนะ
ผมต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการกินทั้งหมด ไม่ทานของทอด ไม่ทานน้ำอัดลม (ยกเว้นโค้กซีโร่) และอื่นๆ
ผมทานได้แค่ขนมปังโฮลวีทกับทูน่าในน้ำเกลือเท่านั้น
และที่สำคัญ ผมต้องวิ่ง

4
ผมต้องวิ่งติดต่อต่อกันเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงโดยไม่หยุด
ฉิบหาย จะไหวหรอวะ
แต่ก็คิดว่าหากตัวเองแพ้ แล้วต้องถ่ายรูปแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ มันคงอุบาทว์น่าดู
สิ่งที่ผมทำได้ คือวิ่งต่อไป จนกว่าจะครบเวลาที่กำหนดเท่านั้น

5
ผมไม่รู้ว่าเวลาวิ่งของคนอื่นเป็นยังไง
อาจฟังเพลง นับลมหายใจ ฯลฯ แต่ของผม มีแค่ตัวผม ขาอวบๆ ทั้งสอง และมือถือที่จับระยะทางอยู่เท่านั้น
วิ่งต่อไป วิ่งจนกว่าจะได้สัญญาณว่าหยุด – ผมคิดแค่นั้น
หลายครั้งปวดขาจนแทบขยับไม่ไหว ก็ได้แต่บอกตัวเองว่าวิ่งต่อไปเถอะ มึงอยากแพ้หรอไง หรือนึกถึงหน้าคนที่เราชอบไว้ น่าแปลกนะครับ ผมเสือกวิ่งต่อได้ขึ้นมาอย่างนั้น แถมวิ่งเร็วด้วย – บางทีก็วิ่งเร็วเกินไปด้วยซ้ำ

6
อีกสิ่งสำคัญที่กระตุ้นตัวเองให้วิ่งคือการวัดระยะการวิ่งของเรานี่แหละ ผมตั้งเป้าหมายของตัวเองเอาไว้ ว่าต้องวิ่งให้ได้อย่างน้อยวันละ 4 กิโลเป็นอย่างต่ำ
ตั้งไว้เล่นๆ อย่างนั้น แต่พอเห็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วหยุดที่ 4.00 km แล้วมันโคตรฟิน เหมือนคนวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่งอย่างไรอย่างนั้น
(ถ้าหากป้าร้านขายของชำแถวนั้นสังเกตสักหน่อย จะเห็นผู้ชายอ้วนๆ คนหนึ่งดีอกดีใจประหนึ่งถูกหวยระหว่างวิ่งอยู่ก็ได้)
เมื่อได้ 4 กิโลฯ เราก็อยากไปให้ได้มากกว่านี้ เอาอีก อยากไปให้ได้มากกว่านี้ ไกลกว่านี้ เร็วกว่านี้
เป็นการทดสอบตัวเอง ทดสอบความสามารถ และทดสอบใจ

7
นี่แหละมั้งที่หลายๆ คนชอบวิ่ง มันเป็นการทดสอบตัวเอง วัดอะไรหลายๆ อย่างได้มากพอสมควร
ผมอยากรู้ความสามารถของตัวเอง อยากรู้ขนาดใจของตัวเอง
ว่ามันจะวิ่งไปได้ไกลสักแค่ไหน

Standard
บันทึก, ไม่มีหมวดหมู่

ไร้ Father ไร้ Son

ผมเชื่อว่าผู้ชายส่วนใหญ่ได้แรงบันดาลใจหลายๆ อย่างจากพ่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน, บุคลิก, ความเข้มแข็ง, ลักษณะนิสัย หรือรสนิยมความชอบต่างๆ (ซึ่งเอาจริงๆ เราแทบจะลอกแบบจากพ่อมาทั้งดุ้นก็ว่าได้)

โดยเฉพาะกับพ่อที่มีกิจการ มีธุรกิจของตัวเอง ก็ย่อมคาดหวังให้ลูกชายของตนสืบทอดตำแหน่ง หรือสานต่อความรุ่งเรืองที่ตัวเองได้สร้างเอาไว้ และแผ่ขยายเชื้อสายวงศ์ตระกูลของตัวเองต่อไป

