บันทึก

สงกรานต์ บ้าน หนังสือ

4

สงกรานต์ปีนี้นับเป็นวันหยุดยาวครั้งแรกหลังจากที่กลับมาทำงานประจำ ผมพยายามวางแผนที่จะทำให้ได้ทุกอย่างในหยุดยาวครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกลับบ้านต่างจังหวัดเพื่อเยี่ยมญาติ ไปเล่นน้ำกับเพื่อน ปาร์ตี้ให้สนุกสุดเหวี่ยง อ่านหนังสือ ดูหนังและดูซีรีส์ที่ค้างคาเอาไว้

แต่ก็นั่นแหละครับ ความเป็นจริงมักสวนทางกับสิ่งที่คิดไว้เสมอ

ผมทำได้เพียงแค่ไปเยี่ยมญาติที่ปากช่อง ดื่มเบียร์กับเพื่อน และนอนอ่านหนังสืออยู่บ้านเท่านั้นเอง แม้จะไม่ได้ครบตามที่ต้องการ แต่วัดจากความสุขหลังอ่านหนังสือเล่มต่างๆ จบ ผมก็คิดว่าช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา (และกำลังจะหมดไป) ของผมนั้นคุ้มค่าแล้วล่ะ

เดียวดายใต้เงาจันทร์: โก้วเล้งรำพัน
โลกหมุนไปวันวัน
เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล
สิทธารถะ

คือจำนวนหนังสือทั้ง 4 เล่มที่ผมอ่านจบในช่วงหยุดยาวที่ผ่านมา บางเล่มอ่านระหว่างเดินทาง บางเล่มอ่านตอนรอเพื่อนที่ร้านเหล้า และบางเรื่องทุ่มสมาธิตั้งใจอ่านอยู่บ้านไม่ไปไหนเพราะไม่อยากพลาดใจความสำคัญและประเด็นอันลุ่มลึกจากตัวหนังสือ

บางเล่มพาเราไปรู้จักกับโลกของมิตรภาพ สุรา ปรัชญาชีวิต บางเล่มพาไปเจอกับโลกใหม่ของโสเภนี ชายผู้พยายามฆ่าตัวตาย และจิ้งจก บางเล่มพาเราเข้าไปในความสงบของแม่น้ำที่มอบบทเรียนอันล้ำค่ามากมายรอให้เราตักตวงไม่รู้จบ

ถ้าหากเป็นช่วงเวลาที่ทำงานไม่ประจำ แค่อ่านหนังสือจบหลายๆ เล่มก็คงไม่น่ายินดีอะไรเท่าไหร่เพราะมีเวลาค่อนข้างเหลือเฟือ แต่หลังจากที่ทำงานประจำ จำนวนเล่มหรือหนังสือที่เลือกอ่านก็น้อยลงไปมากทีเดียว ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมานี้แม้ไม่ได้ชุ่มฉ่ำด้วยสายน้ำ แต่ก็ได้เพลิดเพลินไปกับกระแสธารของตัวอักษรก็ไม่เลวเหมือนกัน

พักหลังมานี้ผมมักจะไม่เอาหนังสือไปใส่ปกเหมือนแต่ก่อน อย่างแรกเพราะความไม่สะดวก แต่อีกปัจจัยหนึ่งก็คือผมชอบสัมผัสหน้าปกอย่างที่มันควรจะเป็น เพราะหนังสือบางเล่มที่เลือกเฟ้นกระดาษสำหรับปกอย่างดีให้ผู้อ่านได้เสพอรรถรสยามสัมผัสด้วย ดังนั้นมันจึงเป็นการเข้าถึงหนังสืออีกอย่างหนึ่งที่ผมชอบมากๆ ในตอนนี้ (คงได้เล่าอีกทีตอนเขียนถึงหนังสือ สิทธารถะ เพราะมันทำให้ผมเข้าใจความคิดนี้มากขึ้นเลย)

มันจึงเป็นวันหยุดที่เราปล่อยตัวปล่อยใจไปกับตัวอักษร ใช้เวลาทุกๆ วันไปกับการอ่าน อ่านอย่างหิวกระหาย อ่านอย่างละโมบ อ่านอย่างคนเพิ่งเจอขุมสมบัติล้ำค่า

ผมไม่อยากให้วันหยุดหมดไปเลย.

