วันละรูป วันละเรื่อง

เพื่อน

1

 

หลายคนบอก ‘ยิ่งโต เพื่อนยิ่งน้อยลง’ ผมเองก็ค่อนข้างเชื่อเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน
แม้ตัวเองจะเป็นคนเพื่อนไม่เยอะมาก แต่พอมาถึงทุกวันนี้เพื่อนกลุ่มหลักๆ ที่ยังไปมาหาสู่ พบเจอสังสรรค์กันก็มีอยู่ไม่กี่กลุ่ม คือเพื่อนสมัยมัธยม เพื่อนสมัยมหา’ลัย เพื่อนจากค่ายนักเขียนต่างๆ และแก๊งข้าวสาร
แต่เอาจริงๆ ที่เหนียวแน่นที่สุดก็คงไม่พ้นสองกลุ่มแลก เพราะรู้จักกันมานาน

เคยได้ยินคำกล่าวที่่ว่า ‘คนเราจะเป็นยังไง ให้ดูที่เพื่อนของคนๆ นั้น’
เพราะเพื่อนเป็นกระจกสะท้อนบุคลิกของเราได้ดีที่สุดอีกอย่างหนึ่ง เพราะถ้าไม่ศีลเสมอกัน มีอะไรบางอย่างคล้ายๆ กันคงเป็นเพื่อนกันไม่ได้
ไม่รู้คนอื่นเป็นเหมือนผมหรือเปล่า แต่ผมเป็นคนชอบให้เพื่อนต่างกลุ่มมารู้จักกัน พาเพื่อนมัธยมมาเจอเพื่อนมหาลัย พาเพื่อนมหาลัยไปเจอเพื่อนค่ายนักเขียน ไม่รู้ทำไม แต่ผมเชื่อว่าเพื่อนๆ ของผมสามารถเป็นเพื่อนกันได้
ไม่กี่เดือนมานี้ เพื่อนสนิทตอนมัธยมและมหาลัยก็ได้มาเจอกัน เราพบกันเพราะบุฟเฟ่ต์สุกี้แถวๆ ห้วยขวาง และก่อวีรกรรมซุกซาเต (เนื้อหมู ไก่ หมักสูตรพิเศษ) ไปหลายจานจนถ้าหากเจ้าของร้านจำหน้าได้คงด่าแม่และไม่ให้พวกผมเข้าร้านอีก
จนเป็นจุดกำเนิดของแก๊งซาเตขึ้นมา

เรามีนัดกันบ่อย ดื่มเบียร์บ้าง กินอาหารบ้าง ไปงานปีใหม่ที่บ้านเพื่อนบ้าง แต่ก็ยังไม่เคยออกทริปด้วยกันสักที แต่ก็เริ่มพูดเรื่องนี้กันจริงจังหลังปีใหม่
สบโอกาสเพื่อนเพิ่งได้รถใหม่ ก็เลยมีมติกันว่า “พวกเราควรออกทริปด้วยกันว่ะ” จนเกิดเป็นทริปแรกของแก๊งซาเตขึ้นมา
ตอนแรกตั้งใจจะไปนครปฐม เพราะติดใจบรรยากาศสบายๆ และความชิลของร้านหนังสือแถวนั้นจนอยากไปอีกรอบ แต่ขับรถไปได้สักพักก็มีเหตุให้เปลี่ยนใจ จากแค่นครปฐมจนเลยเถิดเป็นศรีราชาและบางแสนแทน
ทริปแรกอาจยังดูจูนกันไม่ค่อยติด เพราะต่างคนต่างไม่เคยไปเที่ยวด้วยกันมาก่อน บางคนชอบเที่ยวแบบนั้น แต่อีกคนไม่ชอบ ก็ต้องใช้เวลาปรับสไตล์กันหน่อย (จริงๆ คือหาเรื่องเที่ยว)
จุดมุ่งหมายที่จะไปดูสะเปะสะปะ มั่วๆ ไม่มีข้อมูล หลงทางตลอด เปิดหาที่เที่ยวกันดาบหน้า จนไปจบที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ศาลเจ้าหน่าจาไทจื้อ และตลาดปลาแถวๆ น้ัน