เป็นโชคดีและโชคร้ายที่พ่อผมไม่ได้มีธุรกิจหรืออะไรเอาไว้ให้, พ่อผมเป็นข้าราชการ (ระดับค่อนข้างสูงทีเดียว) มีหน้าที่การงานที่มั่นคง เป็นที่นับหน้าถือตาในสังคม – แน่นอน พ่อคาดหวังให้ผมเป็นเหมือนเขา แต่ผมก็ปฏิเสธความหวังดีที่จะเดินตามรอยของพ่อตั้งแต่สมัยเข้าเรียนมหาวิทยาลัย

แต่ไม่ใช่ว่าพ่อจะไม่ให้อะไรกับผมเลย, พ่อเป็นคนรักการอ่านมาก และนี่เองที่ทำให้ผมรู้ว่าตัวเองชอบอะไร

ผมเติบโตมาในบ้านที่มีหนังสือมากพอสมควร ซึ่งส่วนมากเป็นหนังสือของพ่อทั้งนั้นแหละ แต่ตัวผมในตอนนั้นค่อนข้างจะเกลียดหนังสือ ไม่ค่อยถูกชะตากับตัวหนังสือเยอะๆ แต่ถ้าเป็นการ์ตูนล่ะก็ถึงไหนถึงกัน แต่พ่อรู้ว่าการอ่านเป็นเรื่องสำคัญ เขาพยายามปลูกฝังสิ่งนี้ให้กับผม เวลาไปห้าง เขาจะพาเข้าร้านหนังสือ ให้เลือกหนังสือที่ชอบได้หนึ่งเล่ม (แน่นอน การ์ตูนสิครับ) หนักเข้าถึงขั้น ‘จ้าง’ ให้อ่านหนังสือ อยู่กับก๋ง ของ หยก บูรพา เล่มละ 1,000 บาท ผมก็ยังไม่สนใจอยู่ดี

จนวันนึง พ่อเห็น แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นหนังสือขายดี เลยซื้อมาให้ผมอ่าน เผื่อจะสนใจเรื่องราวที่เหมาะสมกับวัยของตัวเองบ้าง ตอนแรกยอมรับเลยว่ามีอคติ แต่พอค่อยๆ อ่าน (ตอนนั้นอ่านวันละ 2-3 หน้าก็ถือว่าประสบความสำเร็จมากแล้ว) อ่านไปอ่านมามันเริ่มสนุก แต่ก็ใช้เวลาหลายเดือนเหมือนกันกว่าจะอ่านจบ

ยังจำความรู้สึกที่อ่านหนังสือเล่มแรกจบได้อยู่เลย มันเป็นอะไรที่วิเศษ และมหัศจรรย์มาก และนี่เองที่ทำให้ผมเริ่มเสพติดหนังสือ ชั้นหนังสือของพ่อถูกผมบุกสำรวจแล้วเอามาอ่านเล่มแล้วเล่มเล่า (ซึ่งส่วนมากจะเป็นหนังสือเก่า, หนังสือมือสอง) ผมได้อ่านหนังสือของนักเขียนเก่าๆ ดังๆ มากมาย อย่าง เฮมมิงเวย์ รวมไปถึง หลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งคนหลังนี้พ่อจะตามสะสมและมีเก็บเป็นคอลเลคชั่นเกือบครบทีเดียว

พอพ่อรู้ว่าผมเริ่มสนใจ ก็เริ่มหาหนังสือมาให้อ่านหลากหลายขึ้น รวมถึงพาไปงานสัปดาห์หนังสือ ที่เป็นการเปิดโลกของเด็กม.ต้นคนนึงอย่างมาก ผมเดินตะลุยงานทั้งวันอย่างบ้าคลั่ง มีหนังสือเต็มไปหมด อย่างได้มันทุกเล่มเลย (ซึ่งผมได้รับเงินสนับสนุนจากพ่อในการซื้อหนังสือเรื่อยมาจนเรียนจบ นั่นก็เพียงพอที่ผมจะสร้างอาณานิคมเล็กๆ ในห้องตัวเองได้อย่างไม่อายใคร)

พ่อเป็นคนเดียวในครอบครัวที่อ่านงานที่ได้รับการตีพิมพ์ของผมทุกชิ้น แต่ก็มักจะมีคำติ (มากกว่า) ชมจากพ่ออยู่เสมอ มันยังไม่ดี, ผมรู้ นี่เป็นอีกหลักไมล์หนึ่งเหมือนกันที่ผมอยากจะได้ยินคำชมจากพ่อ “เขียนได้ดีมากลูก” แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับผมแล้ว