Advertisements
Standard
รีวิวหนังสือ

Before Dialog_ บางวันของหญิงสาวแปลกประหลาด

before

ระหว่างเล่นทวิตเตอร์ฆ่าเวลาไปเรื่อยเปื่อย ก็สะดุดใจกับการเปิดพรีออเดอร์หนังสือทำมือของรุ่นพี่นักเขียนคนหนึ่ง ที่เพิ่งมีหนังสือเล่มแรกไปเมื่องานหนังสือครั้งที่แล้ว

หนังสือทำมือเล่มนี้เป็นเหมือนหลังบ้าน และที่มาที่ไปของหนังสือเล่มนั้น รวมไปถึงที่มาของการได้เข้ามาเป็นนักเขียนในสำนักพิมพ์ที่พิมพ์งานให้เขาด้วย

Dialog_ บางวันของหญิงสาวแปลกประหลาดเป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นที่มีตัวละครหลากหลาย บทสนทนาน่าประทับใจ บางเรื่องเรียบง่ายและอบอุ่น บางเรื่องก็หม่นเศร้าเทาทึม (เท่าที่สำนักพิมพ์จะเอื้ออำนวย) และบางเรื่องดูมีชีวิตชีวาราวกับตัวละครนั้นๆ มีตัวตนจริงๆ

Before Dialog_ เปรียบไปแล้วก็เหมือนการจัดมีตติ้งระหว่างนักเขียนกับนักอ่าน แล้วร่วมพูดคุยว่าเรื่องสั้นแต่ละเรื่องที่เขียนขึ้นมานั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง เป็นการสะท้อนเบื้องลึกเบื้องหลังของงานเขียนแต่ละชิ้น ว่าในตอนนั้นคนเขียนรู้สึกอย่างไร คิดอะไรอยู่ ทำไมถึงเขียนเรื่องสั้นชิ้นนั้นออกมา และแน่นอนว่ามันทำให้เราได้รู้จักตัวตนของนักเขียนมากขึ้นกว่าเดิมมากทีเดียว

มันเป็นหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ผมอ่านรวดเดียวจบ และชอบมากๆ ไม่ใช่เพราะเป็นรู้จักกันหรือว่าอะไร ผมชอบงานเขียนทำนองนี้ ชอบความรู้สึกของหนังสือทำมือเล่มนี้ ที่มันบ่งบอกว่าคนเขียนรักตัวละครและงานเขียนทุกๆ ชิ้นของเขามากแค่ไหน

อ่านเล่ม Before จบแล้ว ผมรู้สึกว่าอยากกลับไปทำความรู้จักกับหญิงสาวแปลกประหลาดของเขาอีกรอบเลย

Standard
วันละรูป วันละเรื่อง

ของตาย

4

ผมถ่ายภาพภาพนี้ได้ตอนเดินไปเข้าห้องน้ำ ไม่รู้ทำไมเหมือนกันถึงเอะใจคว้ากล้องมาถ่ายเอาไว้
สำหรับคนอื่น มันอาจจะเป็นภาพธรรมดาๆ ตู้หนังสือกับจักรยานออกกำลังกายธรรมดาๆ ไม่เห็นอะไรแปลกตรงไหน
ก็ตรงความไม่แปลกนี่แหละครับ ที่ทำให้ผมหยิบกล้องถ่ายภาพนี้ออกมา

ถ้าหากคุณเป็นคนชอบอ่านหนังสือ รักการอ่านแล้วล่ะก็ การได้ครอบครองหนังสือเต็มตู้ เต็มชั้น ใช้ชีวิตรายล้อมไปด้วยหนังสือคงเป็นอะไรที่รู้สึกดีมากๆ
ผมเองก็เช่นเดียวกัน
เวลาเจอหนังสือหายาก หนังสือออกใหม่ หรือตอนงานสัปดาห์หนังสือ ก็มักจะหน้ามืดตามัว ซื้อหนังสือแบบไม่คิดอะไร พอรู้ตัวอีกทีก็มีหนังสือเต็มบ้านไปหมดแล้ว
คงไม่ต้องถามต่อว่าจำนวนที่ซื้อกับจำนวนที่อ่านนั้นเป็นอย่างไร
เพราะมันไม่เคยสัมพันธ์กันเลยสักครั้งเดียว

