รีวิวหนังสือ

Before Dialog_ บางวันของหญิงสาวแปลกประหลาด

before

ระหว่างเล่นทวิตเตอร์ฆ่าเวลาไปเรื่อยเปื่อย ก็สะดุดใจกับการเปิดพรีออเดอร์หนังสือทำมือของรุ่นพี่นักเขียนคนหนึ่ง ที่เพิ่งมีหนังสือเล่มแรกไปเมื่องานหนังสือครั้งที่แล้ว

หนังสือทำมือเล่มนี้เป็นเหมือนหลังบ้าน และที่มาที่ไปของหนังสือเล่มนั้น รวมไปถึงที่มาของการได้เข้ามาเป็นนักเขียนในสำนักพิมพ์ที่พิมพ์งานให้เขาด้วย

Dialog_ บางวันของหญิงสาวแปลกประหลาดเป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นที่มีตัวละครหลากหลาย บทสนทนาน่าประทับใจ บางเรื่องเรียบง่ายและอบอุ่น บางเรื่องก็หม่นเศร้าเทาทึม (เท่าที่สำนักพิมพ์จะเอื้ออำนวย) และบางเรื่องดูมีชีวิตชีวาราวกับตัวละครนั้นๆ มีตัวตนจริงๆ

Before Dialog_ เปรียบไปแล้วก็เหมือนการจัดมีตติ้งระหว่างนักเขียนกับนักอ่าน แล้วร่วมพูดคุยว่าเรื่องสั้นแต่ละเรื่องที่เขียนขึ้นมานั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง เป็นการสะท้อนเบื้องลึกเบื้องหลังของงานเขียนแต่ละชิ้น ว่าในตอนนั้นคนเขียนรู้สึกอย่างไร คิดอะไรอยู่ ทำไมถึงเขียนเรื่องสั้นชิ้นนั้นออกมา และแน่นอนว่ามันทำให้เราได้รู้จักตัวตนของนักเขียนมากขึ้นกว่าเดิมมากทีเดียว

มันเป็นหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ผมอ่านรวดเดียวจบ และชอบมากๆ ไม่ใช่เพราะเป็นรู้จักกันหรือว่าอะไร ผมชอบงานเขียนทำนองนี้ ชอบความรู้สึกของหนังสือทำมือเล่มนี้ ที่มันบ่งบอกว่าคนเขียนรักตัวละครและงานเขียนทุกๆ ชิ้นของเขามากแค่ไหน

อ่านเล่ม Before จบแล้ว ผมรู้สึกว่าอยากกลับไปทำความรู้จักกับหญิงสาวแปลกประหลาดของเขาอีกรอบเลย

Advertisements
Standard
เรื่องสั้น

LOOP

LOOP

“ถ้าเราอยากตอบไลน์เราก็จะตอบ ถ้าไม่อยากคุยเราก็จะหายไป เธอโอเคหรือเปล่า”

หญิงสาวเจ้าของแววตาเย่อหยิ่งแต่แฝงไปด้วยความร้อนแรงบอกกับผมตั้งแต่ครั้งแรกๆ ที่เราเริ่มคุยกัน มันเป็นเหมือนข้อตกลงระหว่างเรากลายๆ ว่าจะไม่ละเมิดพื้นที่ส่วนตัวของแต่ละคน

ในที่นี้หมายถึงเธอคนเดียว, ไม่ใช่ผม

เธอยากรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับผม ดื่มเหล้าหรือเบียร์, สูบบุหรี่หรือเปล่า, มีเซ็กซ์มาแล้วกี่ครั้ง, ชอบอ่านหนังสือของใครเป็นพิเศษ และระหว่างมูราคามิและหว่องการ์ไว ชอบใครมากกว่ากัน

เอาจริงๆ ผมรู้จักมนุษย์สองคนนั้นอย่างผิวเผิน เคยเสพงานของพวกเขาบ้างเพื่อให้พอเข้าสังคมได้ ไม่ได้เข้าถึง ไม่ได้ลึกซึ้งตราตรึงกับความเหงาห่าเหวอะไรหรอก — แต่ก็แอบอิจฉา ‘ผม’ ของมูราคามิที่เอะอะก็มีผู้หญิงเข้าหาอยู่ตลอดอยู่ไม่น้อย