ผมไม่รู้ว่าเหมือนกันว่า ถ้าพ่อผมไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่บังคับให้อ่านหนังสือ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะใช้ชีวิตในเส้นทางไหน อาจทำงานเหมือนพ่อ เป็นข้าราชการที่มีเงินเดือนมั่นคง มีชีวิตที่คนละขั้วกับสิ่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้

จะบอกว่าทุกตัวอักษรที่ได้โลดแล่นตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเขียนจนถึงวันนี้ มาจากพ่อก็ไม่เกินจริงไปนัก เพราะถ้าไม่ยื่นหนังสือให้ผมอ่าน ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้มีโอกาสเขียนสิ่งเหล่านี้ให้ทุกคนได้อ่านอยู่ไหม

Standard
บันทึก, ไม่มีหมวดหมู่

May the force be with Me ขอพลังการเขียนจงอยู่กับผมตลอดไป*

may-the-force-be-with-you
*บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ E-Book “Writer Begin” ที่เขียนเรื่องส่งไปแชร์ประสบการณ์กับเพื่อนในกลุ่มไลน์นัก (อยาก) เขียนที่รู้จักกัน นอกจากเรื่องของผมแล้วยังมีของอีก 15 คนที่มาแลกเปลี่ยนเรื่องราวบนถนนน้ำหมึกของตัวเอง ใครที่สนใจก็เข้าไปดาวน์โหลดมาอ่านได้ที่ http://www.dek-d.com/board/view/3600051/ เลยครับ