จักรยานออกกำลังกายนี่ก็เช่นกัน เมื่อก่อนบ้านผมตกลงซื้อเครื่องออกกำลังกายชนิดนี้มาใช้ร่วมกันเพื่อสลายไขมันที่สมาชิกครอบครัวเราสะสมกันเอาไว้มากพอตัว
แน่นอนว่าคงเหมือนคนเห่อทั่วๆ ไป เราฟิตปั่นจักรยานกันแทบทุกวัน เรียกได้ว่าใช้คุ้มทีเดียว
แต่ก็นั่นแหละ พอปั่นไปได้หนึ่งเดือน ความฟิตก็หายไป ความขี้เกียจและข้ออ้างก็เริ่มเข้ามา
“เดี๋ยวค่อยปั่น” “พรุ่งนี้แล้วกัน” ก็เริ่มเป็นประโยคที่เราพูดกันบ่อยขึ้น
จนจักรยานที่ครั้งหนึ่งเคยรองรับก้นของพวกเราก็กลายเป็นที่แขวนเสื้อผ้าไปโดยปริยาย

ผมมองดูกองหนังสือและจักรยานที่ครั้งหนึ่งเคยมีความสำคัญ แต่วันนี้มันกลายเป็นเพียงของประดับธรรมดาๆ ไม่มีความสำคัญอะไร
คงคล้ายๆ กับความสัมพันธ์ที่เราหลงลืมและทำหล่นหายไประหว่างทาง
เหมือนได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง
แล้วผมก็ปั่นจักรยาน

Standard
บันทึก

วันที่ผมอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรกจบ (สักที)

frank

ตั้งแต่วันแรกที่ได้เอาเท้าไปเหยียบที่ร้านคิโนะคุนิยะ สาขาสยามพารากอนกับเพื่อนตอนปีหนึ่ง ก็บอกตัวเองว่า สักวันตัวเองจะอ่านหนังสือภาษาอังกฤษให้ได้อย่างคนอื่นเขาบ้าง

เวลาผ่านไป ปีแล้วปีเล่า ภาษาอังกฤษกับผมก็ห่างเหินกันเข้าไปทุกที ตั้งแต่เรียนจบ ผมแทบจะไม่ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาเลย ไม่ได้อ่าน ไม่ได้เขียน ไม่ฟัง ได้แต่พูดบ้างตามวาระโอกาสที่ถนนข้าวสารเป็นครั้งคราว

แต่พอเห็นคนอื่นๆ อ่านได้ ก็มีไฟอยู่พักนึง แล้วก็เลิกล้มไป เป็นวงจรอุบาทว์อย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมา ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยศึกษาหรือหาทางฝึกฝน เคยไปซื้อหนังสือฝึกภาษาจากซีเอ็ดมาอ่าน แต่พอมันยากก็เลิก ซื้อหนังสือปกสวยๆ เนื้อเรื่องที่ชอบ แต่พอเจอศัพท์ยากๆ รูปภาษาแปลกๆ จนพาลไม่อ่านมันซะอย่างนั้น

มันรู้สึกแย่เหมือนกันนะ ที่เวลางานเขียนเล่มล่าสุดของนักเขียนที่เราชอบออกใหม่แล้วต้องรอแปลก่อนถึงจะได้อ่าน แต่เพื่อนคนอื่นเขาอ่านกันไปเรียบร้อยแล้ว แย่เหมือนกัน เวลาขึ้นรถไฟฟ้ากลับจากสยามแล้วเห็นเด็กเตรียมฯ นั่งอ่านนิยายภาษาอังกฤษกันแทบทุกคน

จนบ้างครั้งมาตั้งคำถามกับตัวเองจริงๆ จังๆ ว่า “นี่ตกลงว่าชีวิตนี้กูจะไม่มีวันอ่านหนังสือภาษาอังกฤษอย่างคนอื่นเขาได้เลยหรอวะ?”

ผมเก็บคำถามนั้นไว้กับตัวเองจนเวลาผ่านมาเกือบ 6 ปี จนน้องสาวชวนมาเดินงาน Big Bad Wolf Bangkok ที่เมืองทองธานี ที่นี่เองที่ผมได้พบกับขุมทรัพย์มหาศาล ทั้งวรรณกรรมคลาสสิค นิยายวัยรุ่นที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในตอนนี้ วรรณกรรมเยาวชน คอมิคบุ๊ก หนังสือภาพ และหนังสือต่างๆ ที่น่าอ่านอีกมากมาย ที่สำคัญคือมันถูกอย่างไม่น่าเชื่อ!

