เรื่องสั้น

LOOP

LOOP

“ถ้าเราอยากตอบไลน์เราก็จะตอบ ถ้าไม่อยากคุยเราก็จะหายไป เธอโอเคหรือเปล่า”

หญิงสาวเจ้าของแววตาเย่อหยิ่งแต่แฝงไปด้วยความร้อนแรงบอกกับผมตั้งแต่ครั้งแรกๆ ที่เราเริ่มคุยกัน มันเป็นเหมือนข้อตกลงระหว่างเรากลายๆ ว่าจะไม่ละเมิดพื้นที่ส่วนตัวของแต่ละคน

ในที่นี้หมายถึงเธอคนเดียว, ไม่ใช่ผม

เธอยากรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับผม ดื่มเหล้าหรือเบียร์, สูบบุหรี่หรือเปล่า, มีเซ็กซ์มาแล้วกี่ครั้ง, ชอบอ่านหนังสือของใครเป็นพิเศษ และระหว่างมูราคามิและหว่องการ์ไว ชอบใครมากกว่ากัน

เอาจริงๆ ผมรู้จักมนุษย์สองคนนั้นอย่างผิวเผิน เคยเสพงานของพวกเขาบ้างเพื่อให้พอเข้าสังคมได้ ไม่ได้เข้าถึง ไม่ได้ลึกซึ้งตราตรึงกับความเหงาห่าเหวอะไรหรอก — แต่ก็แอบอิจฉา ‘ผม’ ของมูราคามิที่เอะอะก็มีผู้หญิงเข้าหาอยู่ตลอดอยู่ไม่น้อย

ผมตอบคำถามเธอทุกอย่าง แต่เธอไม่เคยเปิดเผยความเป็นส่วนตัวของเธอแม้แต่น้อย ราวกับเป็นปริมณฑลศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อนุญาตให้ใครเข้ามารุกล้ำเป็นอันขาด

เธอยังคงผูกขาดอำนาจในความสัมพันธ์ ของเราฝ่ายเดียว ไม่ว่าผมจะไปไหน ทำอะไร อยู่กับใคร จะต้องบอกให้เธอทราบตลอด แม้ว่าเธอจะไม่เปิดอ่านข้อความเหล่านั้นก็ตาม

“เดี๋ยวอยากอ่านก็อ่านเอง พิมพ์มาเถอะน่า”

ผมพยายามทำความเข้าใจเธอและความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างเราสองคน มันคืออะไรกันแน่

บางทีมันก็วูบวาบเหมือนแสงไฟในผับ บางทีมันก็ล่องลอยเหมือนควันบุหรี่

เธอบาลานซ์มันได้ดี ทั้งส่วนที่ทำให้ผมรู้สึกดีกับความรู้สึกรักแม้ไม่ต้องบอกรัก และในขณะเดียวกันก็ทำให้ผมรู้สึกแย่กับความอึดอัดและไม่ชัดเจน

“เค้าเลี้ยงไข้มึงอยู่แบบนี้ไง ถ้าเค้าจะเอามึง เค้าเอามึงไปนานแล้ว โง่ชิบหาย ควายมันยังฉลาดกว่ามึงเลย”

แม้อยากจะสวนไปว่าควายมันไม่ได้โง่อย่างที่คิด แต่ก็เอาเวลาไปทบทวนประโยคที่เพื่อนพูดดีกว่า

ผมฝ่าฝืนกฎที่เราตั้งเอาไว้ ว่าจะไม่พิมพ์ข้อความอะไรไปนอกการรายงานสถานะปัจจุบันให้เธอรู้เพียงอย่างเดียว นอกเหนือจากนั้น ถ้าเธอจะคุยจะทักมาก่อนเอง

“ระหว่างเรามันคืออะไรหรอ บอกเราทีได้มั้ย”
“จะอยากรู้ไปทำไม เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วนี่ เออ เธอทักเรามาบ้างก็ได้นะ รอตั้งนานกว่าจะทักมา”

มันก็เป็นเหมือนกับทุกครั้งนั่นแหละ เหมือนกราฟขึ้นๆ ลงๆ เรารู้อยู่แก่ใจ ว่ากำลังเดินบนเส้นทางอันตราย ตกลงมาอาจถึงตายได้

“พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า เธอปลุกเราด้วยนะ”