หลังจากที่ได้อ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็รู้สึกว่าชีวิตของตัวเองก็เปลี่ยนไป มันทำให้ผมกลายเป็นคนรักการอ่านและหิวกระหายหนังสือมากจนแม้แต่พ่อยังตกใจ เพราะเมื่อก่อน พ่ออยากให้อ่านหนังสือเยอะๆ เลยใช้วิธีบังคับให้อ่าน (อ่านจบเรื่องละ 1,000 บาท) ผมยังไม่คิดจะแตะ จนทุกวันนี้กลายเป็นผมเสียเองที่บังคับให้พ่ออ่านหนังสือ หาหนังสือดีๆ มาให้พ่ออ่านอยู่ตลอด
เมื่อได้อ่าน หัวขโมยแห่งบารามอส กับ หนังสือชุด เซลาเฟีย ก็ทำให้รู้ว่าคนไทยอย่างเราก็เขียนนิยายกับเขาได้เหมือนกันนี่หว่า (และก็ได้รู้จักกับเว็บเด็กดีตั้งแต่ตอนนั้น) เลยเกิดอาการคันไม้คันมือ คว้าสมุดกับดินสอขีดเขียนเรื่องราวของตัวเองมาตั้งแต่อายุ 15 จนถึงตอนนี้ (ที่กำลังเขียนต้นฉบับเรื่องนี้)
นิยายเรื่องแรกเป็นนิยายแฟนตาซี โรงเรียนเวทย์มนตร์ (แหงล่ะ) ไม่มีอะไรหวือหวา ไม่แปลกใหม่ แต่เป็นงานเขียนที่ชอบมากๆ เพราะได้เขียนอย่างที่ตัวเองต้องการ (น่าเสียดายที่ตอนนั้นตัดสินใจลบเรื่องไปแล้ว) แม้ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ แต่ให้ประสบการณ์กับเรามากพอสมควร ได้รู้ว่าเราเองก็เขียนหนังสือได้ มีคนคอยอ่าน คอยคอมเมนต์ เลยเขียนเรื่องที่สอง เกี่ยวกับอัศวิน ได้รับความนิยมมากพอสมควร (จนเอานิยายเรื่องนี้มายื่นเข้าเรียนต่อที่คณะมนุษยศาสตร์ ม.เกษตร ความสามารถพิเศษด้านภาษาไทย และได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเขียน การใช้ภาษา เป็นพื้นฐานที่สำคัญมากๆ ในการทำงานจนถึงทุกวันนี้)
TK Young Writer 2012 ประตูก้าวแรกสู่เส้นทางนักเขียน
หลังจากที่เขียนนิยายอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยมัธยม จนได้เข้ามาเรียนต่อเกี่ยวกับด้านนี้โดยตรงในระดับมหาวิทยาลัย ก็ได้มีโอกาสพบเจอเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ชอบการเขียนเหมือนกัน ทั้งจากชมรมวรรณศิลป์ และชมรมเกษตรสาน (วารสารประจำมหาวิทยาลัย) ที่ต่อมาก็ได้รับหน้าที่เป็นบรรณาธิการวารสารฉบับดังกล่าว ที่ได้เปิดโอกาสให้เราได้เข้าไปสู่อีกมิติหนึ่งของการเขียน ทั้งการเขียนข่าว บทความ สกู๊ป บทสัมภาษณ์ บทบรรณาธิการ และคอลัมน์ที่รับผิดชอบประจำก็คือ เรื่องสั้นประจำฉบับ
แม้การเขียนนิยายและเรื่องสั้นจะไม่เหมือนกัน แต่ก็ยังมีอะไรบางอย่างที่เชื่อมโยงกันอยู่ เพียงแต่ว่าเรื่องสั้นนั้นเราต้องคุมประเด็น เนื้อหา ตัวละครให้อยู่ในหน้ากระดาษที่กำหนด (ที่ผมต้องเขียนทุกๆ เดือนก็คือ หน้าครึ่ง) ซึ่งก็ผ่านการฝึกฝนจนสามารถเขียนได้ระดับหนึ่ง ประจวบเหมาะกับโอกาสที่เข้ามา ก็คือโครงการอบรม TK Young Writer 2012 เป็นการรับสมัครเยาวชน นักเรียน-นักศึกษา เข้าร่วมฝึกการเขียนจากนักเขียนชื่อดัง และเมื่อสิ้นสุดโครงการ สมาชิกในค่ายก็จะมีผลงานตีพิมพ์จำหน่ายคนละเล่ม
ในค่ายนี้เองที่ทำให้ผมได้เรียนรู้การทำงานของโลกนักเขียนมากขึ้น ว่ามีความกดดัน ยากลำบาก แต่ก็ยังเป็นงานที่เราอยากจะทำ และต้องทำให้ได้ อีกทั้งยังได้รู้จักเพื่อนๆ อายุไล่เลี่ยกันที่เก่งๆ เขียนหนังสือเทพๆ อีกเยอะมาก ซึ่งกลายเป็นว่าได้มาร่วมงานและสนิทกันมาอยู่จนถึงทุกวันนี้
อยากเป็นนักเขียน ก็ต้องเขียนสิวะ!
เวลาพบปะนักเขียน ส่วนมากก็ถามคำถามเดิมๆ น่าเบื่อๆ ว่า “ทำยังไงถึงจะได้เป็นนักเขียนครับ / ค่ะ พี่” และก็มักจะได้รับคำตอบกลับมาว่า “มึงก็เขียนสิวะ (ครับ)”
ครับ คำตอบมันง่าย แต่ทำจริงมันโคตรจะยาก