ติดอยู่เพียงอย่างเดียว – ทุกเล่มเขียนด้วยภาษาอังกฤษ

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ผมก็เพลิดเพลินกับหนังสือหลากหลายที่จัดแสดงในงาน มันทำให้ผมรู้ว่าตัวเองยังอ่านน้อยอยู่มาก ไม่เพียงแต่หนังสือภาษาไทย แต่หนังสือภาษาอังกฤษดีๆ ที่ยังไม่มีคนแปล (หรือไม่มีทางแปลเพราะขายไม่ได้แน่ๆ ) รอให้เราอ่านและตักตวงความรู้อีกมาก

ผมซื้อรวมเรื่องแต่งวิทยาศาสตร์ของ H.GWELLS เล่มหนาปึ้กมาหนึ่งเล่ม เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่ามันถึงเวลาแล้วล่ะ ที่เราต้องฝึกทักษะนี้จริงๆ จังๆ สักที กลับไปถึงบ้าน ผมค้นหนังสือ Frankenstein ที่เคยซื้อไว้นานแล้วมาตั้งใจอ่านอย่างจริงๆ จังๆ พยายามเปิดดิคให้น้อยที่สุด ค่อยๆ อ่าน ทำความเข้าใจไปเรื่อยๆ จากหนึ่งหน้า สองหน้า ห้าหน้า สิบหน้า จนจบในที่สุด แม้จะมีศัพท์หลายคำที่ไม่รู้ แต่ก็อาศัยเดาเอาจากบริบท ค่อยๆ เชื่อมโยงเนื้อหา และสามารถเข้าใจเนื้อเรื่องได้

แม้มันจะเป็น Basic Starts ไม่ใช่ฉบับเต็มก็ตาม แต่สำหรับคนเคยล้มเลิกไปไม่รู้กี่ร้อยครั้ง การอ่านได้จนจบถือเป็นสัญญาณที่ดีมากๆ อย่างน้อยๆ ก็ถือว่าได้ก้าวออกมาจากจุดเดิมแล้ว ยังมีบันไดอีกหลายขั้นที่ผมต้องข้าม เพื่อผ่านกำแพงภาษานี้ไปให้ได้

ตอนนี้เริ่มรู้สึกกับการปีนกำแพงซะแล้วสิ

Standard
รีวิวหนัง

Liberal Arts บอกลาความฉลาด (ที่เรามโนกันไปเอง) ซะที!

la

ในฐานะคนที่เคยเรียนคณะมนุษยศาสตร์ มีคำว่าศิลปศาสตรบัณฑิตตราอยู่ในปริญญาบัตร หนังเรื่องนี้ค่อนข้างจี้ใจดำและเหมาะสำหรับคนอย่างพวกเราชาว อักษรศาสตร์ / ศิลปศาสตร์ / มนุษยศาสตร์เสียเหลือเกิน

“เรียนคณะมนุษย์ฯ ไปทำไมวะ ยังเป็นมนุษย์ไม่พอหรอ” นี่เป็นประโยคที่ผมได้ยินได้ฟังมาบ่อยหลังจากพูดถึงคณะที่ตัวเองเรียน (อย่างภูมิใจ) ให้คนอื่นฟัง แต่ก็มักจะได้ฟีดแบคที่ไม่ค่อยดีกลับมาเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่คณะ (กู) ผม สอนให้เราเข้าใจมนุษย์เลยนะเว้ย มันเป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้ง น่าสนใจ ทำไมคนอื่นถึงไม่เข้าใจถึงความสำคัญของมันกัน (วะ)

อาจเป็นเพราะมันทำเงินไม่ได้ – ซึ่งโคตรจะจริง

เอาเถอะ มาพูดถึงหนังเรื่องนี้กันดีกว่า มันเป็นเรื่องราวความรัก ความผูกพันของคนสองคนที่มีอายุห่างกันถึง 16 ปี พวกเขาทั้งสองเรียนที่คณะศิลปศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน แม้จะคนละช่วงเวลากันก็ตาม ลองนึกภาพเด็กคณะเหล่านี้ดูสิครับ เนิร์ดๆ บ้าเรียน ชอบถกปรัชญา มักหนีบหนังสือหนาๆ ที่อ่านไม่รู้เรื่องเอาไว้ข้างกาย พูดคำศัพท์ยากๆ และเป็นคนอ่อนไหวในเรื่องไม่เป็นเรื่อง