คุณก็รู้ว่าผมจะตอบเธอว่าอะไร

Standard
บันทึก

ในไทม์ไลน์ของคุณมีผมอยู่บ้างหรือเปล่า

timelineบ่อยครั้งเวลาเราเจอกัน คุณมักให้ความสนใจกับโทรศัพท์มือถือในมือน้อยๆ ของคุณอยู่เสมอ
ไม่ว่ายามกิน เที่ยว ดื่ม หรือกิจกรรมต่างๆ ที่ใช้เวลาร่วมกับผม เหมือนกับว่าคุณขาดมันไม่ได้
บางครั้งเราสนทนากันผ่านความเงียบ
ผมได้แต่เพียงจ้องมองโลโก้แอปเปิ้ลแทนใบหน้าของคุณ

ไม่รู้ว่ามีใครอยู่ในนั้นหรือเปล่า คุณถึงให้ความสนใจไปที่หน้าจอสี่เหลี่ยมมากกว่าผม
หลายครั้งผมต้องหาเรื่องคุยเพื่อดึงคุณกลับมาจากโลกเสมือนจริงนั่น
เพราะดูเหมือนคุณจะชอบโลกนั้นมากกว่าค่อยๆ สร้างโลกของเราไปพร้อมๆ กัน

บางทีก็น่าน้อยใจเหมือนกัน
ที่ความใกล้ชิด และการใช้เวลาร่วมกัน
ไม่สามารถเอาชนะนิวฟีดส์และข้อความในไลน์ของคุณได้เลยสักครั้ง

อยากรู้ว่าในนิวฟีดส์นั้นมีอะไรอยู่บ้าง
อยากรู้ว่าในแชตนั้นมีใครอยู่
อยากรู้ว่าความรู้สึกที่ผมส่งไป มัน Reach คุณบ้างหรือเปล่า
อยากรู้ว่าในไทม์ไลน์ชีวิตคุณ (ทั้งออนไลน์และออฟไลน์)
มีผมอยู่ในนั้นบ้างมั้ย

content ความรัก ที่ผมพยายามสร้างอย่างตั้งใจทุก ๆวัน
มันจะทำให้คุณสนใจได้บ้างมั้ย คุณจะคลิกเข้าไปอ่านหรือเปล่า
หรือว่าคุณแค่เพียงเลื่อนผ่านมันไป
เหมือนบทความขยะทั่วๆ ไปที่คุณไม่คิดจะชำเลืองมองมัน

Standard
ไม่มีหมวดหมู่

ข้อความผ่านตัวอักษรทางไกล

5

โปสการ์ดสอนให้เราเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ
ตอนที่เริ่มเขียนโปสการ์ดใหม่ๆ เอาจริงๆ ก็คือเขียนเองส่งเอง ให้ตัวเองอ่าน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน เพราะกว่าโปสการ์ดจะส่งมาถึงบ้าน ก็มีระยะเวลานานพอสมควร
เราอาจลืมไปแล้วว่าเขียนอะไรไว้บ้าง พอได้อ่านก็นึกออกเองว่าตอนนั้นคิดอะไรอยู่ถึงเขียนข้อความแบบนั้นลงไป
พักหลังๆ ค่อยได้เขียนโปสการ์ดส่งให้เพื่อน แลกกันส่งโปสการ์ดกันบ้าง ก็เป็นความรู้สึกที่ดีเช่นกัน

โปสการ์ดที่เพิ่งได้รับมานี้เป็นโปสการ์ดเนื่องในโอกาสคริสต์มาสและปีใหม่ เป็นโปสการ์ดจากเพื่อนที่รู้จักกันตอนงานสัปดาห์หนังสือ
ข้อความที่เขียนมาอ่านแล้วก็รู้สึกดีจากกำลังใจที่ส่งผ่านมาทางตัวอักษร
เป็นความรู้สึกดีที่เฟซบุ๊กหรือไลน์ก็ให้ไม่ได้

ยิ่งได้อ่านหนังสือ 7.300 วันที่เรารักกัน ที่คนรักของนักเขียนเจ้าของหนังสือก็มักจะส่งโปสการ์ดมาให้อยู่เสมอๆ
เป็นข้อความที่รู้กันแค่สองคน ส่งผ่านความรู้สึก ณ ตอนนั้นเอาไว้ให้คนอ่านได้อ่านในอีกระยะเวลาต่อมา
และที่สำคัญคือมันสามารถเก็บรักษาเอาไว้ได้นาน หยิบมาอ่านทีไรก็คิดถึงได้ตลอด

