ไม่มีหมวดหมู่

มีศพฝังอยู่ใต้ฝ่าเท้าคุณซากุระโกะ

sakurako

ทะเตวากิ โชทาโร่ นักเรียน ม.ปลายที่โชคชะตาจับพลัดจับผลูให้ไปรู้จักกับ คุโจ ซากุระโกะ คุณหนูแสนสวย บ้านรวย ไฮโซ แต่สกิลผูกมิตรกับคนอื่นติดลบ แถมยังคลั่งไคล้กระดูกอย่างมากอีกด้วย แต่งานอดิเรกแปลกๆ นี้เองที่ชักนำทั้งคู่เข้าสู่คดีแปลกๆ และความตายอยู่บ่อยๆ

ตอนแรกๆ เข้าใจว่าคงมีการเชื่อมโยงการสืบคดีกับความเชี่ยวชาญเรื่องกระดูกของตัวเอกมากกว่านี้ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังโชว์ฟอร์มเก่งหรือไขคดีได้เทพเหมือนในนิยายสอบสวนเล่มอื่นๆ ตัวคดีทั้งหมดในเล่มนั้นก็ยังไม่ค่อยแปลกใหม่เท่าไหร่ ไม่ซับซ้อนจนถึงกับคาดเดาไม่ได้ และต้องทึ่งเมื่อตอนเฉลยตัวฆาตกร

แม้จะไม่โดดเด่นในเรื่องความว้าว แต่มันก็เป็นนิยายที่อ่านเพลิน ทั้งการใช้ภาษาที่เรียบง่าย การบรรยายเมือง ความคิด ความรู้สึกของตัวละคร รวมไปถึงการบรรยายเรื่องอาหารนั้นโดดเด่นเป็นอย่างมาก ตัวประเด็นที่เลือกนำเสนอนั้นก็แฝงแง่คิดเอาไว้อยู่เหมือนกัน

มีศพฝังอยู่ใต้ฝ่าเท้าคุณซากุระโกะ เหมาะกับการอ่านในวันหยุด ดื่มช็อคโกแลตร้อน แล้วค่อยๆ ละเลียดอ่าน ใช้ชีวิตช้าๆ เหมือนตัวละครในเรื่อง ก็น่าจะเป็นเรื่องที่น่าอภิรมย์อยู่ไม่น้อย

แม้เนื้อหาในเรื่องจะมีการฆาตกรรมอยู่ก็ตามที!

Advertisements
Standard
บันทึก

มันไม่ผิดหรอก

มันไม่ผิดหรอกที่คุณจะเลือกเชา
แม้ว่าว่าเราจะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง พยายามสื่อสารให้คุณรู้ว่าเรารักคุณมากแค่ไหน
มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราต้องเข้าใจ
เพียงแต่ห้วงขณะตกหลุมรัก เราลืมมันไปเท่านั้นเอง

มันไม่ผิดหรอกที่จะเราวาดฝันเอาไว้สวยงาม
ว่าถ้าหากเราและคุณรักกัน มันจะเป็นยังไง
โมเมนต์ต่างๆ ที่อยากจะทำด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน และจูบของคุณ
เราจินตนาการและคิดไปไกล แม้จะมีคนเตือนและพูดเสมอว่ามันอาจจะเป็นไปไม่ได้
แต่เราก็เลือกที่จะปิดหูปิดตาแล้วฝันต่อไป

มันไม่ผิดหรอกที่คุณจะเลือกเขา
แม้ว่าเขาจะไม่ได้ทำอะไรเลยก็ตาม
ไม่ต้องพยายามทำอะไร ไม่ต้องคิดอะไร
คุณก็เลือกที่จะชอบเขา
เหมือนที่เราเลือกชอบคุณ

มันไม่ผิดหรอกที่เราจะเชื่อในเรื่องความพยายาม
แต่บางทีก็ลืมคิดไป
ว่าบางครั้งความพยายามมันก็ใช้กับความรักไม่ได้

Standard
รีวิวหนัง

[รีวิวหนัง] BANKSY Does New York ตอกหน้าคนทั้งโลกด้วยศิลปะ

banksydoesny_414x227

ผมรู้จักชื่อ BANKSY ครั้งแรกตอนที่อ่านหนังสือ ‘จุลินทรีย์แห่งความสำเร็จ’ ของพี่เคน นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ที่เล่าเรื่องของกราฟฟิตี้ปริศนาคนนี้ได้อย่างน่าสนใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจกว่าก็เข้ามาแทนที่ จนเกือบจะลืมไปด้วยซ้ำว่าเคยอ่านมาจากไหน จนมาเห็นโปสเตอร์งาน A Design Film Festival Bangkok 2017 ที่ TCDC จัดขึ้นมา