ในช่วงแรกของหนังนั้นมีความเป็นหนังโรแมนติก-คอแมดี้สูงมาก ทั้งสองเริ่มคุยกันผ่านจดหมาย แลกเพลง (คลาสสิค) กันฟัง นั่นทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนมันอาจเรียกได้ว่าความรัก แต่ติดอยู่ที่ว่าทั้งคู่นั้นอายุห่างกันตั้ง 16 ปี! ซึ่งถือว่าเป็นช่องว่างที่กว้างพอสมควรทีเดียว

ฝ่ายหญิง – ซิบบี้ (เอลิซาเบธ โอลเซ่น) ที่มีความคิดที่โตเกินวัย เธอไม่รู้ต้องตาพึงใจกับชายหนุ่มในรั้วมหาวิทยาลัยเลย เธอต้องการคนที่เป็นสุภาพบุรุษ มีความคิด และเจซซี่ (จอซ แรดเนอร์) คือคำตอบนั้น ความสัมพันธ์ของเรื่องพัฒนามาจนถึงเรื่องเซกซ์ ซิบบี้มาเฉลยเอาว่าเธอยังไม่เคยมีอะไรกับใครมาก่อน นั่นทำให้เจซซี่สับสนอย่างมากกับกรอบความคิดเรื่องศีลธรรม ความถูกต้อง ความดีงามทั้งหลาย จนเลือกที่จะปฏิเสธโอกาสเหล่านั้นไป

เจซซี่ นั้นคือผลผลิตของวิชาศิลปศาสตร์ขนานแท้เลยดีเดียว เขาบ้าอ่านหนังสือ คลั่งไคล้งานเขียนคลาสสิค หมกมุ่นกับตัวเอง ถกเถียงถึงความดีงามของเขียน (มองว่าตัวเอง) มีรสนิยมที่ดี งานเขียนอื่นนอกจากที่ตนอ่านนั้นคืองานเขียนที่ไม่ได้เรื่อง (หนังไม่ได้เอ่ยชื่อหนังสือเล่มที่ตัวเอกบอกว่าเป็นหนังสือภาษาอังกฤษที่แย่ที่สุดแต่ก็พอจะเดาได้ว่าเป็นไตรภาคแวมไพร์ ทไวไลท์ นั่นแหละ แสบจริงๆ)

ความจริงแล้วรสนิยมหรือสิ่งที่คนเรียนอักษร / ศิลปศาสตร์ / มนุษยศาสตร์ ถูกปลูกฝังมานั้นดีเลิศจริงๆ หรือเปล่า เราจำเป็นต้องอ่านแต่วรรณกรรม วรรณคดีคลาสสิคเท่านั้นหรือไม่ นอกจากนั้นแล้วถือว่างานเขียนขยะ หรืองานที่ไม่ควรเสียเวลาอ่านหรือเปล่า ยอมรับตามตรง ในระยะที่ได้เรียนวิชาวรรณกรรมในคลาส ผมเองก็มีความคิดเช่นนี้เหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงโลกของหนังสือมันมีอะไรมากกว่านั้น มันมีการอ่านเพื่อความบันเทิง เพื่อความสนุก ถ้าหากหนังสือแต่ละเล่มรับใช้เราในหน้าที่อื่นที่ไม่ใช่การจรรโลงใจอย่างวรรณกรรมเล่มโตๆ มันก็เพียงพอแล้วหรือเปล่า

หนังใช้ฉากเป็นตัวมหาวิทยาลัยที่ทั้งคู่เรียนและเคยเรียนมาด้วยกัน มหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ที่มีอะไรเกิดขึ้นมากมายที่นี่ เป็นที่จัดปาร์ตี้ที่สนุกสุดเหวี่ยง เป็นสถานบ่มเพาะความรู้ เป็นที่แลกเปลี่ยนความคิด ถกเถียงทางวิชาการ “เป็นที่ที่นายจะบอกใครว่าเป็นกวีแล้วไม่โดนต่อย” แต่สำหรับเจซซี่ การกลับมามหาวิทยาลัยของเขามันคือการหลบภัย หลีกหนีจากความเป็นจริง จากเมืองหลวง ที่ทำให้เขาอึดอัดและสับสนวุ่นวาย

การสนทนาของตัวละครมันก็ดูเป็นบทสนาที่โคตรจะ Liberal Arts จริงๆ นั่นแหละ แต่ประโยคที่จำได้ไม่ลืม และดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่คณะเหล่านี้ปลูกฝังความคิดนี้ให้นักศึกษาก็คือ  “A Liberal Arts education solves all your problems.”