ผมเริ่มส่งโปสการ์ดไปให้เธอมากขึ้นหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบ
อยากจะส่งความรู้สึกดีๆ นี้ไปให้ผ่านข้อความและลายมือที่ตั้งใจเขียน
อยากให้ได้อ่าน อยากให้เข้าใจความรู้สึกที่ส่งไป
เธอบอกทุกครั้งว่าได้รับโปสการ์ดแล้ว
แต่ได้รักหรือเปล่านั้น
ผมก็ยังรอคำตอบนั้นอยู่

Standard
รีวิวหนัง

Ruby Sparks – เรื่องรักดิสโทเปีย และความหน้าตัวเมียของผู้ชาย

Ruby-Sparks

 

ผมเชื่อว่าคนที่ชอบเขียนหนังสือส่วนมากมักมีตัวละครในจินตนาการ เป็นผู้หญิง / ผู้ชายในฝันที่เราอยากจะครอบครอง เป็นคนรัก มีความสัมพันธ์ (และเพศสัมพันธ์) ต่อกัน หากแต่มันเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเขามีเจ้าของแล้ว เขาไม่มีทางชอบเรา หรือถ้าให้พีคไปกว่านั้น คือเขาไม่มีตัวตนจริงๆ

เราจึงทำได้เพียงแค่เขียนเรื่องราวของเขาเอาไว้บนกระดาษ เป็นเพียงตัวละครสมมติที่ไม่มีอยู่จริง มันเป็นความเพ้อฝันที่เรารู้ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางเป็นจริง แต่เราก็ยังคงเขียนเรื่องราวของเขาเหล่านั้นลงไป – แม้ไม่อาจครอบครองด้วยเรือนกาย หากแต่บนกระดาษนั้น ขอเพียงเราได้รักกันก็ยังดี

Ruby Sparks เป็นเรื่องราวของนักเขียนหนุ่ม ที่เขียนเรื่องราวของเด็กสาวที่เขาคุยด้วยในฝันลงบนกระดาษ ยิ่งเขียน เขายิ่งเชื่อว่าเธอมีตัวตนอยู่จริง เขาและเธอรักกันบนขอบเขตของจินตนาการที่บอกเล่าออกมาเป็นตัวหนังสือ มันเป็นความสัมพันธ์ที่เขาเองก็บอกไม่ถูก แต่ที่รู้ๆ – มันคือความรัก

แต่แล้ววันหนึ่ง ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น รูบี้ สปาร์คส์ ผู้หญิงในจินตนาการ ที่มีตัวตนอยู่แค่ในต้นฉบับนิยายของเขา ปรากฏตัวขึ้น! และนี่เองที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เกิดขึ้นในโลกของความจริง

ในครึ่งแรกของหนัง เต็มไปด้วยความน่ารักชวนให้หวามหัวใจของคู่รักคู่นี้ ที่รักกันอย่างหวานชื่น ดูดดื่ม เข้ากันไปหมด ช่างเป็นช่วงเวลาที่แสนวิเศษ (จะว่าไปก็เหมือนกับช่วงโปรโมชั่นของความรักนั่นแหละ) จนทำให้คนดูฟินและอินไปกับความสัมพันธ์อันน่ารักนี้ การที่เราได้รักกับคนที่เราอยากจะรัก มีทุกสิ่งทุกอย่างที่เราโหยหา นั่นอาจเป็นสิ่งที่มนุษย์อย่างเราๆ ต้องการก็ได้

รูบี้เป็นตัวละครในจินตนาการของเขา เขาเป็นคนสร้างเธอขึ้นมา ดังนั้น สิ่งใดที่เขาเขียน เธอจะทำและเป็นอย่างนั้น โดยไม่สวามารถขัดขืนใดๆ ได้ (เขาเขียนให้เธอดีใจ มีความสุข คิดถึง และแม้กระทั่งพูดฝรั่งเศสก็ยังได้) มีบางตอนที่น้องชายของเขาบอกว่านี่มันช่างสุดยอด และขอให้พี่เขียนให้เธอนมใหญ่กว่านี้ สวยกว่านี้ มันทำให้ผมนึกถึงมุมมองของผู้ชายที่มีต่อผู้หญิงในฐานะเครื่องระบายทางเพศ (ถ้าหากเป็นน้าชาติ กอบจิตติจะใช้คำว่า “ที่ปอกกล้วย”)