ผมตอบคำถามเธอทุกอย่าง แต่เธอไม่เคยเปิดเผยความเป็นส่วนตัวของเธอแม้แต่น้อย ราวกับเป็นปริมณฑลศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อนุญาตให้ใครเข้ามารุกล้ำเป็นอันขาด

เธอยังคงผูกขาดอำนาจในความสัมพันธ์ ของเราฝ่ายเดียว ไม่ว่าผมจะไปไหน ทำอะไร อยู่กับใคร จะต้องบอกให้เธอทราบตลอด แม้ว่าเธอจะไม่เปิดอ่านข้อความเหล่านั้นก็ตาม

“เดี๋ยวอยากอ่านก็อ่านเอง พิมพ์มาเถอะน่า”

ผมพยายามทำความเข้าใจเธอและความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างเราสองคน มันคืออะไรกันแน่

บางทีมันก็วูบวาบเหมือนแสงไฟในผับ บางทีมันก็ล่องลอยเหมือนควันบุหรี่

เธอบาลานซ์มันได้ดี ทั้งส่วนที่ทำให้ผมรู้สึกดีกับความรู้สึกรักแม้ไม่ต้องบอกรัก และในขณะเดียวกันก็ทำให้ผมรู้สึกแย่กับความอึดอัดและไม่ชัดเจน

“เค้าเลี้ยงไข้มึงอยู่แบบนี้ไง ถ้าเค้าจะเอามึง เค้าเอามึงไปนานแล้ว โง่ชิบหาย ควายมันยังฉลาดกว่ามึงเลย”

แม้อยากจะสวนไปว่าควายมันไม่ได้โง่อย่างที่คิด แต่ก็เอาเวลาไปทบทวนประโยคที่เพื่อนพูดดีกว่า

ผมฝ่าฝืนกฎที่เราตั้งเอาไว้ ว่าจะไม่พิมพ์ข้อความอะไรไปนอกการรายงานสถานะปัจจุบันให้เธอรู้เพียงอย่างเดียว นอกเหนือจากนั้น ถ้าเธอจะคุยจะทักมาก่อนเอง

“ระหว่างเรามันคืออะไรหรอ บอกเราทีได้มั้ย”
“จะอยากรู้ไปทำไม เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วนี่ เออ เธอทักเรามาบ้างก็ได้นะ รอตั้งนานกว่าจะทักมา”

มันก็เป็นเหมือนกับทุกครั้งนั่นแหละ เหมือนกราฟขึ้นๆ ลงๆ เรารู้อยู่แก่ใจ ว่ากำลังเดินบนเส้นทางอันตราย ตกลงมาอาจถึงตายได้

“พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า เธอปลุกเราด้วยนะ”

คุณก็รู้ว่าผมจะตอบเธอว่าอะไร

Standard
บันทึก

ติดค่ายและกระจอก

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นเมื่อเห็นโพสต์ในเฟซบุ๊กของเพื่อนคนหนึ่ง ที่แท็กมาแสดงความยินดี ที่ผมได้รับคัดเลือกให้เข้าค่ายวรรณกรรมค่ายหนึ่ง ซึ่งได้ยินกิตติศัพท์ความยากและเข้มข้นมาจากเพื่อนๆ พี่ๆ มาบ้าง และไม่คิดว่าจะมีชื่อตัวเองอยู่ในนั้นเหมือนกัน

ปีก่อน ผมหมายมั่นปั้นมือว่าจะเข้าค่ายนี้ แต่ก็พ่ายแพ้ความต่อเดดไลน์ ความรับผิดชอบ และข้ออ้างที่บอกว่า “ไม่มีเวลา” “ทำไม่ทัน” ทำให้พลาดโอกาสที่จะลุ้นเข้าค่ายนี้ในปีที่แล้ว เมื่อปีนี้เปิดอีกครั้ง ยังไงผมก็ต้องสมัครให้ได้ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็ตาม