ตัวหนังเป็นสารคดีที่เลือกเล่าช่วงเวลา 1 เดือนที่ BANKSY ไปทำงานศิลปะ 1 ชิ้น 1 วัน จนครบ 1 เดือนที่นั่น ท่ามกลางความหลากหลายทั้งเชื้อชาติ สีผิว รสนิยม เพศ วัย ฯลฯ ผลงานศิลปะของเขาจะสร้างอิมแพคอะไรกับที่นั่นได้บ้าง

เขาจะโพสต์ภาพเป็นคำใบ้ลงในเว็บไซต์ส่วนตัว แล้วให้คนตามหาว่างานศิลปะของเขาอยู่ที่ไหน และเมื่อทุกคนได้ชื่นชม ถ่ายรูป ดื่มด่ำ และตีความงานเหล่านั้นไปแล้ว วันรุ่งขึ้นมันจะอันตรทานหายไป ที่น่าสนใจก็คือมีนักล่า BANKSY ปรากฎตัวออกมาเยอะมาก เรื่องนี้กลายเป็นหัวข้อสนทนาในอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว มีการอัปเดตกันแบบเรียลไทม์ คนที่เจองานต่างก็อัปภาพขึ้นโซเชียลมีเดียอวดกันสุดฤทธิ์ ส่วนใครที่ยังหาไม่เจอก็ตั้งหน้าตั้งตา ทุ่มเทเพื่อให้ได้มาเห็นของจริงและบันทึกภาพของตัวเองเก็บเอาไว้

งานศิลปะที่ทำตลอดทั้งเดือนนั้นไม่มีรูปแบบตายตัว บ้างเป็นภาพกราฟฟิตี้ธรรมดาๆ แต่เลือกประเด็นสื่อสารได้อย่างน่าสนใจ บ้างเป็นคลิปวิดีโอที่พูดถึงความรุนแรงของสงคราม หรือจะเป็นการเอาภาพของตัวเองไปขายข้างถนน (แต่ไม่มีใครสนใจใยดี) คนที่ซื้อไปเป็นชาวต่างชาติที่บังเอิญอยากได้ภาพไปประดับบ้านเท่านั้น ภาพเหล่านี้ขายในราคา 60 เหรียญ แต่วันต่อมา BANKSY เฉลยความจริงว่านี่เป็นผงานของเขาจริงๆ ก็เล่นเอาชาวนิวยอร์กเกอร์เสียดายกันเป็นแถวๆ (ตอนนี้มูลค่าของภาพเหล่านั้นสูงขึ้นถึงแสนเหรียญไปแล้ว) เรียกได้ว่าเป็นตบหน้าฉาดใหญ่กับคนที่คิดว่างานศิลปะดีๆ ต้องอยู่ในพิพิธภัณฑ์อย่างเดียวเท่านั้นได้แสบสันต์จริงๆ

นอกจากเสียงตอบรับจากบรรดาแฟนคลับแล้ว เรื่องนี้ก็กระจายวงกว้างไปยังสำนักข่าว ที่ต้องการตามหาตัวกราฟฟิตี้ปริศนาคนนี้ มีการถกเถียงกันมากมาย มีเสียงสะท้อนทั้งแง่บวกและแง่ลบ นอกจากนี้ ก็ทำให้เราเห็นถึงความรู้สึกเบื้องลึกของคน งานศิลปะของ BANKSY นั้นอยู่ข้างถนน บางชิ้นเจ้าของบ้าน ก็อาศัยความเป็นเจ้าของสถานที่ เก็บงานเหล่านั้นเอาไว้คนเดียว บางที่มีเจ้าถิ่นมาเรียกเก็บเงินก่อนเข้าไปถ่ายรูป หรือบางคนก็เอาไปประมูลขายเลยก็มี

มันเป็นหนังที่เล่าเรื่องได้น่าสนใจ เพราะตัวประเด็นที่เลือกมาน่าสนใจมากๆ อยู่แล้ว แต่หนังก็ทำหน้าที่ได้ไม่ด้อยไปกว่าตัว BANKSY เลย ทั้งการสัมภาษณ์ subject ที่หลากหลาย ทำให้เราเห็นมุมมองที่แตกต่าง และนำมาผสม ตัดต่อ คลุกเคล้ากันได้อย่างลงตัว จะบอกว่าดูเพลินก็ไม่เชิงนัก เพราะนอกจะต้องตีความงานศิลปะของ BANKSY แล้ว ยังต้องขบคิดถึงประเด็นที่หนังพยายามแยบคนดูอยู่ตลอดอีกต่างหาก