อาชีพนักเขียนเป็นคนมีปม ผมเชื่ออย่างนั้น และโรคซึมเศร้า ความโดดเดี่ยวก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญ ตัวเอกของเรื่องเป็นคนไม่ค่อยมีสังคม อยู่แต่บ้านกับหมาหนึ่งตัว หมกมุ่นกับการเขียนหนังสือเสียเป็นส่วนใหญ่ นั่นทำให้เขาต้องการอยากจะมีใครสักคนที่อยู่กับเขา คอยดูและเป็นอย่างที่เขาต้องการ และดูเหมือนรูบี้จะตอบโจทย์ทุกอย่าง

เป็นธรรมดาของความรักที่ต้องมีการทะเลาะกัน แต่สำหรับเขา แค่เขียน รูบี้ก็จะทำตามที่เขาต้องการทุกอย่าง ไม่ต่างอะไรไปจากหุ่นยนต์ที่เขียนโปรแกรมการทำงานให้ ก็ได้ทุกอย่างตามที่ต้องการแล้ว เขาพยายามทำให้เธอเป็นผู้หญิงในอุดมคติทุกอย่าง ไม่ให้เธอไปไหน อยู่กับเขาตลอดเวลา ไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำ นั่นก็สอดคล้องกับความเป็นดิสโทเปียนั่นแหละ

ยูโทเปียสำหรับคนๆ หนึ่ง อาจเป็นดิสโทเปียสำหรับคนอื่นก็ได้ และดูเหมือนความสัมพันธ์ของเขาและรูบี้จะเป็นอย่างนั้น

การบังคับให้เป็นในสิ่งที่ไม่อยากเป็น ให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ นั่นจะเรียกว่าความรักได้อย่างไร และในตอนท้ายของเรื่อง ที่เขาเฉลยว่าเขาคือผู้สร้างเธอ มีอำนาจให้เธอทำทุกอย่างตามที่เขาต้องการ เขาเขียนให้เธอร้องเพลง แก้ผ้า ชื่นชมและสรรเสริญเขา (“ชั้นชอบก้นคุณ”, “ชั้นชอบไอ้จู๋ของคุณ” ฯลฯ รวมไปถึงสิ่งที่เขาพยายามปฏิเสธกับผู้อื่นมาตลอด “คุณเป็นอัจฉริยะ”) ลึกๆ แล้วมันอาจจะเป็นปมที่เขาต้องการการยอมรับจากคนอื่นมากกว่าใครๆ แต่ต้องซ่อนมันเอาไว้ภายในก็เป็นได้ นั่นทำให้เขาบ้าคลั่ง และภาคภูมิใจกับคำสรรเสริญ (ที่เธอไม่เต็มใจจะพูด) อยู่คนเดียว

มันคือความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ผู้ชายมีต่อผู้หญิง ความคิดที่ว่าชายเป็นใหญ่ เป็นช้างเท้าหน้า ที่ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์จะบ่นหรือทักท้วงใดๆ (ถ้าหากคิดต่อไปอีกสักนิด มันก็คือสิ่งที่คนมีอำนาจคิดกับคนไร้อำนาจ หรืออ่อนแอกว่านั่นแหละ ผมว่ามันไม่ได้ต่างอะไรกันเท่าไหร่หรอก)

และแนวคิดนั้นดูเหมือนว่ามันยังคงดำเนินมาอยู่จนถึงทุกวันนี้ 

Standard
ไม่มีหมวดหมู่

เพลงที่อยากให้เธอฟังยังไม่ได้ส่ง*

*ได้แรงบันดาลใจจากชื่อหนังสือ ‘เพลงที่เธอให้แปลยังไม่เสร็จ’ ของภู่มณี ศิริพรไพบูลย์

1

ผมไม่รู้ว่าจำนวนเพลงทั้งหมดในโลกนี้มีอยู่เท่าไหร่
เป็นร้อย เป็นพัน เป็นล้าน หรือสิบๆ ล้าน
ทั้งยังไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะฟังเพลงเหล่านั้นได้หมด
(หรือทั้งชีวิตนี้อาจไม่มีทางทำได้ก็ได้)
แต่เอาเถอะ, นั่นไม่ใช่ประเด็นเท่าไหร่หรอก