ไหนจะการนั่งคิดพล็อต (ที่ต้องไม่ซ้ำกับคนอื่น) สร้างตัวละคร (ที่ต้องมีเอกลักษณ์ให้คนจำได้) วางโครงเรื่อง (ที่พอเขียนไปแล้วมันไม่ค่อยตรงกับที่คิดไว้สักเท่าไหร่) ลงมือเขียน (การเผชิญกับภาวะเขียนไม่ออกเป็นเรื่องที่ต้องเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน)
แล้วมันง่ายอย่างที่บอกตรงไหนเล่า!
แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ พอเขียนไปเรื่อยๆ แล้วมันตัน ก็ลองถอยออกจากงานของตัวเองดูบ้าง (สักอาทิตย์นึง ให้เราเปลี่ยนบรรยากาศจากมัน ไม่คิดถึงมัน แล้วพอกลับมาอ่านใหม่ นั่นแหละครับ แก้ยับ) หรือไม่ก็หาเพื่อนหรือคนที่มีความสามารถในการวิจารณ์จริงๆ ช่วยดูงานให้หน่อย เราจะได้รู้ว่ามีข้อดี ข้อเสีย ตรงไหนบ้าง เพื่อจะได้นำเอามาปรับปรุงแก้ไขผลงานให้ดีขึ้น
ปกติแล้วผมจะไม่เขียนงานตอนที่ตัวเองว้าวุ่น ต้องหาเวลาเงียบๆ สงบๆ (ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะเขียนตอนดึก เพราะต้องเรียนและทำงานประจำไปด้วย แต่ตอนนี้ทำงานอยู่ที่บ้านแล้ว เลยตื่นมาเขียนตอนเช้าแทน) แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ถ้าไม่รู้สึกกับเรื่องนี้มากๆ ก็จะไม่เขียนเลย (เพื่อนผมคนหนึ่งบอกอีกว่า “ถ้าไม่รู้สึกว่าตัวเองมอดไหม้กับงานมากขนาดนั้น มันก็เป็นได้แค่สเตตัสเฟซบุ๊ก ถ้าอย่างนั้นสู้ไม่เขียนเลยยังดีกว่า”)
เมื่อมีเรื่องที่จะเขียนแล้ว ก็ต้องมีกำหนดเวลาทำงานที่ชัดเจน จะเขียนตอนไหน เวลาไหน กี่ชั่วโมง (บางครั้งถึงขนาดว่าต้องเขียนให้ได้กี่หน้าต่อวัน) และที่สำคัญ ต้องเขียนให้ได้ตามที่กำหนด – อาชีพนักเขียนเป็นอาชีพที่ต้องมีความรับผิดชอบมากๆ ต้องส่งให้ทันตามเดดไลน์กำหนด เพราะฉะนั้นผมเลยฝึกทักษะนี้กับตัวเอง ตั้งเวลากำหนดส่งงานให้ชัดเจน ทำงานให้ได้ตามที่ตั้งใจไว้ (เพราะประสบการณ์การทำนิตยสารและการเป็นบก. เล่ม บอกให้รู้ว่าเดดไลน์นั้นสำคัญขนาดไหน)
ผมเป็นคนเขียนหนังสือค่อนข้างเร็ว แต่ต้องมีภาพในหัวหรือมีประเด็นของเรื่องชัดเจน เลยให้ความสำคัญไปกับการวางพล็อต วางโครงเรื่องให้ละเอียดที่สุดจนมองเห็นปลายทางของเรื่อง (บางครั้งเห็นตอนจบ) แล้วค่อยเริ่มเขียน การทำงานจะไม่ค่อยมีปัญหามากเท่าไหร่ จะใช้วิธีการเขียนไปเรื่อยๆ ก่อน แล้วค่อยย้อนกลับมาอ่าน มาอีดิตงานทีหลัง แต่จะไม่แก้มั่วซั่ว ต้องยึดโครงเรื่องเป็นไบเบิล แต่ถ้าหากมีประเด็นย่อยอยากเพิ่มเติมก็พิจารณาเป็นรายกรณีไป แต่ส่วนมากจะไม่ค่อยเกิดขึ้นมากเท่าไหร่จากที่ได้เขียนมา
การได้รับคอมเมนต์เป็นสิ่งสำคัญ แต่มันไม่ใช่ทุกอย่าง
แน่นอนว่าเมื่อเราเขียนอะไรไปแล้ว ย่อมต้องการรู้ฟีดแบคจากคนอื่น ว่างานของเราดีหรือไม่นะ ถ้าไม่ดี แล้วไม่ดีตรงไหนล่ะ บอกกันหน่อยสิ จะได้เอาไปแก้ไข แต่อย่าเงียบสิ แบบนี้มันใจคอไม่ดีเลย
เห็นบ่อยๆ ตามกระทู้ในบอร์ดนักเขียนว่า “ไม่มีคอมเมนต์เลย แปลว่างานเราไม่ดีหรือเปล่า” ผมคิดว่ามันไม่จริงทั้งหมด การที่คนจะเห็นนิยายของเราจากจำนวนนิยายอีกหลายเรื่องในเว็บนั้นเป็นเรื่องยาก ยิ่งเขียนจำนวนตอนน้อยๆ โอกาสก็แทบจะไม่มี เพราะฉะนั้นผมคิดว่า เราทำงานของเราไป เขียนในแบบที่เราอยากให้มันเป็น ถ้ามีคนคอมเมนต์ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร
แต่เดี๋ยวนี้ก็มีคนรับวิจารณ์นิยายในเว็บเยอะเหมือนกัน (เวลาเลือกคนวิจารณ์ อยากให้ลองไปอ่านบทวิจารณ์ที่เขาเขียนก่อน ว่าวิเคราะห์งานได้โอเคมั้ย ชี้แนะให้เห็นข้อผิดพลาดมากน้อยเพียงใด มีความน่าเชื่อถือมากหรือไม่) เพราะถ้าหากไม่เลือกดีๆ ก็จะได้รับบทวิจารณ์มั่วๆ เขียนด่าเอาสนุก ทำลายกำลังใจนักเขียน จนบางทีท้อจนไม่อยากเขียนต่อไปเลยก็มี
เรื่องพวกนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องฟังหูไว้หู เราควรฟังความเห็นของคนให้มากที่สุด แต่คนที่ควรเชื่อที่สุดคือตัวเราเอง (แต่ไม่ใช่ว่ายึดมั่นในอีโก้นะ) แล้วค่อยนำเอาความเห็นเหล่านั้นมาปรับปรุง พัฒนางานของเราต่อไป
ตั้งแต่เปลี่ยนแนวการเขียน มาเขียนงานแนวสัจนิยม (ที่แทบไม่มีคนอ่านในเด็กดี) ก็ชาชินกับการร้างไร้คอมเมนต์มานานแล้ว คนที่เข้ามาอ่านแล้วคอมเมนต์ให้ก็ถือเป็นกำลังใจที่หล่อเลี้ยงงานเขียนในซอกหลืบของเว็บให้ได้ชื่นใจกันบ้าง นิยายที่ผมเขียนมีแฟนคลับน้อยมาก (ไม่ถึง 30 คนด้วยซ้ำ) ก็ไม่ได้รู้สึกแย่ เพราะคิดว่า นี่แหละคือคนที่ชอบงานเราจริงๆ ถ้างานมันดี เดี๋ยวยอดก็เพิ่มขึ้นเอง เราต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงาน
บนเส้นทางที่โรยด้วยตัวอักษร
ทุกวันนี้แม้จะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเขียนหนังสือ แต่งานที่เขียนส่วนก็เป็นเรื่องสั้นและบทความเสียเป็นส่วนใหญ่ ตอนนี้กำลังพยายามปลุกปั้นนิยายเรื่องใหม่ หลังจากที่ไม่ได้เขียนไปนาน การไป Workshop เขียนนิยายแฟนตาซีของเด็กดีนั้นทำให้ได้พลังเหล่านี้กลับมา แม้สไตล์การเขียนและวิธีคิดจะเปลี่ยนไป จุดมุ่งหมายที่อยากจะมีนิยายของตัวเองฝากไว้บนโลกนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม
จุดอ่อนในงานตัวเองคือ พล็อตเรื่องที่ยังไม่แหวกแนวเท่าที่ควร แม้จะพยายามใช้ความเข้มข้นของประเด็นเนื้อหาที่นำเสนอมากลบแต่ก็ดูเหมือนว่าจะช่วยได้ไม่มากเท่าไหร่ ยังต้องศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคิดเรื่องให้มากกว่านี้ แต่ที่ได้รับคำชมจากพี่ๆ นักเขียน หรือเพื่อนๆ นักอ่านก็คือ สำนวนภาษาที่อ่านง่าย กระชับ เข้าใจได้ทันที ไม่ต้องตีความอะไรมาก อ่านได้เพลินๆ จนจบ ซึ่งเป็นข้อดีและเป็นเอกลักษณ์ในการเขียนของผมอย่างหนึ่งเหมือนกัน
ผมไม่รู้ว่าจะจำกัดความสไตล์การเขียนของตัวเองว่าอย่างไร แต่งานเขียนที่เขียนอยู่ตอนนี้มักจะวนเวียนอยู่กับเรื่อง ความรัก เพศ การเมือง ดิสโทเปีย และชนชั้น ถ้าสรุปง่ายๆ ก็คงเป็นวรรณกรรมซีเรียสที่มีประเด็นยากๆ (แต่อ่านง่าย) ล่ะมั้ง แต่ยังติดปัญหาตรงที่ติดนิสัยการเขียนเรื่องสั้น พอจะลงมือเขียนนิยายแล้วพบว่าเขียนได้ไม่ยาว ไม่มีส่วนขยายมากเท่าที่นิยายควรจะเป็น
ถ้าหากเป็นนักเขียนแล้วไม่อ่านหนังสือก็คงไม่ได้ ผมพยายามอ่านหนังสือให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ (หลายแนว ไม่ใช่เฉพาะแค่นิยาย) เพื่อเรียนรู้ทักษะการเขียน การสะสมวัตถุดิบ เพื่อให้งานเขียนของผมลุ่มลึก รอบด้าน และทำให้ความคิดที่ต้องการจะสื่อลงไปในงานคมคายมากยิ่งขึ้น
เคล็ดลับก็คงไม่มีอะไรมาก แค่เขียน และรับผิดชอบงานของตัวเองให้ดีที่สุด ให้คิดเสมอว่าทุกตอนที่เรากำลังจะอัปขึ้นเว็บมีคนรออ่านอยู่ เขาคาดหวังอะไรจากงานของเรา แล้วเราจะทำได้ดีอย่างที่เขาคาดหวังไว้หรือเปล่า คิดเสมอว่างานของเราอาจจะมีแมวมองมาแอบดูอยู่ก็ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเขียนแล้ว ก็เขียนให้เต็มที่ อย่าเขียนทิ้งๆ ขว้างๆ เพราะไม่อย่างนั้น งานเขียนนั่นแหละ จะทิ้งขว้างเราเอง
Be the force be with you ครับ 