แต่… มัน “จริง” จริงๆ หรอครับ!

Standard
บันทึก, ไม่มีหมวดหมู่

ไร้ Father ไร้ Son

ผมเชื่อว่าผู้ชายส่วนใหญ่ได้แรงบันดาลใจหลายๆ อย่างจากพ่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน, บุคลิก, ความเข้มแข็ง, ลักษณะนิสัย หรือรสนิยมความชอบต่างๆ (ซึ่งเอาจริงๆ เราแทบจะลอกแบบจากพ่อมาทั้งดุ้นก็ว่าได้)

โดยเฉพาะกับพ่อที่มีกิจการ มีธุรกิจของตัวเอง ก็ย่อมคาดหวังให้ลูกชายของตนสืบทอดตำแหน่ง หรือสานต่อความรุ่งเรืองที่ตัวเองได้สร้างเอาไว้ และแผ่ขยายเชื้อสายวงศ์ตระกูลของตัวเองต่อไป

เป็นโชคดีและโชคร้ายที่พ่อผมไม่ได้มีธุรกิจหรืออะไรเอาไว้ให้, พ่อผมเป็นข้าราชการ (ระดับค่อนข้างสูงทีเดียว) มีหน้าที่การงานที่มั่นคง เป็นที่นับหน้าถือตาในสังคม – แน่นอน พ่อคาดหวังให้ผมเป็นเหมือนเขา แต่ผมก็ปฏิเสธความหวังดีที่จะเดินตามรอยของพ่อตั้งแต่สมัยเข้าเรียนมหาวิทยาลัย

แต่ไม่ใช่ว่าพ่อจะไม่ให้อะไรกับผมเลย, พ่อเป็นคนรักการอ่านมาก และนี่เองที่ทำให้ผมรู้ว่าตัวเองชอบอะไร

ผมเติบโตมาในบ้านที่มีหนังสือมากพอสมควร ซึ่งส่วนมากเป็นหนังสือของพ่อทั้งนั้นแหละ แต่ตัวผมในตอนนั้นค่อนข้างจะเกลียดหนังสือ ไม่ค่อยถูกชะตากับตัวหนังสือเยอะๆ แต่ถ้าเป็นการ์ตูนล่ะก็ถึงไหนถึงกัน แต่พ่อรู้ว่าการอ่านเป็นเรื่องสำคัญ เขาพยายามปลูกฝังสิ่งนี้ให้กับผม เวลาไปห้าง เขาจะพาเข้าร้านหนังสือ ให้เลือกหนังสือที่ชอบได้หนึ่งเล่ม (แน่นอน การ์ตูนสิครับ) หนักเข้าถึงขั้น ‘จ้าง’ ให้อ่านหนังสือ อยู่กับก๋ง ของ หยก บูรพา เล่มละ 1,000 บาท ผมก็ยังไม่สนใจอยู่ดี

จนวันนึง พ่อเห็น แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นหนังสือขายดี เลยซื้อมาให้ผมอ่าน เผื่อจะสนใจเรื่องราวที่เหมาะสมกับวัยของตัวเองบ้าง ตอนแรกยอมรับเลยว่ามีอคติ แต่พอค่อยๆ อ่าน (ตอนนั้นอ่านวันละ 2-3 หน้าก็ถือว่าประสบความสำเร็จมากแล้ว) อ่านไปอ่านมามันเริ่มสนุก แต่ก็ใช้เวลาหลายเดือนเหมือนกันกว่าจะอ่านจบ

ยังจำความรู้สึกที่อ่านหนังสือเล่มแรกจบได้อยู่เลย มันเป็นอะไรที่วิเศษ และมหัศจรรย์มาก และนี่เองที่ทำให้ผมเริ่มเสพติดหนังสือ ชั้นหนังสือของพ่อถูกผมบุกสำรวจแล้วเอามาอ่านเล่มแล้วเล่มเล่า (ซึ่งส่วนมากจะเป็นหนังสือเก่า, หนังสือมือสอง) ผมได้อ่านหนังสือของนักเขียนเก่าๆ ดังๆ มากมาย อย่าง เฮมมิงเวย์ รวมไปถึง หลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งคนหลังนี้พ่อจะตามสะสมและมีเก็บเป็นคอลเลคชั่นเกือบครบทีเดียว