Standard
ไม่มีหมวดหมู่

ข้อความผ่านตัวอักษรทางไกล

5

โปสการ์ดสอนให้เราเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ
ตอนที่เริ่มเขียนโปสการ์ดใหม่ๆ เอาจริงๆ ก็คือเขียนเองส่งเอง ให้ตัวเองอ่าน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน เพราะกว่าโปสการ์ดจะส่งมาถึงบ้าน ก็มีระยะเวลานานพอสมควร
เราอาจลืมไปแล้วว่าเขียนอะไรไว้บ้าง พอได้อ่านก็นึกออกเองว่าตอนนั้นคิดอะไรอยู่ถึงเขียนข้อความแบบนั้นลงไป
พักหลังๆ ค่อยได้เขียนโปสการ์ดส่งให้เพื่อน แลกกันส่งโปสการ์ดกันบ้าง ก็เป็นความรู้สึกที่ดีเช่นกัน

โปสการ์ดที่เพิ่งได้รับมานี้เป็นโปสการ์ดเนื่องในโอกาสคริสต์มาสและปีใหม่ เป็นโปสการ์ดจากเพื่อนที่รู้จักกันตอนงานสัปดาห์หนังสือ
ข้อความที่เขียนมาอ่านแล้วก็รู้สึกดีจากกำลังใจที่ส่งผ่านมาทางตัวอักษร
เป็นความรู้สึกดีที่เฟซบุ๊กหรือไลน์ก็ให้ไม่ได้

ยิ่งได้อ่านหนังสือ 7.300 วันที่เรารักกัน ที่คนรักของนักเขียนเจ้าของหนังสือก็มักจะส่งโปสการ์ดมาให้อยู่เสมอๆ
เป็นข้อความที่รู้กันแค่สองคน ส่งผ่านความรู้สึก ณ ตอนนั้นเอาไว้ให้คนอ่านได้อ่านในอีกระยะเวลาต่อมา
และที่สำคัญคือมันสามารถเก็บรักษาเอาไว้ได้นาน หยิบมาอ่านทีไรก็คิดถึงได้ตลอด

ผมเริ่มส่งโปสการ์ดไปให้เธอมากขึ้นหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบ
อยากจะส่งความรู้สึกดีๆ นี้ไปให้ผ่านข้อความและลายมือที่ตั้งใจเขียน
อยากให้ได้อ่าน อยากให้เข้าใจความรู้สึกที่ส่งไป
เธอบอกทุกครั้งว่าได้รับโปสการ์ดแล้ว
แต่ได้รักหรือเปล่านั้น
ผมก็ยังรอคำตอบนั้นอยู่

Standard
วันละรูป วันละเรื่อง

ของตาย

4

ผมถ่ายภาพภาพนี้ได้ตอนเดินไปเข้าห้องน้ำ ไม่รู้ทำไมเหมือนกันถึงเอะใจคว้ากล้องมาถ่ายเอาไว้
สำหรับคนอื่น มันอาจจะเป็นภาพธรรมดาๆ ตู้หนังสือกับจักรยานออกกำลังกายธรรมดาๆ ไม่เห็นอะไรแปลกตรงไหน
ก็ตรงความไม่แปลกนี่แหละครับ ที่ทำให้ผมหยิบกล้องถ่ายภาพนี้ออกมา

ถ้าหากคุณเป็นคนชอบอ่านหนังสือ รักการอ่านแล้วล่ะก็ การได้ครอบครองหนังสือเต็มตู้ เต็มชั้น ใช้ชีวิตรายล้อมไปด้วยหนังสือคงเป็นอะไรที่รู้สึกดีมากๆ
ผมเองก็เช่นเดียวกัน
เวลาเจอหนังสือหายาก หนังสือออกใหม่ หรือตอนงานสัปดาห์หนังสือ ก็มักจะหน้ามืดตามัว ซื้อหนังสือแบบไม่คิดอะไร พอรู้ตัวอีกทีก็มีหนังสือเต็มบ้านไปหมดแล้ว
คงไม่ต้องถามต่อว่าจำนวนที่ซื้อกับจำนวนที่อ่านนั้นเป็นอย่างไร
เพราะมันไม่เคยสัมพันธ์กันเลยสักครั้งเดียว