Standard
เก็บมาเล่า, ไม่มีหมวดหมู่

[เก็บมาเล่า] บรรยาย Time is the new money : 3 วิธีมีเวลามากกว่า 24 ชั่วโมง โดย วิสูตร แสงอรุณเลิศ

p boy

ปกติผมเองก็ได้ติดตามงานเขียน, การบรรยายของคุณบอย วิสูตร มาพอสมควร ครั้งนี้เห็นว่าเป็นสถานที่ใกล้บ้าน บวกกับหัวข้อน่าสนใจ ก็เลยชวนพ่อกับแม่ไปฟังด้วยกันซะเลย เผื่อจะได้แรงบันเดาลใจดีๆ มาเปลี่ยนแปลงตัวเองในปีใหม่นี้บ้าง

ฟังเสร็จแล้วก็ไม่อยากเก็บไว้คนเดียว เลยลองเรียบเรียงออกมา เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับหลายๆ คนครับ : )

“ไม่มีเวลา” คำพูดที่มักจะได้ยินจากหลายๆ คน เวลาถามถึงสิ่งที่เขาอยากทำ หรือมีเป้าหมายที่คิดเอาไว้ เวลาส่วนมากในชีวิตเราหายไปไหน เราใช้มันไปกับอะไร ผมคิดว่าเรารู้กันอยู่แล้ว นั่นก็คือการหมกมุ่นอยู่กับโซเชียลมีเดียนั่นแหละ (ผมไม่เถียงว่ามันดี แต่ลองวิเคราะห์ดูดีๆ ว่าในแต่ละวัน เราใช้โซเชียลมีเดียในทางที่เป็นประโยชน์กี่ %)

คุณบอยเล่าว่า เวลาเป็นทรัพยากรที่สำคัญในยุคนี้ (“เวลาคือเงินสกุลใหม่”) เพราะเราต่างต้องการเวลากันทั้งนั้น ไม่มีใครอยากทำอะไรแล้วเสียเวลา วุ่นวายกับหลายๆ ขั้นตอนที่ไม่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นมาเลย ก็เลยเชื่อมโยงไปถึงธุรกิจที่มาแรงในศตวรรษนี้ นั่นก็คือธุรกิจที่เรียกว่า Time Friendly แปลเป็นไทยก็คือ เป็นมิตรกับเวลา ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจ ฟาสต์ฟู้ด, ทางด่วน และร้านสะดวกซื้อ คีย์เวิร์ดที่เน้นคือคำสำคัญของยุคนี้ ไม่มีใครอยากเสียเวลามาก เพราะฉะนั้น ถ้าหากเราสามารถทำอะไรก็ตามที่ประหยัดเวลาให้กับลูกค้าได้ นั่นแหละคือสิ่งที่ตอบโจทย์

ในเรื่องนี้สามารถนำไปปรับใช้กับการทำงานได้เหมือนกันนะครับ ถ้าหากคุณสามารถประหยัดเวลาเจ้านาย ตอบสนองความต้องการได้อย่างรวดเร็ว สะดวก โอกาสที่จะได้รับการขึ้นเงินเดือนหรือโปรโมตก็คงมีเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ทีนี้เรามาดู 3 วิธีมีเวลามากกว่า 24 ชั่วโมง กันเลยดีกว่า