พอพ่อรู้ว่าผมเริ่มสนใจ ก็เริ่มหาหนังสือมาให้อ่านหลากหลายขึ้น รวมถึงพาไปงานสัปดาห์หนังสือ ที่เป็นการเปิดโลกของเด็กม.ต้นคนนึงอย่างมาก ผมเดินตะลุยงานทั้งวันอย่างบ้าคลั่ง มีหนังสือเต็มไปหมด อย่างได้มันทุกเล่มเลย (ซึ่งผมได้รับเงินสนับสนุนจากพ่อในการซื้อหนังสือเรื่อยมาจนเรียนจบ นั่นก็เพียงพอที่ผมจะสร้างอาณานิคมเล็กๆ ในห้องตัวเองได้อย่างไม่อายใคร)

พ่อเป็นคนเดียวในครอบครัวที่อ่านงานที่ได้รับการตีพิมพ์ของผมทุกชิ้น แต่ก็มักจะมีคำติ (มากกว่า) ชมจากพ่ออยู่เสมอ มันยังไม่ดี, ผมรู้ นี่เป็นอีกหลักไมล์หนึ่งเหมือนกันที่ผมอยากจะได้ยินคำชมจากพ่อ “เขียนได้ดีมากลูก” แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับผมแล้ว

ผมไม่รู้ว่าเหมือนกันว่า ถ้าพ่อผมไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่บังคับให้อ่านหนังสือ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะใช้ชีวิตในเส้นทางไหน อาจทำงานเหมือนพ่อ เป็นข้าราชการที่มีเงินเดือนมั่นคง มีชีวิตที่คนละขั้วกับสิ่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้

จะบอกว่าทุกตัวอักษรที่ได้โลดแล่นตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเขียนจนถึงวันนี้ มาจากพ่อก็ไม่เกินจริงไปนัก เพราะถ้าไม่ยื่นหนังสือให้ผมอ่าน ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้มีโอกาสเขียนสิ่งเหล่านี้ให้ทุกคนได้อ่านอยู่ไหม

Standard
ไม่มีหมวดหมู่

งานหนังสือ – ตัวชี้วัด – ความเติบโต – สิ่งที่ต้องพัฒนา

bookfair

สำหรับนักอ่านและนักเขียน นี่คือช่วงที่ทุกคนรอคอย เพราะจะได้ซื้อหนังสือที่มีให้เลือกละลานตา ได้พบปะนักเขียนที่เราชื่นชอบ และได้เจอคนที่ชอบอะไรเหมือนกัน

ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น การได้มาเดินงานหนังสือเหมือนผมได้กลับบ้าน บ้านที่เราคุ้นเคยและโหยหาที่จะเจอมาตลอด ผมจะได้กลับบ้านปีละสองครั้ง เพื่อไปรับเอาบรรยากาศและความรู้สึกดีๆ นี้มาเก็บเอาไว้ให้ชุ่มปอด แล้วก็รอคอยให้โอกาสนี้เวียนมาอีกครั้งในปีต่อไป

นอกจากนี้ งานหนังสือสำหรับผมยังมีอะไรมากกว่านั้น เพราะมันเป็นตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตการทำงานไม่ประจำของผม งานหนังสือปีครั้งที่แล้ว เป็นครั้งที่ผมลาออกจากงาน ซึ่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเอาตัวรอดได้หรือเปล่า เลยได้ตั้งเป้าหมายสั้นๆ กับตัวเองไว้ว่า อย่างน้อยๆ งานครั้งนี้ต้องได้ทำงานไม่ประจำอยู่ และต้องได้มาขายหนังสือด้วย – โชคยังเข้าข้างที่ผมไม่ผิดสัญญากับตัวเอง