2

ผมเชื่อว่าชีวิตของเราผูกพันและเชื่อมโยงกับบทเพลงมาโดยตลอด
ตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น เติบโต และแก่ชรา
รสนิยมการฟังเพลงของเราเปลี่ยนไปตามช่วงวัย
และอีกสิ่งหนึ่งที่กำหนดการฟังเพลงของเราก็คือ ความรู้สึกร่วมของเราที่มีต่อเพลงๆ นั้น
และก็ปฏิเสธอีกไม่ได้ว่า ความรู้สึกร่วมที่คนมีต่อกันมากที่สุดก็คือ
ความรัก

3

ผมไม่แปลกใจที่เห็นใครฟังเพลงแล้วร้องไห้ หรือลงไปกองกับพื้นจะเป็นจะตายอย่างกับคนบ้า
ผมไม่หัวเราะ ไม่มองว่าเขาประหลาด เพราะครั้งหนึ่ง ผมก็เคยเป็นอย่างนั้นท่ามกลางผับบาร์ที่ทุกคนเต้นกันอย่างลืมโลก
บทเพลงและความรัก (ที่ไม่สมหวัง) ทำให้เราเป็นอย่างนั้น
เสียสติ ร้องไห้ฟูมฟาย กลบตัวตนที่เคยร่าเริงให้หายไป
ทิ้งไว้แต่คราบน้ำตาและร่องรอยของความเศร้าเอาไว้

4

เรามีเฟซบุ๊กหรือโซเชียลมีเดียอื่นๆ เอาไว้แสดงความเป็นตัวตน รสนิยม หรือบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง
เพลงก็เป็นหนึ่งในการแสดงออกถึงความคิด ความรู้สึกของเราได้เช่นเดียวกัน
ถ้าหากคนเพิ่งรักกันใหม่ๆ ก็ย่อมไม่พ้นเพลงหวานๆ ทำนองว่าจะรักกันไปตลอด
คนอกหัก คงจัดเพลย์ลิสต์ช้ำในมาฟังได้ทั้งคืน กะให้ร้องไห้ตายคาเตียงไปเสียอย่างนั้น
หรือจะโพสต์เพลงอินดี้ล้ำๆ โชว์รสนิยมเท่ๆ ให้คนอื่นฟังก็ดูดีไม่น้อย
ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่เลือกจะโพสต์เพลงที่ตรงกับความรู้สึกของตัวเอง
เพลงที่แทนความหมาย แทนคำพูด แทนความรู้สึก
แต่ก็ไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว

5

นึกย้อนไปถึงเวลาที่เราแลกเพลงกันฟัง
มีเพลงใหม่ๆ มาให้กันและกันเสมอ
มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข เสียงเพลงของเราช่างไพเราะจนไม่อาจลืมเลือน
แต่น่าเสียดายที่บทเพลงเหล่านั้นต้องถูกปิดลงพร้อมๆ กับความสัมพันธ์ของเรา
มีเพลงอีกหลายเพลงที่ผมอยากให้เธอได้ฟัง แต่ก็ไม่มีสิทธิ์อีกแล้ว
แค่ก๊อปปี้ลิงก์จากยูทูบ เปิดกล่องข้อความ วาง แล้วกดส่ง
แต่ความเป็นจริงมันไม่ง่ายอย่างนั้น เพลงของผมคงไม่มีความหมายอีกแล้ว
เพราะเธอมีเพลงใหม่ที่ไพเราะและถูกใจกว่าเพลงของผมอยู่แล้ว
ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะวาดฝันหรือคาดหวังอะไรต่ออีกแล้ว
มันจบแล้ว

6

ผมรู้ว่าเธอคงไม่ได้อ่านสิ่งที่ผมเขียนหรอก
เพราะฉะนั้นถ้าจะหลอกตัวเองว่าได้ส่งเพลงให้เธอแล้วคงไม่เป็นไรหรอกนะ
ขอให้เธอโชคดี มีความสุขมากๆ
‘ลา’ ก่อนนะ