จักรยานออกกำลังกายนี่ก็เช่นกัน เมื่อก่อนบ้านผมตกลงซื้อเครื่องออกกำลังกายชนิดนี้มาใช้ร่วมกันเพื่อสลายไขมันที่สมาชิกครอบครัวเราสะสมกันเอาไว้มากพอตัว
แน่นอนว่าคงเหมือนคนเห่อทั่วๆ ไป เราฟิตปั่นจักรยานกันแทบทุกวัน เรียกได้ว่าใช้คุ้มทีเดียว
แต่ก็นั่นแหละ พอปั่นไปได้หนึ่งเดือน ความฟิตก็หายไป ความขี้เกียจและข้ออ้างก็เริ่มเข้ามา
“เดี๋ยวค่อยปั่น” “พรุ่งนี้แล้วกัน” ก็เริ่มเป็นประโยคที่เราพูดกันบ่อยขึ้น
จนจักรยานที่ครั้งหนึ่งเคยรองรับก้นของพวกเราก็กลายเป็นที่แขวนเสื้อผ้าไปโดยปริยาย

ผมมองดูกองหนังสือและจักรยานที่ครั้งหนึ่งเคยมีความสำคัญ แต่วันนี้มันกลายเป็นเพียงของประดับธรรมดาๆ ไม่มีความสำคัญอะไร
คงคล้ายๆ กับความสัมพันธ์ที่เราหลงลืมและทำหล่นหายไประหว่างทาง
เหมือนได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง
แล้วผมก็ปั่นจักรยาน

Standard
วันละรูป วันละเรื่อง

โซนของเล่น

3

จำได้ว่าสมัยก่อน เวลามาเดินห้าง ต้องขอให้พ่อพามาที่โซนของเล่นทุกๆ ครั้ง ไม่ได้ซื้อก็ไม่เป็นไร ขอแค่ได้มาดูไว้ก็พอ
เราโตมากับยุครถทามิย่า ดิจิมอน เบลย์เบลด ครัชเกียร์ ซอยด์ ฯลฯ ซึ่งของเล่น (แท้) เหล่านี้ตั้งตระหง่านอยู่ในโซนศักดิ์สิทธิ์ (ของเด็กๆ ในยุคนั้น) รอให้พวกเรามาเป็นเจ้าของกันเต็มไปหมด

ไม่ได้ / แพงเกินไป / สอบให้ได้เลขตัวเดียวแล้วจะซื้อให้
เป็นประโยคไม้ตายของพ่อเวลาผมร้องอยากได้ของเล่นราคาแพงเหล่านั้น
แต่ก็มักจะแพ้เวลาผมลงไปนอนก้องจมน้ำตาดีดดิ้นอยู่กลางห้างทุกทีไป

นอกจากของเล่นล่อตาล่อใจบรรดาเด็กๆ อย่างผมในตอนนั้นแล้ว สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในโซนของเล่นที่หลายๆ ห้างมักจะมีก็คือตัวต่อเลโก้ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เรียนโรงเรียนไหน มีเงินซื้อของเล่นที่นั่นหรือเปล่า ไม่มีใครสน ทุกๆ คนสามารถมานั่งต่อเลโก้จากกระบะนี้ได้ทุกคน
ผมในตอนนั้นก็มักจะชอบไปนั่งต่อเลโก้รอแม่ซื้อของอยู่เป็นประจำ
เมื่อก่อนนี้เลโก้ค่อนข้างรุ่งเรืองมาก มีชิ้นส่วนให้เลือกต่อเยอะแยะไปหมด หลายขนาด หลายแบบ หลายไซส์ ฮาร์ดคอร์หน่อยก็มีโลโก้คน ป้อมปืน ยานบินให้หยิบมาต่อได้ตามใจ
แต่เมื่อโตขึ้น เจอเพื่อน เจอสิ่งที่น่าสนใจกว่า ผมก็ไม่ได้ไปเหยียบที่โซนของเล่นอีกเลย