กติกาของการเข้าค่ายมีอยู่ว่า ต้องเขียนเรื่องสั้นความยาวไม่เกิน 3 หน้ากระดาษมา 1 เรื่อง และส่งโครงเรื่องที่จะเขียนในโจทย์ที่กำหนดมาอีก 1 เรื่อง ยอมรับว่าโจทย์นั้นผมไม่ถนัด และไม่มีความรู้สักเท่าไหร่ ต้องใช้เวลาอยู่พอสมควรเหมือนกันกว่าจะทำมันออกมาให้เป็นรูปเป็นร่าง กับตัวเรื่องสั้นเอง นี่เป็นงานเขียนวรรณกรรมชิ้นแรกของผมหลังจากเรียนจบก็ว่าได้ เพราะที่ผ่านมาผมเขียนแต่บทสัมภาษณ์ สารคดี บล็อก เป็นหลัก

ต้องใช้ความพยายามและพลังใจอย่างมาก กว่าจะผลิตเรื่องสั้นเรื่องนี้ออกมาได้ทันเวลา ทั้งๆ ที่เรื่องอยู่ในหัวแล้ว การจะเขียนออกมาให้เป็นเรื่องในระยะเวลาอันสั้นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย แต่สุดท้ายผมก็เขียนเสร็จ ทั้งเรื่องสั้นและโครงเรื่อง บอกตัวเอง: เอาวะ อย่างน้อยปีนี้เราก็ได้ทำแล้ว เรื่องสั้นที่เขียนส่งไปก็สุดฝีมือตอนนั้นแล้วเหมือนกัน ถึงไม่ติด ค่อยไปว่ากันอีกที

ก่อนวันประกาศผล ผมลองส่งเรื่องสั้นที่เขียนกับโครงเรื่องให้รุ่นพี่คนหนึ่ง ที่เคยเข้าค่ายนี้เมื่อปีที่แล้วอ่านดู แล้วขอความเห็นตรงๆ ว่าด้วยงานทั้งชิ้นนี้ ผมจะมีโอกาสติดค่ายนี้หรือเปล่า

ไม่รอดหรอก — เขาพูดอย่างนั้น ผมไม่ได้เถียง และไม่มีอะไรจะเถียง เมื่อย้อนกลับมาอ่านอีกครั้งก็พบเห็นจุดอ่อนและบาดแผลมากมายของงานเขียนทั้งสองชิ้น

แต่เมื่อผลที่ออกมา ผมคือหนึ่งในนั้น และต้องเข้าค่ายร่วมกับคนเก่งๆ ทางด้านวรรณกรรมอีก 14 คน และวิทยากรซึ่งเป็นนักเขียน นักวิจารณ์วรรณกรรม และผู้มากประสบการณ์ในวงการที่หาตัวจับยาก ยอมรับว่าหวั่นใจเกือบๆ ไม่มั่นใจเลยทีเดียว วินาทีแรกที่รู้ว่าติดค่ายก็คือความดีใจ และคิดว่าตัวเองนั้นก็คงพอมีฝีมือ หรือเขาคงเห็นอะไรสักอย่างที่มันคงสามารถพัฒนาต่อไปได้บ้างล่ะน่า

แต่พอได้ลองคิดทบทวนดูดีๆ แล้ว เรานั้นยังมีจุดอ่อนและยังไม่รู้อะไรอีกมาก ต้องแก้ไข ปรับปรุง พัฒนา อุดถมช่องว่างต่างๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอ่าน การเขียน ความรู้ ความคิด และทัศนคติต่างๆ ที่ต้องทำการบ้านอย่างจริงๆ จังๆ

พึงระลึกตัวเองว่ากระจอกอยู่เสมอ — มีคนบอกกับผมอย่างนั้น อย่าคิดว่าเราเก่ง (เพราะจริงๆ แล้วยังมีคนที่เก่งกว่าเราอีกเยอะ) ที่คิดแบบนั้นเพราะว่าเราจะได้พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะกับวงการวรรณกรรม ที่มีคนเก่งๆ อายุน้อยๆ ที่มีโอกาส มีความสามารถ และช่องทางต่างๆ เกิดขึ้นมาอยู่เสมอ

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ควรดูถูกตัวเองจนเกินไป ว่าเราไม่เก่ง ไม่มีความสามารถ เอาให้มันพอดีๆ ก็แล้วกัน ไม่มากไป ไม่น้อยไป

แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็มักคิดว่าตัวเองนั้นกระจอกเสมอ

กระจอก แต่พัฒนาได้.

Standard