“ไม่ใช่ความรัก ที่ทำให้เราได้อยู่ด้วยกัน แต่เป็นแค่ฝันที่ฉันตื่นมาก็ลาจาก                                
ไม่มีเหตุผลจะฉุดรั้ง เหตุผลอะไรทั้งนั้น                                                                            
ไม่ต่างอะไร กับเรื่องใด ๆ ที่ผ่านพ้นมา แด่เป็นชะตาที่ต้องเกิดมาเพื่อลากัน                                                     
มีสิ่งที่หวังก็ต้องหยุดหวัง ฝันก็หยุดมัน เท่านั้นพอ”
(เพลง ลา / polycat)

Standard
ไม่มีหมวดหมู่

ในวันที่ไม่มีเธออยู่ในสมุดบันทึกอีกแล้ว

korkai

ผมเริ่มเขียนบันทึกมาเกือบปีแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่ซื้อ ‘หนังสือส่วนตัว ก ไก่’ มา และตั้งใจว่าจะบันทึกเรื่องราวในชีวิตตัวเองลงไปในนั้นอย่างซื่อสัตย์ และสม่ำเสมอ แต่ด้วยความขี้เกียจ ซึ่งมักจะเป็นข้ออ้างบ่อยๆ นั่นก็คือ ไม่มีเวลาเขียน ทำให้จำนวนหน้าในสมุดบันทึกของผมยังไม่ค่อยกระเตื้องเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่คิดว่าจะเขียนให้ได้ปีละเล่ม แต่ก็ดูเหมือนว่าจะต้องเลื่อนไป และบันทึกต่อไปเรื่อยๆ รอคอยวันที่จะได้จรดปากกาเขียนบันทึกหน้าสุดท้ายของเล่มแรกอันเป็นจุดเริ่มต้นนี้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ปกติแล้ว ผมมักจะเขียนเรื่องความรักลงไปในสมุดบันทึก เขียนด้วยลายมือของผมเองเสียมากกว่า ไม่ค่อยนิยมเขียนผ่านคอมพิวเตอร์มากเท่าไหร่นัก

เพราะการเขียนเรื่องความรัก ใช้ลายมือถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านั้นได้อย่างตรงไปตรงมามากกว่า แน่นอน มันตรงกับใจของผมมากกว่าด้วย แน่นอน ในสมุดบันทึก เราสามารถเขียนอะไรก็ได้เท่าที่อยากเขียน ไม่ต้องกังวลว่าข้อความที่เขียนนั้นจะพาดพิงถึงบุคคลอื่น หรือทำให้ความลับรั่วไหล

ผมจึงเลือกเขียนถึง ‘เธอ’ ด้วยลายมือเสมอมา

ลายมือที่แสนบรรจง ลายมือที่กลั่นกรองมาจากความรู้สึก ความรักเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะเลือกสรรถ้อยคำนับพันมาเรียงร้อยลงไปบนหน้ากระดาษเพื่อคนที่เขารักได้ ผมเขียนบันทึกถึงเธอทุกวัน วันละหลายๆ หน้า และอยากจะเขียนจดหมาย เขียนโปสการ์ด จนอยากจะเขียนหนังสือที่อุทิศให้กับเธอ

แต่ผมก็ไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว

วันที่ข่าวร้ายมาถึง บันทึกของผมถูกสาดพ่นด้วยหมึกแห่งความเศร้า ผมหยิบเอาความเศร้าและความเสียใจของโลกทั้งใบมาแทนน้ำหมึก แล้วเขียนมันลงบนกระดาษ เขียน… เขียนมันออกมา จนกว่าความเศร้าจะจางหายไป แต่ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเขียน มันกลับทำให้ผมจมดิ่งลงไปในมหาสมุทรแห่งความโดดเดี่ยวอันไร้ก้น ที่ราวกับว่าผมจะไม่มีวันป่ายปีนขึ้นมาได้อีกแล้ว

ความเศร้าบุกจู่โจมผมอีกครั้งเมื่อรู้ข่าวว่าเธอมีคนใหม่ เป็นคนที่สามารถดูแลและมอบความรักแก่เธอได้ดีกว่าผม คนที่เช็ดน้ำตา คอยดูแลเธอไม่ห่าง และแน่นอน ตอนนี้เขาเป็นที่ได้ครอบครองหัวใจของเธอแล้ว – ไม่ใช่ผม

มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ข้อความที่เขียนลงไปในสมุดมีมากมายหลายความรู้สึก ทั้งเศร้า เหงา โกรธ เกลียด แค้น เสียใจ ความรักที่ล่มสลายพังทลายลงมา หัวใจที่บอบช้ำถูกบีบจนแหลกละเอียดคามือ ตอนนั้นผมไม่อยากทำอะไรอีกเลย ไม่อยากทำงาน ไม่อยากเขียน ไม่แม้กระทั่งอยากมีชีวิตอยู่

แต่ดูเหมือนกาลเวลาและความเข้าใจจะทำให้ผมกับเธอยังพูดคุยกันได้เหมือนเดิมอีกครั้ง ในฐานะพี่ชายและน้องสาว แต่มันก็เป็นได้แค่ในนามเท่านั้นแหละ ผมยังรักเธอเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป และจะไม่มีวันเปลี่ยนอย่างแน่นอน

ดูเหมือนว่าเขาที่เข้ามาในชีวิตเธอจะครอบครองรอยยิ้มและหัวใจของเธออย่างสมบูรณ์ ผมมองเห็นความสุขผ่านทางตัวอักษรและรูปภาพที่เธออัปโหลดมาให้เห็นอยู่บ่อยๆ ในเฟซบุ๊ก รอยยิ้มที่ผมไม่เคยได้รับ รอยยิ้มที่ไม่ใช่ของผม หรือของเธอ หากแต่เป็นรอยยิ้มของเขา ของเขาแต่เพียงผู้เดียว

แม้วันนี้จะไม่มีตัวตนของเธออยู่ในหนังสือส่วนตัว ก ไก่อีกต่อไปแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าตัวตนของเธอ ความรักของผมที่มีต่อเธอจะเลือนหายไปแต่อย่างใด

ผมยังจดจำเธอไว้ และยังจดจำอยู่ และจะจดจำตลอดไป

และงานเขียนชิ้นนี้คือหลักฐานว่าเธอยังคงอยู่ในหัวใจของผม – เสมอมา

Standard
ไม่มีหมวดหมู่

บทกวีที่ถวายแด่เทพเจ้าแห่งความเศร้า

ข้านั่งอยู่ในห้องมืด

ความเย็นของแอร์คอนดิชั่นชำแรกเข้ามาในร่างกาย

ข้าหนาว… หนาวเหลือเกิน

หนาว… ราวกับหัวใจที่เคยอบอุ่นได้ตายจากไปแล้วตลอดกาล

หัวใจ ที่ตายจากไปในวันที่เธอลา

หัวใจข้าจะยังเต้นอยู่ไปเพื่ออะไรเล่า หากไม่มีเธอผู้เป็นเจ้าของมัน

บอกข้าที ท่านเทพเจ้า!

เสียงเพลงกรีซซี่คาเฟ่ดังก้องอยู่ในรูหู

เนื้อเพลงค่อยๆ กรีดก้อนเนื้อข้างซ้ายของข้าจนแหว่งวิ่น

ภายในความมืด

ข้าร้องไห้เงียบงัน

คงสมใจท่าน ท่านเทพเจ้า!

ข้าจุดธูปบูชาท่านในจิตใจ

จรดปากการ้อยเรียงบทกวีแห่งความเศร้า

ข้าเกลียดความเศร้า มันทำให้ข้าต้องหลั่งน้ำตา

หลั่งน้ำตา… จนบางครั้งข้านึกว่ามันคือเลือด

ท่านคงหัวเราะ ให้กับความโง่เง่าของมนุษย์อยู่ล่ะสิ ท่านเทพเจ้า!

เอาเลยท่าน! จะสาปแช่ง จะลงโทษข้าเช่นไรก็ได้

ทำเหมือนที่ท่านทำกับมนุษย์ผู้งมงายในความรักทุกคนปะไร

ให้ข้าร้องไห้ จมมหาสมุทรแห่งน้ำตา ถูกฉลามแห่งความผูกพันขย้ำเนื้อฉีกหนังให้ตาย

ข้าขอท่านเพียงอย่างเดียว มีเพียงสิ่งเดียวที่ข้าอยากอ้อนวอน

ขอให้ข้า ย้อนเวลากลับไป… ในวันที่มีเรา

ได้หรือไม่ ท่านเทพเจ้า!

Standard