ปีนี้เปลี่ยนมาขายหนังสือให้บูธต้นสังกัดที่ตีพิมพ์สกู๊ปของกลุ่มนักเขียนและช่างภาพของพวกผม คงจะเป็นการดีที่เราจะได้รู้จักนิตยสารฉบับนี้มากขึ้น และเผื่อต่อยอดถึงการร่วมงานกันในครั้งต่อๆ ไป งานก็ผ่านไปได้ด้วยดี แม้จะเหนื่อยบ้าง หนักบ้าง ไม่ค่อยได้นั่งพักเท่าไหร่ เพราะจะเน้นยืนเป็นส่วนมาก ทำให้กลับบ้านมาแล้วจะร้าวระบมจนอยากจะสลบไปให้พ้นๆ แต่ก็ทำไม่ได้ มีงานที่ต้องทำรออยู่ ในช่วงงานหนังสือผมต้องกลับมาทำงานต่อทุกวันจนดึกๆ ดื่นๆ แต่ก็สามารถผ่านมันไปได้ด้วยดี (ล่ะมั้ง) มันทำให้ผมรู้ว่า เราสามารถทำได้ ข้อจำกัดไม่มีหรอก ถ้าจะมีก็คงเป็นข้ออ้างนั่นแหละ ที่เราเอามาหลอกและบอกตัวเองว่าเราทำไม่ได้ ทำไม่ไหว

อีกอย่างคือการได้รู้จักคนมากขึ้น มีเพื่อนเพิ่มขึ้น ได้พบปะพี่ๆ นักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ ได้แลกเปลี่ยนและรับฟังความคิดเห็นของผู้ใหญ่เก่งๆ ที่เราไม่คิดว่าจะได้ปะทะกันใกล้ชิดขนาดนี้ ได้มีโอกาสทำความรู้จักและเข้ามาใกล้วงการนี้มากขึ้นเรื่อยๆ และนั่นทำให้ผมเห็นความแตกต่างของการใช้ชีวิตและประสบการณ์ การทำงาน ฝีมือ และทัศนคติ รวมไปถึงยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ผมต้องไปอ่าน ไปศึกษาอีกมากทีเดียว เพราะที่ผมมีอยู่ตอนนี้ไม่ได้เรียกว่าไม่พอ แต่มันแทบจะไม่มีเลยต่างหาก ถ้าหากอยากจะยกระดับตัวเองให้ก้าวกระโดดไปมากกว่านี้ สิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันคงไม่พอหรอก

ผมต้องทำมากกว่านี้ เรียนรู้เยอะกว่านี้ พัฒนาตัวเองให้มากกว่านี้

อีกสิ่งหนึ่งที่ประทับใจมากๆ คือตอนที่ไปขอลายเซ็นเป็นเพื่อนรุ่นพี่กับคุณลุงสุชาติ สวัสดิ์ศรี รุ่นใหญ่ในวงการ คุณลุงบอกพวกเราว่า

ถ้ายังไม่มีอะไรจะเขียน ยังไม่ต้องรีบนะคุณ ยังหนุ่มกันอยู่ ค่อยๆ ใช้ชีวิต เก็บสะสมประสบการณ์ อ่านหนังสือเยอะๆ ดูหนังเยอะๆ
มันเป็นคำพูดธรรมดาๆ ที่ใครก็พูดได้ แต่เมื่อมันออกมาจากปากสิงห์สนามหลวงคนนี้แล้ว กลับกลายเป็นบทสนทนาที่ผมจะจดจำเอาไว้ตลอดเลยทีเดียว

งานหนังสือครั้งนี้เป็นครั้งที่ผมได้อะไรมากมายเหลือเกิน เรื่องหนังสือหรือเงินค่าจ้างที่ได้มานั้นแทบไม่สำคัญอะไรเลยถ้าเทียบกับประสบการณ์เหล่านี้ เพราะผมได้ ‘อ่าน’ จากพวกเขาและพยายามซึมซับและกลั่นกรองมันออกมาเป็นงานชิ้นนี้และในบันทึกส่วนตัวของผมแล้ว

งานหนังสือครั้งหน้า ผมก็อยากสัญญากับตัวเองอีกครั้งว่ายังไงก็จะต้องไปขายหนังสือให้ได้ และยังต้องทำงานไม่ประจำต่อไป (และให้ชีวิตดีขึ้นกว่าครั้งนี้ให้ได้เหมือนกัน) มันเป็นคำสัญญาที่ผมไม่อยากจะพลาดมากที่สุด

เพราะมันสำคัญกับชีวิตและเส้นทางเดินต่อจากนี้ของผมมากเหลือเกิน

Standard