อยู่ๆ เพื่อนก็ให้ช่วยพาไปเดินเล่นที่ห้างแถวบ้าน เพราะตั้งแต่มันย้ายมาอยู่ย่านรามอินทรา ก็แทบไม่เคยแวะมาเดินเล่นที่ห้างโปรดแถวบ้านผมเลยสักครั้ง
ผมบอกอยากลองไปเดินดูโซนของเล่นดูหน่อย เพราะอยากดูกันดั้มและโมเดลสตาร์วอร์ส
ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน เพื่อนมันก็นั่งเล่นที่มุมต่อเลโก้ที่เมื่อก่อนเป็นที่ประจำของผม มันหยิบๆ มาต่อ แล้วถามว่า “มึงเคยต่อมั้ย”
แทนคำตอบ ผมนั่งลงตรงข้ามมัน แล้วหยิบชิ้นส่วนสีสันต่างๆ หลากหลายแบบมาต่อกันดู

เหมือนมือมันไปเอง หยิบโน่น จับนี่ เอามาผสมกัน อยู่ๆ ก็เพลินโดยไม่รู้ตัวจนเพื่อนที่ชวนมานั่งมันเบื่อและลุกไปดูอย่างอื่นแล้วผมยังสาละวนอยู่กับตัวต่ออยู่เลย
สนุก เป็นคำแรกที่ผมรู้สึกหลังจากต่อเมือง (ถ้าหากมันยังมีความคล้ายคลึงอยู่บ้างล่ะก็) ในจินตนาการของตัวเสร็จ
ไม่ได้รู้สึกอย่างนี้นานแล้วเหมือนกัน อาจเป็นเพราะเราโตขึ้น รู้จักและเข้าใจอะไรมากขึ้น มีความซับซ้อนมากขึ้น
การได้ลงมือต่อเลโก้แบบมั่วๆ มึนๆ แบบนี้จึงเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้งแบบที่ไม่เคยรู้สึกดีแบบนี้มาก่อน

บางที การมานั่งแย่งเด็กต่อเลโก้ ควานหาชิ้นส่วนในกระบะ สนุกกับการไม่ต้องคิดอะไรบ้าง
คงทำให้วันพังๆ สดใสขึ้นมาได้ดีทีเดียว

Standard
วันละรูป วันละเรื่อง

ความโดดเดี่ยว

2

บังเอิญถ่ายรูปนี้ได้ตอนรอเพื่อนซื้อของที่ตลาดปลา
หันไปเห็นคุณลุงยืนมองท้องฟ้าและทะเลอยู่คนเดียว อย่างโดดเดี่ยว
ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ผมรู้สึกว่าตัวเองชอบภาพใบนี้มากๆ
อาจเป็นเพราะองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ทั้งท้องฟ้า ทะเล คนในภาพ และสีสันต่างๆ ที่ผสมรวมกัน

พูดถึงเรื่องความโดดเดี่ยว บางครั้งก็นึกถึงตัวเองขึ้นมา
แม้ในบางขณะที่ได้อยู่กับเพื่อน ก็รู้สึกว่ามีคนเข้าใจเราอยู่ ให้เราพูดคุย ให้เราปรึกษา
แต่ขณะเดียวกัน ผมก็รู้สึกตัวเองโดดเดี่ยวอย่างไม่น่าเชื่อ

อาจด้วยความเป็นคนเงียบๆ ชอบไปไหนมาไหนคนเดียว (เมื่อก่อนการดูหนัง กินข้าวคนเดียวโดยเฉพาะบุฟเฟ่ต์ถ้าไปเล่าให้ใครฟังก็เจอสีหน้าเหวอตลอด) เลยทำให้ผมสนิทกับความโดดเดี่ยวได้อย่างรวดเร็ว

มันเป็นเรื่องที่พูดยาก เคยเป็นมั้ยที่บางครั้งอยากการอยู่กับเพื่อนเยอะๆ ได้ไปเที่ยว ได้เจอคน ได้ไปปาร์ตี้ แต่ก็มีหลายๆ ครั้งที่กลับมาด้วยความเปล่าเปลี่ยวและความเหงาที่ยิ่งจมลึกเข้าไปทุกที
ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม
มันเป็นสภาวะที่ผมก็ควบคุมตัวเองไม่ได้เท่าไหร่ บางครั้งเป็น บางครั้งไม่เป็น
เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย ปะปนกันไป
เหมือนยังหาจุดสมดุลให้กับความโดดเดี่ยวของตัวเองไม่ได้

ผมไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะจัดการกับความรู้สึกนี้ได้ดีแค่ไหน
อาจทำได้ หรืออาจไม่มีวันทำได้
ผมมองดูรูปที่ถ่ายมา เห็นคุณลุงมองท้องฟ้าและผืนทะเล
บางทีคำตอบอาจอยู่ตรงหน้าเราก็ได้

Standard