ไม่รู้ว่าที่ที่พวกเราไปเที่ยวกันมันจะเรียกว่าพีคของชลบุรี-บางแสน หรือเปล่า แต่ในสถานการณ์ตอนนั้น มั่วๆ แบบนั้น ก็เชื่อว่าทุกคนคงพอใจ
คนชอบถ่ายรูปก็ได้ถ่ายจนแบตหมด คนชอบประวัติศาสตร์ก็ได้ข้อมูลและเสพงานศิลป์ไปจนอิ่ม ส่วนไอ้คนอยากเที่ยวก็คงได้ออกมาข้างนอกสมใจ
และแน่นอน ทำให้ผมมีเรื่องมาเขียนในวันนี้ ฮ่าๆ

สำหรับทริปนี้ ผมคงยังไม่ให้คะแนนว่าได้เท่าไหร่ เพราะถ้าเป็นข้อสอบ ก็คงเรียกได้ว่าเป็นพรีเทสต์ ที่ให้พวกเราลองเดาด้วยความไม่รู้
แต่มันก็เป็นทริปที่สอนให้รู้ว่า ไม่ว่ามันจะหลงกี่รอบ ได้เที่ยวไม่กี่ที่ ต้องกินอาหารที่ก็ไม่อยากกิน หรือไปที่ที่ไม่ค่อยอินแต่ถ้าไปกับเพื่อนที่เรียกว่าเพื่อนจริงๆ
ต่อให้มันพาไปแค่หน้าปากซอย ผมก็จะนั่งไปกับพวกมัน

Advertisements
Standard
วันละรูป วันละเรื่อง

วันละรูป วันละเรื่อง

phone

1

ช่วงจะสิ้นปีหรือเริ่มต้นปีใหม่ๆ เพื่อนหลายคนในเฟซบุ๊กก็เขียนสเตตัสทบทวนตัวเองในปีเก่า พร้อมกับตั้งเป้าหมายที่จะทำ หรือสิ่งที่อยากจะได้ในปีใหม่กันเต็มไปหมด ได้อ่านบ้าง ไม่ได้อ่านบ้าง ความจริงแล้วสิ่งเหล่านี้ก็เป็นกิจกรรมที่ผมชื่นชอบและมักจะทำอยู่เสมอเหมือนกัน เพียงแต่ปีนี้ไม่คิดอยากจะเขียนลงไปในพื้นที่สาธารณะมากสักเท่าไหร่ อยากจะเตือนตัวเองเอาไว้ในสมุดบันทึกแล้วพยายามทำให้ได้มากกว่า

แต่มันก็มีบางอย่างเหมือนกันที่เราพร้อมจะแชร์มันลงไปในโลกออนไลน์ อย่างเช่นเรื่องที่กำลังจะเขียนอยู่นี้

เล่าย้อนกลับไปนิดนึง คือจะบอกว่าตัวเองชอบถ่ายรูปได้มั้ย ก็พูดได้ไม่เต็มปาก แต่ถ้าเจออะไรที่อยากเก็บไว้ด้วยภาพ ก็จะยกกล้อง (มือถือ) มาบันทึกมันเอาไว้ และมักจะเอามาเปิดดูอยู่บ่อยๆ บางรูปจำได้บ้าง จำไม่ได้บ้าง รูปไหนชอบหน่อย อยากแชร์ก็อัปลงอินสตาแกรม ในเฟซบุ๊กให้คนอื่นชมด้วย แต่ก็เป็นอัตราส่วนที่น้อยหากเทียบกับรูปที่เราถ่ายมา

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่ามีภาพไม่กี่ภาพ ไม่กี่ความรู้สึก หรือเป็นสัญลักษณ์แทนบางอย่างที่เราอยากสื่อสารให้คนอื่นรับรู้ หรือ ‘เห็น’ ในสิ่งที่เราอยากจะ ‘เป็น’

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม จำนวนภาพในแกลอรี่ของผมก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วันเวลา

 