1.หาเศษเวลา หากิจกรรมมาซ้อนกัน

ขยายความก่อนนะครับ เศษเวลา คือเวลาที่เหลือจากการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตของเรา ตัวอย่างเช่น การที่เราจะหาเวลานั่งอ่านหนังสืออย่างเดียว 1 ชั่วโมงให้ได้นั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะฉะนั้นเราเลยต้องเอาเศษเวลาจากกิจกรรมต่างๆ มารวมกัน อย่างเช่น  ตอนที่เรารอต่อคิวที่ธนาคาร, ตอนเข้าห้องน้ำ และที่สำคัญที่สุด การเดินทาง (ผมเชื่อว่าคนส่วนมากหมดเวลาในแต่ละวันไปกับการเดินซะเป็นส่วนใหญ่) เราก็ใช้เวลาตรงนั้นแหละครับ มาอ่านหนังสือ, ทำงาน หรือฟังความรู้จากออดิโอบุ๊ก หรือไฟล์ที่ดาวน์โหลดเก็บไว้ เวลา 5-10 นาทีจากที่เหลือๆ พอมารวมกันแล้วมันก็เป็นเวลาที่ไม่น้อยเหมือนกันนะครับ

กิจกรรมมาทำซ้อน คือการทำกิจกรรมสองอย่างไปพร้อมๆ กัน ตัวอย่างเช่น ถ้าเราอยากออกกำลังกายให้ได้นานกว่าเดิม ก็ลองเอาซีรีส์ที่คุณติดมากๆ มาเปิดดูไปด้วย เพราะมันเป็นจิตวิทยาอย่างนึงที่พอเราดูตอนนึงจบแล้ว เราจะอยากดูต่อ แล้วเราก็จะได้ออกกำลังกายไปพร้อมๆ กันด้วย วิธีนี้ช่วยประหยัดเวลาเราได้มาก เพราะแทนที่เราจะใช้เวลาออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง ดูซีรีส์ 1 ชั่วโมง ก็เอาสองสิ่งนี้มารวมกันซะเลย มีเวลาเหลือไปทำอย่างอื่นอีกตั้ง 1 ชั่วโมง

2.มีพลังทวี

คุณบอยเล่าว่า สมาการายได้ของคนทั่วไปก็คือ รายได้ = ค่าตัว X เวลา นั่นก็คือ ถ้าหากคุณอยากได้เงินเยอะ ก็ทุ่มเททำงานให้มากขึ้น (ทำโอเคที เป็นต้น) หรือทำงานให้หนักขึ้น คุณก็จะได้เงินที่เยอะขึ้น
แต่สำหรับรายได้ของเศรษฐี สมาการจะเป็นอย่างนี้ครับ
รายได้ = ค่าตัว X เวลา X จำนวนคน สิ่งที่เพิ่มเข้ามาก็คือจำนวนคนนั่นเอง เพราะเศรษฐีจะไม่ทำอะไรด้วยตัวคนเดียว เขาจะใช้เงินที่มีในการจ้างคนอื่นให้มาทำงานให้ หรือหาพาร์ทเนอร์มาทำงานร่วมกัน เพื่อที่จะได้มีคนช่วยคิด ช่วยทำ และได้เวลาที่ต้องจัดการอะไรคนเดียวกลับคืนมา (และนั่นอาจทำให้งานมีประสิทธิภาพมากกว่าการทำอะไรคนเดียวด้วย

3.มีเป้าหมาย

ดูเหมือนนี่จะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำอะไรทุกอย่าง ถ้าหากเรามีเป้าหมายที่แน่นอน ชัดเจน ก็ทำให้เรามุ่งมั่นไปในเส้นทางนั้น ไม่ออกนอกเส้นทาง ไม่ออกทะเล และที่สำคัญไม่เสียเวลา


คุณบอยยังบอกอีกว่า คำว่าไม่มีเวลาไม่มีอยู่จริง มีแค่มันสำคัญไม่มากพอ ต่างหาก ถ้าหากว่าสิ่งนั้นสำคัญและมีค่ากับเรา เวลาก็จะงอกเงยขึ้นมาเอง เราจะมีเวลาอยู่กับมันเยอะกว่าที่คิดไว้อีกมาก


ก่อนจะจบการบรรยาย คุณบอยทิ้งท้ายไว้ว่า ในแต่ละวัน ให้หาเวลาสงบเพื่อพบกับตัวเอง ถ้าหากเราได้อยู่กับตัวเองนิ่งๆ ไม่มีอะไรมารบกวน ก็เหมือนกับเวลาถูกหยุด และเราจะเก็บเกี่ยวอะไรดีๆ ได้จากช่วงเวลาเหล่านี้มาก

สุดท้ายของสุดท้าย คุณบอยบอกไว้ว่า คนที่บริหารจัดการเวลาได้ ก็คือคนที่จัดการชีวิตตัวเองได้

คุณว่าจริงไหมล่ะ?

Standard