2

ปกติผมชอบใช้มือถือถ่ายรูป และกล้องจากไอโฟนก็ตอบสนองความต้องการของผมได้ดีทีเดียว เคยคิดเหมือนกันว่าแค่กล้องมือถือก็ถ่ายสวยขนาดนี้ (ในความเห็นของผม) จะมีกล้องดิจิตอลแพงๆ ไปทำไม (วะ)

กล้องที่น้องสาว (เหลือใช้และเอามา) ให้จึงถูกวางทิ้งไว้ในมุมห้องอย่างไม่ใยดี

จนกระทั่งไอโฟนห้าลูกรักของผมหน้าจอแตก แบตเสื่อมนั่นแหละ ความยุ่งยากวุ่นวายในชีวิตก็เริ่มขึ้น ผมต้องเปลี่ยนไปใช้กาแลกซี่โน้ตสาม ซึ่งดีตรงเรื่องการบันทึก หน้าจอที่ใหญ่ขึ้น แต่สิ่งที่ผมสูญเสียไปคือคุณภาพของกล้องถ่ายรูป ไม่รู้คนอื่นคิดเหมือนผมหรือเปล่า แต่จากการลองใช้กล้องมือถือของไอโฟนกับโน้ตสามนั้นมันช่างต่างกันหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว บางรูปถ่ายแล้วไม่ค่อยชัด เบลอบ้าง ไม่ค่อยพอใจเท่ากับที่ถ่ายด้วยไอโฟน แต่ครั้นจะเปลี่ยนมือถือก็ไม่มีเงิน เลยต้องกลับไปง้อเจ้า fujix20 ที่น้องให้มาแล้วเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน

ใครจะไปคิดว่าผมเจอของดีเข้าให้แล้ว

 

3

ตอนแรกที่เริ่มใช้กล้อง เอาจริงๆ ก็ไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไหร่ เพราะตอนที่ใช้ไอโฟน แค่หามุมดีๆ ที่เราอยากถ่ายมันก็ออกมาสวยอย่างที่เห็นแล้ว พอมาใช้กล้องนี้ก็เลยติดโหมดออโต้ เจออะไรก็กดถ่ายมันไปทั่ว รูปที่ออกมาก็ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่รวมๆ แล้วก็พอใจ

จนไม่กี่วันนี้เพื่อนเพิ่งซื้อกล้องมาใหม่ ฟูจิเหมือนกัน แต่รุ่นใหม่กว่า ล้ำกว่า ถ่ายออกมาสวยกว่า ก็เลยมีความคิดอยากจะถ่ายรูปให้สวยแบบนั้นบ้าง เท่าที่ความสามารถของกล้องเราจะพาไป อีกอย่างคือผมยังไม่รู้จักกล้องที่ถืออยู่ในมือดีเท่าไหร่เลย มันทำอะไรได้บ้าง มีปุ่ม มีโหมดอะไรให้ใช้งานได้อีกมั้ย นอกจากปุ่มชัตเตอร์ ผมก็ค่อยๆ ทำความรู้จักกับค่า f ชัตเตอร์สปีด การปรับตั้งค่าต่างๆ ของกล้องให้ตรงกับที่เราอยากได้มากที่สุด

จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจมันมากสักเท่าไหร่หรอก แต่ก็คิดว่าถ้าเราถ่ายบ่อยๆ ลองใช้กล้องไปเรื่อยๆ ให้ชินมือ ก็คิดว่าคงเข้าใจและถ่ายได้อย่างที่อยากถ่ายไปเอง

 

4

ถ้าเปรียบบทความนี้เป็นหนัง คงเป็นการ flashback ที่กินเวลาไปมากพอสมควร
สิ่งที่ผมตั้งใจและอยากจะแชร์ในพื้นที่ออนไลน์ในปีนี้ก็เกี่ยวกับการถ่ายรูปนี่แหละครับ ด้วยความที่กำลังสนใจศาสตร์การถ่ายรูป และอยากพัฒนาทักษะการเขียนของตัวเองให้มันได้เรื่องได้ราวกว่าเดิมแล้ว ก็เลยอยากจะลองถ่ายรูปและเขียนเรื่องประกอบกันให้ได้วันละรูป วันละเรื่อง ซึ่งผมคิดว่าเป็นการท้าทายที่น่าสนุกอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะเอาจริงๆ การหยิบกล้องไปถ่ายรูป แค่ที่บ้านก็มีอะไรให้ถ่ายเยอะแยะแล้ว ส่วนการเขียน ถ้าหากเรามีวินัยกับมันได้ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นการชาเลนจ์ตัวเองแบบนี้ก็เป็นอะไรที่ผมอยากจะทำให้ได้ในปีนี้

 

5

หวังว่าจะได้เห็นพัฒนาการด้านการถ่ายรูปและการเขียนของตัวเองที่ดีขึ้นในทุกๆ วันนะ

Standard
ไม่มีหมวดหมู่, diary

words & pictures

บุ๊กชอป

 

เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองชอบถ่ายรูปก็ตอนเริ่มใช้ไอโฟน (บล็อกนี้ไม่มีแอปเปิ้ลเป็นสปอนเซอร์นะครับ)

ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนไม่ชอบถ่ายเลย ไม่รู้จะถ่ายไปเพื่ออะไร

แต่ตอนนี้ ไปเจออะไรที่น่าสนใจก็ถ่าย อะไรสวยๆ ก็ถ่าย ถ่ายเก็บไว้ บันทึกความทรงเอาไว้ ว่าตอนนั้นเราคิดอะไร เราอยากถ่ายเพราะอะไร

พอหลังๆ ได้ลองเอารูปที่ถ่ายมาเปิดดู แล้วเขียนข้อความ หรือเรื่องราวสั้นๆ ลงไปในนั้น มันก็รู้สึกเพลินดีเหมือนกัน ได้เล่าเรื่องผ่านภาพถ่าย และใช้ตัวอักษรมากำกับเรื่องราว ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่เราทำอยู่บ่อยๆ

ถ่ายแล้วเขียน เขียนแล้วถ่าย สนุกและเพลินมากๆ ยิ่งมีคนมาอ่าน มาดูรูปเรา แล้วมีคำชมว่า “ถ่ายสวยนะ” “เขียนดีนะ” ยิ่งอยากจะวิ่งออกไปถ่ายแล้วกลับมาเขียนอีกเยอะๆ เลย

พอได้เข้าค่ายสารคดี ได้เรียนรู้การถ่ายภาพสารคดี ว่าช่างภาพระดับเทพนั้น เขาถ่ายกันยังไง แม้จะไม่เข้าใจมากนัก แต่ก็เอาสิ่งที่ครูภาพสอน มาปรับใช้กับงานตัวเอง

“ภาพต้องเล่าเรื่องในตัวของมันเอง” เป็นสิ่งที่ครูภาพเน้นย้ำ ภาพสวยอาจจะไม่สำคัญเลย ถ้าหากมันไม่ทำหน้าที่เล่าเรื่อง คนดูดูรูปแล้วไม่เข้าใจ หรือจับไม่ได้ว่าช่างภาพต้องการอะไร

เหมือนอย่างที่เนื้อเพลงในค่ายบอกไว้ว่า “เก็บภาพไว้ ด้วยเรื่องเล่าตราบเท่านาน และเก็บคำนับพัน ในภาพเดียว” ครับ ภาพสารคดีที่ดี ต้องเล่าเรื่องได้ – และผมเชื่อว่า ภาพถ่ายทุกภาพ ก็ควรทำหน้าที่ด้วยตัวของมันเอง

ตั้งแต่นั้นมา ผมไม่พยายามแสวงหาเทคนิคการถ่ายภาพที่สวยงาม หรือการใช้แอปมาแต่งรูปอีกต่อไปเลย ผมถ่ายในสิ่งที่ผมอยากถ่าย เขียนในสิ่งที่อยากจะเขียน ให้ศาสตร์ทั้งสองอย่างชักนำ ร้อยเรียงเรื่องราว จินตนาการของผมไปสู่ผู้อ่าน

แค่นี้ก็พอแล้ว

Standard